_n1a8328

ต้องยอมรับว่า การประกวดร้องเพลงเวที The Voice Thailand Season 2 เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วได้ทำการแจ้งเกิดชายหนุ่มคนหนึ่งผู้มาพร้อมดนตรีร็อคหนักแน่น และน้ำเสียงแหบสูงอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง สงกรานต์-รังสรรค์ ปัญญาเรือน ที่สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่าง คงไม่ทัน ที่ดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วประเทศ และอีกหลายบทเพลงที่ทยอยปล่อยออกมาเรื่อยๆ ล่าสุดการเดินทางสู่ค่าย Me Records รวมไปถึงซิงเกิ้ลล่าสุดที่เพิ่งปล่อยออกมาอย่าง โอ้เธอ ก็นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์การเป็นตัวจริงเสียงจริงอีกขั้นในวงการเพลงร็อคบ้านเรา หลายคนอาจจะทราบดีว่าชีวิตของ สงกรานต์ ผ่านความยากลำบากมาก็ไม่น้อย ทว่าการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และการพยายามรักษามาตรฐานในการเป็นศิลปินที่เต็มไปด้วยคุณภาพที่ทำให้เขายังยืนหยัดอยู่ในวงการได้อย่างสง่างาม วันนี้หนุ่มสงกรานต์จะมาเล่าถึงเรื่องราวของซิงเกิ้ลใหม่ที่ดูเหมือนจะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างเล็กน้อย, วงดนตรีที่ชื่อ The Bantam ของเขาที่หลายคนยังจดจำได้ รวมถึงข้อแนะนำที่อยากจะส่งต่อไปถึงเด็กรุ่นใหม่ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นศิลปินดั่งเช่นเขา

 

หลังจากจบการแข่งขัน The Voice Thailand Season 2 เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว คุณก็ทยอยปล่อยซิงเกิ้ลออกมาเฉลี่ยปีละ 1 เพลง แล้วสำหรับซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง โอ้เธอ มันมีความแตกต่างจากสิ่งที่คุณเคยทำมาอย่างไรบ้าง?
ความต่างของเพลงนี้คือผมไม่ได้ทำอะไรเลย ก่อนหน้านี้ผมทำเพลงด้วยตัวเองทั้งหมด ด้วยความที่ผมย้ายมาอยู่ Me Records แล้วตั้งใจจะปล่อยเพลงใหม่แหละ แต่ช่วงนั้นคือทัวร์เยอะมาก พี่ฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) ก็มาถามผมว่า มีเวลาไหม ไม่มีใช่ไหม ติดไหมถ้าพี่เขาจะทำเพลงให้ ผมก็ตอบไปว่าไม่ติดอะไร สบายเสียอีก เพราะเราได้ยินชื่อพี่ฟองเบียร์มาตั้งแต่เด็ก ผลงานการันตีเยอะแยะ แค่เราได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็รู้สึกดีใจแล้ว ยังจะมาเขียนเพลงให้เราอีก (หัวเราะ) ได้พี่โอ่ง (วิสารท กุลศิริ) พี่เก่ง (นที แสนทวี) จากวง Ghost มาโปรดิวซ์ให้อีก ยาวเลย อีกอย่างที่มีความเปลี่ยนแปลงก็คือ โดยปกติเพลงของผมจะค่อนข้างดิบ มีแต่คำพูดบ้านๆ แต่สำหรับ โอ้เธอ เรื่องคำพูดและการสื่อสารมันจะฟังดูเพราะขึ้นกว่าเพลงก่อนๆ ที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงความเป็นสงกรานต์อยู่

ยากไหมกับการที่ต้องสื่อสารในแนวทางที่ต่างออกไปจากเดิม?
ไม่ยากนะครับ เพียงแต่เวลาที่คนอื่นเขียนเพลงมาให้เรา คนเขียนเขาก็จะมีความเข้าใจในตัวเพลงมากกว่าเรา เคยเถียงกันเรื่องคีย์เพลงด้วย รู้สึกว่า เฮ้ยพี่ สูงไปหรือเปล่า พี่เขาก็บอกว่าไม่สูง ร้องได้ แต่ผมก็คิดว่าถ้าลดต่ำกว่านี้น่าจะดีกว่านะ คิดไปเองว่าร้องไม่ถึง สุดท้ายก็ร้องได้จริงๆ อย่างแฟนคลับเขาก็ชื่นชอบและดีใจอยู่แล้วแหละที่เรามีเพลงใหม่ เราก็ดีใจที่เขาดีใจกัน คือยังไม่ทันฟังเพลงเลยก็แบบ ‘เพราะแน่พี่ เพราะแน่นอน’ (หัวเราะ)

ระหว่างเพลงที่ทำเองกับคนอื่นทำให้ คุณมองข้อดีข้อเสียในเรื่องนี้อย่างไร?
ผมมองว่ามีแต่ข้อดีนะ แต่มันจะดีแบบไหนก็แค่นั้นเอง อย่างของผมเวลาทำเพลงเอง ข้อดีคือเรารู้ว่าเรากำลังจะสื่อสารอะไร คนฟังจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดเร็วมาก เพราะมันคือคำพูดเรา ไดนามิกเรา เรารู้ว่าเราจะร้องตรงนี้แบบนี้ ส่วนข้อดีของการที่คนอื่นทำเพลงให้เราคือ หนึ่ง มันไม่ซ้ำจากเพลงเก่าๆ ที่แล้วมา สองคือเราสบาย ไม่ต้องทำอะไรเลย (หัวเราะ) สามคือคนฟังจะรู้สึกเซอร์ไพรส์ แปลกใหม่ ก็เหมือนเป็นการขยายฐานคนฟังออกไปอีก

_n1a8372

พอได้กระแสตอบรับที่ดีจากซิงเกิ้ล โอ้เธอ ทำให้คุณอยากเปลี่ยนแนวทางจากคำพูดบ้านๆ สไตล์คุณไปสู่ความไพเราะที่มากขึ้นบ้างไหม?
จริงๆ พอเราพูดเพราะขึ้นมันก็เหมือนเป็นคนอื่นอยู่เหมือนกันนะ ถามว่าถ้ากลับมาแต่งเพลงให้ตัวเองอีก เนื้อเพลงจะดูเป็นคำพูดที่เพราะขึ้นไหม ก็คงไม่ คือมันเปลี่ยนตัวเองไม่ได้หรอก ยกเว้นว่าถ้าพี่ๆ ขอมาว่าเพลงนี้ขอเรียบร้อยอีกได้ไหม ก็จัดให้ได้ อย่างเรื่องเสียงสูงของผมเหมือนกัน มันเป็นภาพจำตั้งแต่สมัยผมประกวด The Voice Thailand แต่จริงๆ ผมชอบร้องเสียงกลางๆ มากกว่า ร้องสูงมากก็เบื่อ (หัวเราะ) แต่จะซอฟต์ลงหรือหนักขึ้นมันก็แล้วแต่โจทย์ของแต่ละเพลง

เหมือนท่อนเวิร์สในเพลง โอ้เธอ ที่ก่อนจะเข้าท่อนฮุกซึ่งดูเป็นเร้นจ์เสียงกลางของคุณน่ะเหรอ?
ใช่ๆ ท่อนนั้นยากมาก อย่างที่บอกแหละว่าผมไม่ได้ชอบร้องเสียงสูงมากหรอก แต่กับบางเพลง ถ้าร้องสูงมันได้อารมณ์ บางเพลงต้องร้องต่ำมันก็ต้องเป็นไปตามนั้น ต้องดูบรรยากาศของเพลงด้วย

ซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น คงไม่ทัน, หรือมันไม่มีอยู่จริง, แค่ฝันได้ไหม, รักกินไม่ได้ ดูจะเป็นเพลงร็อคช้าๆ ที่มีความหนักแน่นคล้ายๆ กันทั้งหมด กลัวคนฟังเบื่อไหม?
กลัวคนฟังเบื่อไหมเหรอ… ผมว่าเขาไม่เบื่อหรอก มันยังมีเรื่องจริงบนโลกอีกเยอะที่คุณยังไม่ได้ฟังผ่านบทเพลง เพียงแต่ว่าผมจะสื่อสารมันออกมาเมื่อไหร่มากกว่า แล้วจะสื่อสารอย่างไร อาจจะทำให้ซอฟต์ลง ทำเพลงเร็ว หรือวันหนึ่งผมอาจจะเอาดนตรีอิเล็กทรอนิกส์มาใส่ เอาเครื่องสายมาใส่ หรืออาจจะเป็นวงดุริยางค์มาแจมก็ได้ แต่ถ้าจะให้ผมลองเปลี่ยนแนวไปใส่กางเกงขาสั้น เสื้อฮาวาย ร้องเพลงบอสซาโนว่า มันก็คงไม่ใช่ แล้วยิ่งเสียงผมเป็นแบบนี้ด้วย

เสน่ห์ของดนตรีร็อคในมุมมองของคุณคืออะไร?
ผมรู้สึกว่าถ้าเจ็บแล้วมันจะเจ็บเลย คือใครอกหักร้องไห้แล้วมาฟังเพลงร็อค อย่างน้อยก็ต้องมี อัสนี-วสันต์ แหละ หรือถ้าในเชิงความสนุกหรือความสุขก็จะสุดโต่งไปเลย อาจเป็นเพราะผมโตมาแบบนี้ล่ะมั้ง แต่อย่างเพลงป๊อปมันสามารถฟังได้ทุกโอกาส ฟังได้เรื่อยๆ

_n1a8344

4 ปีแล้วหลังจากคว้ารางวัลชนะเลิศรายการ The Voice Thailand Season 2 ชีวิตคุณเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน?
ผมก็ยังเป็นผู้ชายเหมือนเดิมนะ (หัวเราะ) คือมันก็ดีขึ้น ใช้ชีวิตง่ายขึ้น เมื่อก่อนเราลำบาก ตอนนี้แม่ก็สบาย จะกินหรือทำอะไรก็สบายขึ้น

มีวิธีรับมือกับความสำเร็จที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วที่อาจจะทำให้เกิดอาการเหลิงอย่างไร?
อืม… ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอย่างไร มันไม่ใช่วิธีรับมือน่ะ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เวลาทำอะไร ถ้ามันมาจากใจเรา ตัวเรา เวลามันสำเร็จ ทุกคนที่ทำแบบนี้จะไม่เหลิงหรอก สิ่งที่เขาจะทำกันต่อไปก็คือการวางแผนว่า หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรมากกว่า สำหรับผม ผมไม่ได้มองคำว่าแชมป์คือจุดจบ มันไม่ได้เหมือนในละครที่คุณได้แชมป์แล้วละครก็จบบริบูรณ์แบบแฮปปี้เอนดิ้ง มันเหลิงไม่ได้ การวางแผนหลังจากนั้นในชีวิตจริงว่าคุณจะรักษามาตรฐานนี้อย่างไรมันเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า

แล้วคุณวางแผนชีวิตอย่างไรหลังจากนั้น?
โดยส่วนตัวผมมีแม่กับยาย มีวงของผมอย่าง The Bantam ผมก็จะเอาคนเหล่านี้เป็นที่ตั้งเพื่อหาวิธีว่า เราจะทำอย่างไรให้มาตรฐานมันยังคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ให้คนจำเราได้ ก็เลยทำนู่นทำนี่ออกมา เช่น ปล่อยเพลง หรือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนจดจำเราได้ ที่ไม่ใช่การปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ ซึ่งอาการเหนื่อยอาการท้อมันมีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่แค่ผมหรอกที่รู้สึกอย่างนั้น คนทำอย่างอื่นก็ท้อเหมือนกัน อย่างที่ผ่านมามันจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เรารู้สึกว่า อีกแล้วเหรอวะ แต่ก็ต้องทำ มันคือสิ่งที่เราเลือกมาแล้ว

พูดถึงวง The Bantam หลายคนเริ่มติดตามคุณตั้งแต่ซิงเกิ้ล ยังคงอยู่?
13 ปีแล้วนะกับวงนี้ แต่คนไม่ค่อยรู้ จะชอบจำว่าผมเป็นศิลปินเดี่ยว เราเลยพยายามมากๆ ในการให้คนจำวงของเราได้ ซึ่งพักหลังคนก็เริ่มจำได้แล้ว ก็ดีใจนะ เพราะผมไม่ได้เป็นศิลปินเดี่ยวมาตั้งแต่แรก ก่อนประกวด The Voice Thailand ผมก็อยู่วง The Bantam นี่แหละ ส่งเพลงไปที่ Fat Radio ในสมัยนั้น แล้วมันก็ติดอันดับบนชาร์ต ก็เลยเป็นที่รู้จักประมาณหนึ่งสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงนอกกระแสหรือเพลงทางเลือก แต่พอผ่านคำว่าใต้ดินมาเป็นแบบนี้ คนดันจำได้แต่ผม แต่ทุกวันนี้ก็ยังทัวร์ด้วยกันอยู่เลย ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นศิลปินเดี่ยว

เพื่อนๆ ในวง The Bantam มีส่วนร่วมในการทำเพลงบ้างไหม?
แล้วแต่นะครับ The Bantam คือการทำเพลงกับวง เขียนเพลงมาแบบนี้ จะเล่นอย่างไร โซโล่อย่างไรก็ว่ากันไป สำหรับศิลปินในนาม สงกรานต์ ก็ไม่ได้ทำเพลงต่างไปจาก The Bantam เลยนะ เพียงแค่บุคลากรบางคนในช่วงเวลาอัดเสียง ถ้าเพลงนี้ผมอยากได้กลิ่นสำเนียงกลองสักแบบหนึ่ง ผมจะไม่ไปบอกว่า เอาแบบนี้ๆ ตีให้หน่อยได้ไหม ผมจะไม่ไปฝืนใครคนใดคนหนึ่ง และจะไม่ไปเปลี่ยนความเป็นตัวเองของใครด้วย แต่ผมจะไปเอาคนที่ตีกลองสำเนียงแบบนี้มาอัดเลย แต่ถ้าวันหนึ่งเพลงที่ผมแต่งขึ้นมาแล้วอยากได้โซโล่กีตาร์แบบของ เต๋า มือกีตาร์วงผม ผมก็จะบอกเลย เต๋าต้องทำว่ะ

_n1a8399

รู้สึกอย่างไรที่ยังมีหลายคนมองว่า คุณเป็นแค่นักร้องสายประกวด?
ผมพยายามมากเลยนะที่จะสลัดนามสกุลของตัวเองที่คนอื่นจำได้ออกไป อยากให้เขามองว่า รายการก็เปรียบเสมือนไม้ที่คอยดันให้บุคคลคนหนึ่งกลายเป็นที่รู้จัก แต่สุดท้ายพอเขาดังแล้วเนี่ย ไม้ก็ไม่ได้ค้ำไว้นะ เขาก็ถอยออก แล้วไปดันคนใหม่ คนที่อยู่ตรงนี้ นามสกุลนี้มันใช้ไปตลอดไม่ได้ ก็ต้องพยายามที่จะเติบโตไปเรื่อยๆ ด้วยตัวเอง อย่างที่ผมบอกว่า เราจะรักษามาตรฐานตรงนี้อย่างไรให้คนจำหน้าเราได้ไปเรื่อยๆ อาจจะเป็น สงกรานต์ คงไม่ทัน, สงกรานต์ โอ้เธอ หรือ สงกรานต์ รังสรรค์ ก็ได้

ความยากลำบากในชีวิตหรืออุปสรรคต่างๆ นานาก่อนที่คุณจะเข้าวงการมันสอนอะไรคุณบ้าง?
มันทำให้ผมไม่ท้อกับอะไรง่ายๆ นะ ทำให้ผมมีภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิต แล้วยิ่งกับการเป็นศิลปิน ภูมิคุ้มกันเป็นอะไรที่สำคัญมาก สำคัญโคตรๆ คือถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันที่จะต่อสู้กับเรื่องราวหนักๆ นี่มันหลุดเอาง่ายๆ เลยนะ เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าเราไม่มีภูมิคุ้มกันจะเป็นไงวะ เราจะวางตัวอย่างไร คิดไม่ออกเลย แต่รู้สึกได้ว่ามันคงน่าจะแย่ประมาณหนึ่ง

ในเมื่อชีวิตคนเราก็ไม่ได้สวยงาม หรือแม้กระทั่งถนนสายดนตรีก็เต็มไปด้วยอุปสรรคที่คอยขวางทาง คุณอยากฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นแบบคุณบ้าง?
ยุคนี้เป็นยุคโซเชียล ทุกอย่างไวมาก ซึ่งเด็กในยุคนี้ก็จะไวไปตามยุค คือถ้าอยากได้อะไรก็จะต้องได้เดี๋ยวนี้ แต่ถ้าคุณอยากเป็นศิลปิน คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า คุณคือใคร แล้วคุณอยากทำอะไร ต่อให้ไม่ใช่การร้องเพลง คุณอยากเป็นมือกีตาร์ มือเบส มือกลองก็แล้วแต่ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำให้กลายเป็นที่รู้จักได้หมดแหละ ซึ่งไม่ว่าคุณอยากจะเป็นศิลปินแบบไหน คุณต้องฝึกฝนให้ดีก่อน มีหลายคนชอบมาถามว่า อยากร้องเสียงสูงแบบพี่ต้องทำอย่างไร คือจะให้ผมตอบว่าอะไร (หัวเราะ) อ๋อ ไปโหลดแอปพลิเคชั่นนี้มาเลยน้อง กดเข้าไปก็ร้องได้เลย มันก็ไม่ใช่ คือเด็กยุคนี้มันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นลองกลับไปทบทวนดูก่อน ซ้อม และใช้ชีวิตอยู่กับมัน ผมรู้สึกโชคดีนะที่ไม่ได้เกิดมาในยุคโซเชียล วันเวลาที่ผ่านมา เราซ้อมแบบไม่ต้องมีโซเชียลมาเป็นที่พึ่ง เราถึงทำมันได้ หรืออีกอย่างก็คือ ใช้โซเชียลให้ถูกวิธี ผมว่าน่าจะมีประโยชน์และเร็วกว่ารุ่นผมอีก ทุกวันนี้เด็กเก่งๆ เยอะแยะ เห็น The Voice Kids Thailand ไหม โอ้โห ตอนอายุเท่าน้องผมยังกระโดดคลองยิงปลาอยู่เลย ผมยังเชื่อมั่นนะว่า ทุกคนสามารถถึงเส้นทางใหม่ของตัวเองได้เสมอ

 

Story by: Chanon B. & Promthida R.
Photos by: Purin A.