01

 

อัพเดตเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11.30 น. : พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า ผลการหารือกับผู้ประกอบการสถานบันเทิง เห็นว่า เมื่อครบ 30 วัน (14 พฤศจิกายน 2559) การจัดกิจกรรม การแสดง และการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับบันเทิง หากเป็นสถานที่ในอาคารมีขอบเขตชัดเจน หรือเป็นที่ส่วนตัว สามารถทำได้ปกติ แต่สำหรับการแสดง มหรสพ ดนตรี เมื่อเข้าสู่ภาวะปกติ ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อกฎหมายด้วย โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ นายกสมาคมธุรกิจบันเทิง หรือธุรกิจมหรสพในพื้นที่นั้นๆ เป็นผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเหมาะสมดังกล่าว

อัพเดตเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21.30 น. : พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว และได้จำแนกกิจกรรมต่างๆ เป็น 9 ลักษณะ  ซึ่งหมายรวมถึง การแสดงคอนเสิร์ต, กิจกรรมภายในสถานบันเทิง อาทิ ไนต์คลับ ผับ บาร์ และงานรื่นเริง อาทิ ลำตัด ลิเก ดนตรี มหรสพ สามารถจัดได้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป โดยผู้จัดงานต้องพิจารณาตามความเหมาะสม เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่มีอยู่

 

หลังจากประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดหนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา หลายภาคส่วนต่างอยู่ในสภาวะสงบนิ่งเพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณและถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน วงการดนตรีถือเป็นอีกหนึ่งแวดวงที่ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดชะงักลง เทศกาลดนตรี อีเวนต์ คอนเสิร์ต มหรสพต่างๆ ประกาศยกเลิก และรวมถึงเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด ร้านอาหารและผับที่แม้จะเปิดให้บริการได้ แต่ต่างก็งดกิจกรรมรื่นเริงทั้งหมด ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนำมาสู่ผลกระทบของเหล่าบุคลากรในแวดวงดนตรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยในวันที่ 13 ตุลาคม 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ขอความร่วมมือสถานประกอบการทุกแห่ง โดยเฉพาะสถานบันเทิงได้พิจารณางดการกิจกรรมรื่นเริง โดยเฉพาะกิจกรรมที่แสดงในที่สาธารณะ หากเป็นการจัดในสถานที่ปิด ขอให้ใช้ดุลยพินิจดำเนินการอย่างถี่ถ้วนเหมาะสม ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 และนับต่อไปอีก 30 วัน และต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม 2559 พล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้เปิดเผยผลการประชุมของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) โดยได้ข้อสรุปว่า หลังจากครบกำหนด 30 วันไปแล้ว ประเพณีไทยต่างๆ ยังคงจัดได้ตามปกติ เช่น เทศกาลทอดกฐิน ลอยกระทง ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ แต่ทว่างดคอนเสิร์ต ดนตรี มหรสพ และการละเล่นทุกชนิด ส่วนสถานบันเทิงอนุโลมให้เฉพาะที่เป็นสถานที่ปิดเท่านั้น

แน่นอนว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า จิตใจย่อมเต็มไปด้วยความโศกเศร้าจนไม่เป็นอันทำอะไร เจ้าของสถานบันเทิงหลายรายถึงขั้นปิดให้บริการชั่วคราว รวมไปถึงคนทั่วไปที่ก็ไม่มีอารมณ์จะไปสังสรรค์หรือสนุกสนานเช่นกัน ต่อยอดมาถึงผู้ที่ประกอบอาชีพในด้านดนตรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนน้อมรับประกาศดังกล่าวจากทางภาครัฐและดำเนินชีวิตต่อไป ในขณะเดียวกันก็มีคำวิงวอนจากหลายทิศทางเช่นกันว่า พวกเขาได้รับความลำบากจากรายได้ที่หดหายไปอย่างกะทันหัน

04

 

กช-กชกร มิ่งบุญ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากเขาประกอบอาชีพนักดนตรีกลางคืนเป็นหลัก นอกจากนั้นก็รับเป็นมือแบ็คอัพในงานคอนเสิร์ตบ้างประปราย ซึ่งเขาบอกกับทาง บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ว่า ในสถานการณ์ปกติเขามีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทจากการเล่นดนตรีกลางคืน 6 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รายได้ในส่วนหนึ่งไม่มีเข้ามาเลย และยอมรับว่าไม่ได้เตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่กระนั้น เขาก็ยังรู้สึกโชคดีที่พอจะมีเงินออมอยู่บ้าง และตอนนี้ก็เริ่มประกาศรับสอนกีตาร์และแต่งเพลงเพื่อมาจุนเจือรายจ่ายในชีวิตประจำวันด้วย

“ผมเข้าใจในพื้นฐานของชีวิตนักดนตรีนะ บางทีพวกเขาก็ไม่ได้มีการเตรียมตัว รวมถึงการวางแผนทางด้านการเงินมากมายอะไร แต่สำหรับสถานการณ์แบบนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของจิตใจของคนมาเที่ยวด้วย” อีกทั้ง กช ยังเล่าต่อว่า ร้านรวงต่างๆ ที่เขารู้จักก็ต้องหมุนเงินอันเนื่องมาจากรายรับที่ลดน้อยเช่นกัน และย้ำว่า ในมุมมองของเขา นักดนตรีเป็นอาชีพที่ต้องพร้อมรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ดังเช่นที่บ้านเมืองเคยประสบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 หรือแม้แต่เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนับเป็นอีกบริบทหนึ่งที่ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้

นักดนตรีและผู้เกี่ยวข้องหลายรายที่ได้รับผลกระทบมองไปที่การช่วยเหลือจากทางภาครัฐว่า จะมีการเยียวยาให้พวกเขาเพิ่มเติมในช่วงนี้บ้างหรือไม่ ดนัย ธงสินธุศักดิ์ โปรดิวเซอร์จากค่าย genie records และ Music Director ประจำบริษัท Warner Music Thailand ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับประเด็นนี้ที่อยากจะส่งต่อถึงภาครัฐว่า “อยากให้รัฐบาลเข้าใจในสัมมาอาชีพของพวกเขา กำหนดกรอบเวลาและแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนกว่านี้ อย่าให้นักดนตรีต้องกลายเป็นจำเลยสังคม” โดยเขาอธิบายต่อว่า การเล่นดนตรีไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย มันก็เป็นอาชีพๆ หนึ่งเหมือนอาชีพอื่นๆ และเหล่านักดนตรีก็เศร้าไม่น้อยไปกว่าใคร ในขณะที่พวกเขาไว้ทุกข์ แต่ก็ต้องก้มหน้าทำงานของเขาต่อไปเช่นกัน เพราะนักดนตรีก็มีหน้าที่ ต้องหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวเช่นเดียวกัน ซึ่งเรามองว่า นอกจากความชัดเจนในเรื่องของมาตรการดังกล่าวแล้ว จะพอเป็นไปได้ไหมที่ทางภาครัฐจะเยียวยาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางด้านดนตรีไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกองทุนช่วยเหลือ หรือแม้แต่การผ่อนผันการชำระหนี้ก็ตาม

ในขณะที่มือกีตาร์หนุ่มวัย 27 ปีอย่าง กช มองว่า “จริงๆ มันต้องรับฟังกันด้วยความจริงใจมากๆ เหมือนกันนะว่าแต่ละคนแย่ขนาดไหน ผมเข้าใจนะเวลาที่คนเราแย่จริงๆ บางครั้งมันมองไม่เห็นทางออกจริงๆ นะ ตอนนี้ภาครัฐอาจจะยังไม่มีการช่วยเหลือในส่วนอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญคือ นักดนตรีด้วยกันเองจะช่วยเหลือกันได้มากน้อยขนาดไหน”

03

 

เมื่อพูดถึงการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วงที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้เห็นความเคลื่อนไหวของผู้เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในแวดวงดนตรีมากมาย โดยหลังจากเกิดกระแสที่นักดนตรีขาดรายได้ ก็มีน้ำใจจากร้านอาหารทั่วประเทศไทยที่ประกาศให้นักดนตรีมารับประทานอาหารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก อาทิ ร้านแล้วแต่ Food&Drink Bar จ.ขอนแก่น, ร้านลาบลอย จ.นครราชสีมา, ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด-หมูตุ๋น จอมสุวรรณ จ.ชลบุรี, ร้าน Casual Cake Café ศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ ฯลฯ ก่อเกิดแฮชแท็ก #นักดนตรีกินฟรีบอกต่อ ขึ้นในโลกโซเชียล ในขณะที่ร้านอาหาร ผับ บาร์หลายแห่งก็มีการปรับตัว บางร้านงดดนตรีสด และขายอาหารเพียงอย่างเดียว บางร้านยังมีดนตรีสด แต่เลือกนำบทเพลงพระราชนิพนธ์หรือเพลงอะคูสติกที่ไม่อึกทึกครึกโครมมาเล่นเป็นการทดแทน

หนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าสนใจซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็คือ ‘สภายาร์ด’ โดยร้าน Play Yard by Studio Bar ลาดพร้าวซอย 8 ที่มอบส่วนลด 50% ทั้งอาหารและเครื่องดื่มเพื่อช่วยเหลือนักดนตรี รวมถึงอาชีพที่เกี่ยวข้องกับดนตรีไม่ว่าจะเป็นซาวนด์เอนจิเนียร์, เทคนิเชียน ฯลฯ ไปจนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ทว่าเป้าหมายสำคัญของโปรเจกต์นี้ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของมิตรไมตรีเท่านั้น แต่หากเป็นเรื่องของการที่อยากให้คนในแวดวงดนตรีได้มาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนคติถึงทิศทางของวงการดนตรีบ้านเราในอนาคตเสียมากกว่า

“เราว่าตอนนี้ทุกคนอยู่ในภาวะประคับประคอง ซึ่งเรารู้สึกว่า มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะทำให้คนเราได้ทบทวนอะไรบางอย่างด้วย” โบ๊ท-ธัญธรวิชญ์ ริปุญชัยพงศ์ เจ้าของร้าน Play Yard by Studio Bar กล่าวในฐานะเจ้าของสถานประกอบการแห่งนี้ที่โดดเด่นในเรื่องของดนตรีสดเป็นอย่างมาก แต่ในช่วงที่ผ่านมา ทางร้านงดดนตรีสดทั้งหมด และเปิดขายอาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น “สถานการณ์แบบนี้ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน ในสภาวะแวดล้อมแบบนี้ ถ้าคุณไม่ปรับตัว คุณไปยื้อไปต้านกับสิ่งที่ควรจะต้องทำ ท้ายที่สุดคุณก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ทุกคนต้องหาทางออกของตัวเองให้ได้ แล้วพอผ่านช่วงเวลานี้ไป คุณจะทำให้มันดีขึ้นหรือเปล่า นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง” แต่ทั้งนี้โบ๊ท ก็เข้าใจในความเห็นที่ต่าง เพราะเขาเชื่อว่า มนุษย์เราเติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน

ในขณะที่ เจ-นรรธพล เจริญจรัสวาศน์ ผู้จัดการร้านดังกล่าวที่คลุกคลีอยู่ในวงการดนตรีอินดี้ และพบเจอกับนักดนตรีกลางคืนมากมายก็เล่าให้เราฟังว่า “นักดนตรีกลางคืนมีหลายพาร์ต บางคนมีงานประจำและเล่นกลางคืนเสริม บางคนเป็นนักศึกษาเล่นดนตรีกลางคืนส่งตัวเองเรียน บางคนเล่นดนตรีกลางคืนเพียงอย่างเดียวก็มี” ซึ่งเขายกตัวอย่างใน 2 เคสหลังว่า เมื่อไม่มีงาน พวกเขาเหล่านั้นก็แทบจะไม่มีเงินเลยอย่างแท้จริง

โบ๊ท เล่าต่อว่า ณ ขณะนี้มีเพียงการสอบถามและพูดคุยเป็นปกติระหว่างเจ้าของร้านด้วยกันที่รู้จักเท่านั้น ซึ่งโดยส่วนตัวเขาคิดว่า 30 วันเป็นระยะเวลาที่เข้าใจได้ และนี่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญของคนไทยทั้งชาติ แต่ในทางกลับกัน ถ้าระยะเวลาถูกยืดออกไปล่ะ? “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงน่าจะแย่กว่านี้ เพราะมีคนที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับวงการนี้เยอะมาก ก็อาจจะต้องพูดคุยหารือกันถึงทางออกกันต่อไป”

ศิลปินอย่าง ฟุ้ง-อัครชนช์ ราชปันดิ มือกีตาร์วง Better Weather ก็มาร่วมออกความเห็นด้วยเช่นกัน โดย ฟุ้ง กล่าวสั้นๆ ว่า “ผมเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ทั้งหมดนะครับ เข้าใจวิถีของนักดนตรีกลางคืนด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วศิลปินในวงการไม่ต่างกัน คือเมื่อผ่านพ้น 30 วันดังกล่าวไปแล้ว ร้านอาหารหรือผับอาจจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติกันบ้าง แต่สำหรับคอนเสิร์ต เทศกาลดนตรี อีเวนต์ หากจะให้ผมคาดคะเน น่าจะเป็นปีหน้าเลยด้วยซ้ำ” โดยเขาเพิ่งจะกลับมาจับกีตาร์อีกครั้งหลังจากอยู่ในภาวะเศร้าโศกเสียใจมาสักระยะ และเริ่มคิดเพลงใหม่ รวมถึงหาสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติมสำหรับโชว์ของวงในอนาคต ในขณะที่ ฮั้ว-พิสิฐ สมบัติพินพง มือกีตาร์วง Nap A Lean ที่เห็นด้วยกับทุกคำพูดของ ฟุ้ง ก็ใช้เวลาในช่วงนี้เริ่มแต่งเพลงใหม่เช่นเดียวกัน

02

 

สำหรับเรื่องทางออกของชีวิต แน่นอนว่าคนเราต้องเคยพบกับปัญหาเล็กใหญ่มาไม่มากก็น้อย ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีจัดการปัญหาและค้นหาหนทางแก้ไขที่แตกต่างกัน ซึ่งศิลปินหลายคนเริ่มหาช่องทางในการหารายได้เสริม อาทิ แน็ป-ชนัทธา สายศิลา นักร้องนำแห่งวง Retrospect ก็ช่วยภรรยารับพรีออเดอร์สินค้าจากประเทศญี่ปุ่นผ่านโซเชียลมีเดียของเขาเอง และเริ่มทำขนมที่เขามีโอกาสได้รับประทานเมื่อครั้งที่ได้ไปแสดงคอนเสิร์ตที่ประเทศไต้หวันแล้วชอบ ซึ่งเขาก็เปรยว่าอาจจะนำออกมาจำหน่ายในอนาคต หรือแม้แต่ ปอนด์-กฤษฎา วดีศิริศักดิ์ หรือ ดีเจคิงคอง แห่งค่าย Zoo Studio (อดีตสมาชิกวงปลื้ม) ก็มีความคิดที่จะไปขับ Uber มาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน อีกทั้งยังแนะนำให้ใช้ช่วงเวลานี้ในการพัฒนาทักษะทางด้านดนตรีของแต่ละคนอีกด้วย

แต่ในบริบทและเงื่อนไขของชีวิต บางคนก็อาจอยู่ในสภาวะมืดแปดด้านที่หาป้ายทางออกไม่เจอ นักดนตรีบางคนนำเอาทรัพย์สินส่วนตัวหรือแม้กระทั่งเครื่องดนตรีไปจำนำ หรือแม้แต่ประเด็นที่เห็นในโลกไซเบอร์ซึ่งมีกลุ่มผู้ประกอบการวงดนตรีหลายเจ้าในต่างจังหวัดออกมาประกาศขายอุปกรณ์ เวที แสง สี เสียง หรือแม้แต่บางรายที่ถึงขั้นขายกิจการเพื่อปลดหนี้สินก็มีเช่นกัน โดยเจ้าของกิจการให้เช่าเครื่องขยายเสียง เครื่องดนตรี และเวทีเจ้าหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ prachathai.org ไว้ว่า เขาคิดหาหนทางแก้ปัญหาดังกล่าวอยู่ร่วมสัปดาห์ และท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจขายเครื่องเสียง และเลิกกิจการที่ทำมา 30 ปี เพราะไร้หนทางในการแก้ไข แต่กระนั้นเขาก็ยังย้ำว่า การออกมาพูดเรื่องนี้ไม่ใช่การประชด เขาก็ยังเสียใจต่อการเสด็จสวรรคต แต่มันเป็นเรื่องของอาชีพและปากท้อง เพราะก่อนหน้านี้มีงานจ้างเข้ามาค่อนข้างเยอะ เขาจึงไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อซื้อเครื่องเสียงเพิ่มนั่นเอง ซึ่งนับถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวจากทางภาครัฐเพิ่มเติมแต่อย่างใด

โดยล่าสุดเว็บไซต์ posttoday.com มีรายงานว่า คณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มบันเทิงและการสื่อสาร สภาหอการค้าไทย ได้เปิดรับเรื่องราวความเดือดร้อนของคนดนตรีทั่วประเทศ เพื่อประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหา ก่อนนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป โดยเป้าหมายเบื้องต้นคือ อยากให้มีการกำหนดขอบเขตเวลาที่ชัดเจนกว่านี้ว่าจะงดถึงเมื่อไหร่ และอยากให้ช่วยผ่อนปรนให้กลับคืนสู่ปกติเร็วขึ้น

ต่างคนต่างหนทางแก้… แล้วในสภาวการณ์เช่นนี้ สิ่งที่พอจะทำได้ ณ ขณะนี้คืออะไรกันเล่า? กช กล่าวในฐานะนักดนตรีกลางคืนว่า “สำคัญที่สุดตอนนี้คือการให้กำลังใจกันครับ ถ้าเป็นไปได้ ใครที่พอจะรับฟังหรือแก้ปัญหาอะไรได้ก็มาช่วยกันเถอะครับ คิดว่าทำในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือถ้าเป็นกรณีของนักดนตรี ถ้าไม่มีใครช่วย ก็ต้องช่วยกันเองล่ะครับ” ในขณะที่เจ้าของสถานประกอบการอย่าง โบ๊ต ก็อยากฝากถึงเหล่านักดนตรีว่า “เราว่าทุกคนเติบโตมาด้วยทักษะที่ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าคุณมีทักษะเพียงอย่างเดียว แล้วจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ย้อนกลับไปที่พระราชดำรัสของในหลวง นั่นก็คือ ความพอเพียง ใช้ให้เป็น และอยู่ให้ได้”

ใช่… แต่ละคนมี “เงื่อนไขชีวิต” ที่ต่างกัน เราไม่สามารถไปตัดสินใครคนใดคนหนึ่งได้ว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นผิดหรือถูกได้ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ในขณะนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ในชีวิตที่เราจะสามารถเรียนรู้ แก้ไข และปรับตัวให้อยู่รอดได้กับทุกสภาวะในอนาคต ไม่ใช่ในฐานะของนักดนตรี แต่นั่นหมายรวมถึงความเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Pexels.com