XN1A3114addlogo

มันเป็นความรู้สึกราวกับว่า เราไม่ได้ยินอะไรแบบนี้ในวงการดนตรีเมืองไทยมานานพอสมควร การถือกำเนิดขึ้นของ 4 สมาชิกในนาม Lord Liar Boots (ซึ่งอ่านภาษาไทยเท่ๆ ได้ว่า หล่อเลียบูทส์) ทำให้เรารู้สึกตื่นตาตื่นใจและกระชุ่มกระชวยอย่างไรบอกไม่ถูก ซิงเกิ้ลอย่าง ขี้งอน และ มนุษย์ป้า หรือล่าสุดกับเพลง สาย 4 ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถือเป็นข้อพิสูจน์ชั้นยอดว่า ยังมีเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมจะนำเสนอดนตรีและตัวตนในแบบที่พวกเขาเป็นจริงๆ อยู่ มันเต็มไปด้วยความสดใหม่ ความกล้า และบ้าบิ่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยทั้งเรื่องของเนื้อหาและซาวนด์ดนตรี และช่วงเวลาที่ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ได้พูดคุยกับ Lord Liar Boots ก็ยิ่งทำให้เราได้ค้นเข้าไปถึงความขบถที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของพวกเขาที่ทั้งน่าสนใจและน่าจับตามอง

ด้วยความที่กลัวแสงจะหมดและเม็ดฝนจะโปรยปรายลงมา เราจึงพาพวกเขาไปถ่ายรูปก่อนจะกลับมานั่งสนทนากันยาวๆ ภายในตึก ซึ่ง 4 สมาชิกในวงอย่าง จิมมี่ – ธนวัฒน์ ทองบริสุทธิ์แท้ (กีตาร์, ร้องนำ), แก้ว – วสวัตติ์ อินทวัฒน์ (เบส, ร้องนำ), บลู – อิงควัชร์ หิรัณย์กุลธารี (กลอง) และ อั๋น – ชัชวิชญ์ วิชัยดิษฐ (กีตาร์) ก็โพสท่าตามธรรมชาติจนเราอดขำไม่ได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้พอรู้แล้วล่ะว่า ทุกถ้อยคำในบทสนทนาหลังจากนี้จะเต็มไปด้วยความจริงใจ และกลั่นออกมาจากความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาอย่างแท้จริง

ไม่น่าเชื่อว่าจุดกำเนิดของ Lord Liar Boots นั้นจะเริ่มต้นจากข้าวผัดเพียงจานเดียว…

“วันนั้นเป็นวันเปิดเทอมวันแรกครับ จู่ๆ บลูมันก็เดินมาบอกว่า ขอกินข้าวผัดหน่อย ผมก็บอกว่า เอาเลย แล้วผมก็ลุกขึ้นไปเรียนเพราะสายแล้ว” จิมมี่ย้อนกลับไปสู่สมัยเป็นเฟรชชี่เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนที่มือกลองผู้มาพร้อมทรงผมโมฮอว์กจะกล่าวต่อว่า “ตอนนั้นผมหิวครับ เห็นจิมมี่หน้าติ๋มๆ คงได้กินแน่ ซึ่งมันก็เซอร์ไพรส์ให้ผมทั้งจานเลย” เล่นเอาเราแอบแปลกใจเล็กน้อยกับวันแรกที่ 2 สมาชิกในวงพบเจอกัน และข้าวผัดจานนั้นก็นำพาไปสู่การนัดหมายไปซ้อมดนตรีกันที่บ้านของบลู และวงก็ได้ อั๋น และ แก้ว มาเพิ่มเติมในตำแหน่งที่เหลือ

“วันนั้นคือวันที่ 22 มกราคม 2014 ครับ” บลูจดจำวันนั้นได้อย่างแม่นยำ…

02

 

ใครคิดว่าจุดเริ่มต้นของวงดนตรีวงนี้แปลกแล้ว ที่มาที่ไปของชื่อวง (ภาษาไทย) อย่าง หล่อเลียบูทส์ ก็แปลกไม่แพ้กัน เพราะมันคือศิลปะบนกำแพงหรือกราฟฟิตี้ที่บลูเห็นระหว่างขับรถ และเอ่ยขึ้นมาตอนที่กำลังหาชื่อวงเพื่อสมัครเข้าประกวดดนตรี เมื่อทุกคนในวงรู้สึกใช่กับคำๆ นี้ ภารกิจหาชื่อภาษาอังกฤษจึงดำเนินต่อเพราะเหตุผลที่ว่า คอดนตรีชาวต่างชาติควรจะเสิร์ชหาวงของพวกเขาเจอ คำว่า Lord Liar Boots ซึ่งเป็นกึ่งๆ คำพ้องเสียงจึงมาสอดรับกับชื่อไทยของพวกเขาอย่างลงตัว

อาจจะพูดได้ว่า Lord Liar Boots เต็มไปด้วยความแตกต่าง จิมมี่, แก้ว, อั๋น เรียนในสายดนตรีแจ๊ส ส่วนบลูเลือกเรียนเกี่ยวกับดนตรีสมัยนิยม จิมมี่ชื่นชอบบริตร็อคสไตล์ Arctic Monkeys อั๋นหลงใหลสำเนียงของ Led Zeppelin แก้วมาสายป๊อปพังค์ เช่นเดียวกับบลูที่ฟังพังค์เช่นกันแต่โหดกว่าเช่นวง The Casualties อะไรประมาณนั้น แต่ความต่างนี่ล่ะที่สร้างซาวนด์อัลเทอร์เนทีฟร็อคอันเป็นเอกลักษณ์ของวงดนตรีวงนี้ และที่สำคัญเพลงที่พวกเขาทำมาก่อนหน้านี้เกิดขึ้นจากการแจมในห้องซ้อมล้วนๆ

“ดนตรีมักจะเกิดในห้องซ้อมหรือการแจมกัน พวกเราทุกคนอยู่ด้วยกัน และก็แค่เล่นมันออกมา” แก้ว มือเบสของวงเริ่มต้นอธิบายก่อนร่ายยาวว่า “เหมือนมีใครสักคนในวงเริ่มขึ้นมา เฮ้ยมันเป็นเพลงได้นะ คนอื่นก็จะตาม เล่นอะไรต่อดี จะเล่นซัพพอร์ตหรือสร้างความคอนทราสต์ให้เกิดขึ้น หรืออย่างน้อยก็เอามาเป็นไอเดียหลักของเพลง แล้วค่อยมาวางสโคปกันทีหลังว่าจะให้เพลงเกี่ยวกับอะไร และด้วยความที่การแจมมันเป็นอะไรที่เราต้องคิดเดี๋ยวนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ออกมาจากมือของเรามันก็คือนิสัยเราแล้วประมาณหนึ่ง อย่างน้อยมันต้องเป็นเรื่องแรกหรือเรื่องที่สองที่เราคิดได้ มันน่าจะตรงกับตัวเองมากที่สุด” ก่อนที่บลูจะเสริมว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องซ้อม พวกเราไม่ได้คิดเลยว่าท่อนนี้จะต้องเป็นอย่างนั้น ท่อนนั้นจะต้องเป็นแบบนี้ มันมาของมันเอง และมันคือความชอบของพวกเรา”

นอกจากความสดใหม่ของตัวเพลงที่เกิดจากการแจมกันในห้องซ้อมแล้ว แต่ละไลน์ดนตรีที่เกิดขึ้นก็บ่งบอกตัวตนของแต่ละคนได้อีกด้วย มากไปกว่านั้น ความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่บางครั้งบางเพลง มือกลองเป็นคนคิดไลน์กีตาร์ มือกีตาร์คิดไลน์เบสหรือกลอง ไม่มีอะไรมาจากใครคนเดียว ไม่มีอะไรตายตัว และทุกไลน์รวมถึงเนื้อเพลงจะต้องผ่านการเลือกจากทั้ง 4 คน ถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่ชอบ… ก็ไม่เอา

แต่มันก็เหมือนเหรียญ 2 ด้าน ไม่ใช่ว่าการแจมจะมีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว “การทำงานแบบนี้บทจะมามันก็มานะ แป๊บเดียวเพลงเสร็จ แต่บทจะไม่มาก็รอกันไปสิ” แก้วกล่าว ส่วนมือกีตาร์ผมยาวอย่างอั๋นก็เสริมว่า “ถ้าแจมกันไม่รู้เรื่องหรือไม่มีจุดหมาย มันก็จะไม่ได้อะไรเลย”

04

อีกหนึ่งสิ่งที่เราสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นก็คือชื่อเพลง สะดุดหูตั้งแต่แรกฟังกับเนื้อหาที่พวกเขานำเสนอ ขี้งอน, มนุษย์ป้า, สาย 4, หาได้มีประโยชน์อันใดไม่, นางมาร คือ 5 เพลงที่อยู่ในอีพีอัลบั้มที่ชื่อว่า Dip Dib (หรือในชื่อภาษาไทยว่า ดิ๊ป ดิบ) ซึ่งเต็มไปด้วยความครีเอตและความดิบดังที่ชื่ออัลบั้มบอก จิมมี่ ที่รับบทบาททั้งมือกีตาร์และร้องนำเผยถึงประเด็นนี้ว่า “พวกเราต้องการอะไรใหม่ๆ เหมือนกันครับ ก็เลยหนีจากอะไรที่เราเคยได้ยินด้วยการสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาให้ตัวพวกเราเองฟัง แต่ก็ไม่ได้จะหลุดโลกอะไรขนาดนั้น เราต้องการให้คนอื่นฟังแล้วสนุกด้วย ก็จะมีการใส่ความป๊อปลงไปในเพลงเล็กน้อย” ซึ่งหากฟังเพลงของ Lord Liar Boots ดีๆ เนื้อหาในเพลงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแหวกแนวอะไร เป็นเรื่องทั่วไปที่ทุกคนสามารถพบเห็นได้ในสังคมทุกวันนี้ แต่พวกเขาเลือกที่จะสื่อสารในอีกมุมมอง และด้วยภาษาทางดนตรีในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง

คุยกันมาสักพัก เราสัมผัสได้ถึงความสนิทสนมของ จิมมี่-อั๋น-แก้ว-บลู ผ่านคำพูดคำจาที่คิดอย่างไรก็พูดเช่นนั้น ผ่านความคิดเห็นที่อาจตรงหรือไม่ตรงกันบ้าง เราจึงอยากให้พวกเขาลองแลกเปลี่ยนมุมมองกันเอง เมื่อในวันนี้ที่ แก้ว มือเบสผมบ๊อบแยกตัวออกมาอยู่หอพักคนเดียว หลังจากก่อนหน้านี้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแทบจะตลอด

“ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่กับการที่วงอยู่กันไม่ครบ ผมคิดว่าถ้าอยู่ด้วยกันครบ 4 คนป่านนี้เพลงน่าจะเยอะแล้ว” บลูเป็นคนแรกที่เอ่ยปาก ในขณะที่แก้วพบข้อดีของทั้ง 2 ช่วงเวลา “ข้อดีของการอยู่ด้วยกันคือ นิสัยทุกคนจะปรับเข้าหากัน คนเรามันไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก อยู่ด้วยกันมันทะเลาะกันแน่นอน แล้วพวกเราก็ทะเลาะกันมาแทบจะทุกเรื่องแล้ว แต่พอจบเรื่องแล้วก็จบ พวกเราได้พูดคุยกันตลอด แต่พอมีใครคนหนึ่งแยกออกไป มันก็มีข้อดีตรงที่ เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในวงในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง คนที่อยู่ข้างนอกจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนเมื่อมองเข้ามา”

XN1A3142addlogo

 

แน่นอนว่าไม่มีใครล่วงรู้อนาคต แต่สิ่งที่ 4 สมาชิกวง Lord Liar Boots ทราบดีก็คือ อีกไม่นานพวกเขาก็จะเรียนจบและออกไปเผชิญโลกแห่งความจริง เราจึงอยากทราบเป้าหมายในชีวิตหลังจากนี้ของพวกเขา แก้วตอบทันทีว่า “พวกเราทำวงดนตรี ทำเพลง เรามีแมสเสจที่อยากจะบอกคนฟัง แต่ถ้าไม่มีคนฟังเราก็ไม่รู้จะทำไปทำไม แต่สิ่งสำคัญคือเราไม่ได้มาเฟคใส่ คือมันจะมีจุดที่โอเคสำหรับพวกเราและคนฟัง มันอาจไม่ใช่ 50/50 แต่มันไม่ใช่ 100/0 แน่นอน”

ส่วนอั๋นยอมรับว่าการประกอบอาชีพศิลปินในบ้านเรามันไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยสักนิด “คืออาชีพศิลปินทุกวันนี้มันคืออาชีพเสริม หรือไม่ก็อาชีพหลักแล้วคุณไปทำอาชีพอื่นเป็นอาชีพเสริมถึงจะอยู่ได้ แต่พวกเราอยากทำให้วงดนตรีวงนี้อยู่ได้ด้วยตัวของวงเอง” ซึ่งบลูก็แย้งขึ้นมาว่านั่นคือความฝันลมๆ แล้งๆ และทุกคนก็เห็นด้วย แต่ถ้าเลิกล้มความหวังก็คงหาได้มีประโยชน์อันใดไม่

“ต้องเข้าใจสังคมทุกวันนี้ว่า อย่างอื่นต้องดีก่อน วงการดนตรีหรือศิลปะถึงจะดีตามและมีคนสนใจ เหมือน วินเซนต์ แวน โก๊ะ ที่ทำงานออกมาแต่ไม่มีใครสนใจ เพราะยุคนั้นเศรษฐกิจไม่ดี และที่สำคัญคือ ทัศนคติของคนยังไม่เห็นคุณค่าของศิลปะ” อั๋นอธิบายเพิ่มเติม และแก้วก็ปิดท้ายว่า “ผมหวังว่าวันหนึ่งคนทั้งโลกจะให้ความสำคัญกับศิลปะ ไม่ใช่ว่าเงินเหลือแล้วค่อยไปเสพ เพราะดนตรีหรือศิลปะมันมีคุณค่าเสมอ แรกๆ พวกเราก็คิดว่า ทำให้ใครฟังเนี่ย แต่ตอนนี้เห็นคนรอบข้างเก็บเงินเพื่อไปเทศกาลดนตรี ซื้อแผ่นเพลงมาเก็บ แต่ท้ายที่สุดมันก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคน เราไปบังคับใครไม่ได้”

ใช่แล้ว… ไม่มีใครบังคับใครได้ แต่การเปิดใจต่องานศิลปะของใครสักคนคงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าไม่น้อย และผลงานดนตรีของ Lord Liar Boots ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราอยากให้คุณลองสัมผัสดูสักครั้ง

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Pisut S.