ST6

“ถ้าคุณอยากได้อะไร ก็ต้องลงมือทำ และที่สำคัญ อย่าหยุดทำ” ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงที่ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ นั่งพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับ สิงโต นำโชค นี่คือประโยคที่เขาเน้นย้ำกับเราบ่อยครั้ง ไม่ว่าจุดกำเนิดของบทสนทนานั้นจะเกิดจากเรื่องราวของซิงเกิ้ลล่าสุดที่เขาลุกขึ้นมาโชว์การแร็พเป็นหนแรก, อัลบั้มภาษาอังกฤษที่ไปวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว หรือแม้แต่กราฟชีวิตตลอด 7 ปีที่ผ่านมาในฐานะนักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลงที่ดูเหมือนว่าจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม ซึ่งความสำเร็จในทุกวันนี้ของ สิงโต นำโชค ไม่ได้มาจากลมปากที่เขาเอื้อนเอ่ย แต่เขาพิสูจน์ความฝันและความรักในเสียงดนตรีด้วยการกระทำล้วนๆ

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2010 ซิงเกิ้ล ทิ้ง ทำให้เรารู้จักชายที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า สิงโต นำโชค เป็นครั้งแรก กับซาวนด์ดนตรีสไตล์เซิร์ฟ มิวสิค ที่ให้อารมณ์เสมือนกำลังนอนฟังเพลงชิลล์ๆ ริมทะเล มีคลื่นซัดสาดมากระทบปลายเท้าของเราอยู่เป็นระยะ ซึ่งในตอนนั้นถือได้ว่าเป็นความสดใหม่ที่โสตประสาทของนักฟังเพลงชาวไทยแทบไม่เคยสัมผัสมาก่อน รวมถึงลุคสบายๆ ที่มาพร้อมกับอูคูเลเล่ตัวเก่ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เจ้าของรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และรางวัล People’s Choice จากเวที Thailand Ukulele Contest ครั้งที่ 1 อย่างเขาทำให้เกิดกระแส ‘อูคูเลเล่ ฟีเวอร์’ ไปทั่วบ้านทั่วเมือง ณ ขณะนั้น

หลังจากนั้น เธอคือของขวัญ, ฮู้ ฮู รวมไปถึง เธอบอก เพลงจากอัลบั้มแรกในชีวิตเมื่อปี 2010 ที่ใช้ชื่อว่า Singto Numchok ก็ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จนในปีถัดมาเขาก็ปล่อยอัลบั้มพิเศษ Singto Numchok (Special Edition) ซึ่งบรรจุเพลงอย่าง ปลาการ์ตูน และ เดียวดาย และ แสงดาว เอาไว้ ก่อนที่ในปี 2014 อัลบั้ม Lucky ก็ได้ฤกษ์วางจำหน่าย และ สิงโต นำโชค ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ความฮิตแบบฉุดไม่อยู่จากเพลง อยู่ต่อเลยได้ไหม ไปทั่วทุกสารทิศ รวมไปถึง อยู่อย่างเหงาๆ, วิธีใช้, รัก.. ที่ไม่มีเธออยู่ ที่ก็ได้รับความนิยมไปไม่น้อยเช่นกัน

ST2

อาจจะมีบ้างบางเวลาที่เรามีความรู้สึกคิดถึงกลิ่นอายเซิร์ฟ มิวสิคที่ สิงโต นำโชค เป็นผู้ริเริ่มทำการเสิร์ฟสู่หูคนฟังชาวไทยเป็นคนแรกๆ เพราะดูเหมือนว่า เพลงในระยะหลังของเขาจะมีความแปลกใหม่ในรายละเอียดของดนตรีอยู่เสมอ “แต่มันก็ไม่ใช่การพยายามหาอะไรใหม่ๆ ใส่ลงไปนะ มันคืออะไรก็ได้ที่เราอยากทำตอนนี้ ก็ทำ มันเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ เลย” เขากล่าวก่อนจะอธิบายต่อว่า หากเขาตั้งโจทย์ให้กับตัวเองว่าต้องหาอะไรใหม่ๆ ใส่ลงไปในเพลง มันจะกลายเป็นความกดดัน และรู้สึกไม่สนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน

หากแต่ความเป็นจริงก็คือ ในทุกวินาที โลกใบนี้กำลังหมุนอยู่ สิงโต นำโชค มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และรับมือกับสิ่งใหม่ๆ ที่ก้าวเข้ามาทักทายเขาอยู่ตลอด “เพลงที่เราแต่งตอนนั่งดูทีวีสมัยก่อน กับตอนนี้ที่เรานั่งจ้องโทรศัพท์มือถือ มันก็ไม่เหมือนกันแล้ว” เขาเปรียบเทียบให้เราเห็นภาพ

และการที่ สิงโต นำโชค บอกกับเราว่า การทำเพลงของเขาไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ มาบังคับทั้งสิ้น ก็ก่อเกิดเป็นซิงเกิ้ลล่าสุด R U OK (เช็ด) ที่สร้างความฮือฮาจากท่อนแร็พช่วงกลางเพลงที่เขาขอพลิกบทบาทมาเป็นแร็ปเพอร์ครั้งแรก “จริงๆ อยู่ที่บ้านผมก็แร็พเล่นๆ ดู Rap is Now ด้วย ชอบ” จบสิ้นประโยคนี้ทำเอาเราอึ้งอยู่ไม่น้อย โดยเขาอธิบายถึงที่มาที่ไปของซิงเกิ้ลนี้ว่า เริ่มมาจากชื่ออัลบั้มใหม่ที่เขาตั้งเอาไว้เรียบร้อยแล้วอย่าง Just Have Fun With It นั่นเอง “ก็แค่สนุกไปกับมัน ไม่ว่าจะทำเพลงหรือทำงานอย่าไปเครียด เครียดไปก็ไม่เห็นจะได้ผลตอบกลับที่ดีสักเท่าไหร่เลย” ซึ่งก่อนหน้านี้ สิงโต ยอมรับว่า เมื่อทำเพลงมาสักพัก ความ ‘คิดเยอะ’ ก็เริ่มเกิด จะต้องวิเคราะห์ว่าทำอย่างไรเพลงจะติดหูหรือมีคนแชร์ พอวิเคราะห์มากเข้าก็เริ่มชักไม่สนุก ก็เลยเลิกคิด อยากทำอะไร เขาก็ลงมือทำเลย

“แต่ประเด็นก็คือ เวลาแร็ปเพอร์เขาจะมาฟีทเจอริ่ง เขาจะเขียนเนื้อกันเอง ซวยละ เราเขียนท่อนแร็พไว้แล้ว ก็เอาวะ ฟีทเจอริ่งกับตัวเองซะเลย” สิงโต กล่าวติดตลก ซึ่งในซิงเกิ้ลนี้ก็ได้แร็ปเพอร์ตัวพ่อของเมืองไทยอย่าง โจอี้ บอย (อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต) ที่เคยมาร่วมร้องเพลง ปลาการ์ตูน รวมถึงการร่วมงานกันในรายการประกวดร้องเพลง The Voice Thailand ใน 2 ซีซั่นหลังมาช่วยเกลาเนื้อแร็พให้ อีกทั้งยังมีรายชื่อของโปรดิวเซอร์คู่บุญอย่าง Kijjaz หรือ กิจจาศักดิ์ ตริยานนท์ และ ตั้ม-สถาปัตย์ ธีรนิตยภาพ 2 สมาชิกแห่งวง Monotone อยู่ในเครดิตทีมงานเช่นเคย ทำให้บทเพลงที่พูดถึงการถามไถ่คนรักเก่าของเราที่ไม่มีความสุขกับคนรักใหม่ของเขาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเพลงนี้มีส่วนผสมของความสดใหม่ และตัวตนของ สิงโต นำโชค อยู่อย่างเต็มเปี่ยม

จากแนวทางของดนตรีที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ทำให้เราแอบสงสัยว่า สิงโต นำโชค พยายามจะสลัดภาพความเป็น เจสัน มราซ หรือ แจ๊ค จอห์นสัน ของเมืองไทยที่กลายเป็นภาพจำของใครหลายคนในช่วงแรกที่เขาออกผลงานหรือไม่ ทว่าในมุมมองของเขา เขากลับคิดต่าง

“ผมไม่เคยสลัดภาพอะไรเลย เราก็เป็นของเราอย่างนี้ พอมีแนวเพลงใหม่ๆ เข้ามา เขาอาจจะยังเรียกแนวเพลงไม่ถูก มันก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องหาอะไรมาอ้างอิงก่อน ซึ่งเราก็ไม่ได้ซีเรียสนะ เราแค่ทำเพลงในแบบของเรา เดินทางไปตามกาลเวลาของตัวเอง ทีนี้ก็อยู่ที่คนอื่นมองแล้วล่ะ ว่ามันคืออะไร” สิงโต กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว สิงโต นำโชค ปล่อยอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดแรกในชีวิตอย่าง Chok Dee (อ่านว่า โชคดี) ออกมา และนำแผ่นซีดีไปวางขายที่ประเทศญี่ปุ่นเพียงแห่งเดียว ซึ่งหากจะว่ากันตามตรง กระแสของอัลบั้มนี้ในเมืองไทยค่อนข้างเงียบทีเดียว “อย่างแรกคือ นอกจาก What The Duck จะคอยช่วยเหลือเรื่องการทำอัลบั้มออกมาแล้ว เรายังมีค่ายเพลงที่ญี่ปุ่นคอยซัพพอร์ต สองคือเราไม่เน้นโปรโมตในบ้านเรามากนัก เพราะในเมืองไทย ผมก็มีเพลงไทยให้ทุกคนได้ฟัง และผมก็ไม่ได้จะหนีไปทำเพลงสากลหรืออะไร” เขาอธิบาย

pango kumsaap cover create

Photo by: What The Duck

เราถาม สิงโต ต่อว่า จุดเริ่มต้นของอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดดังกล่าวนั้นคืออะไรกันแน่… ความฝัน? หรือการต่อยอดความสำเร็จ? “มันก็เป็นหนึ่งในความฝันของผมนั่นแหละ จริงๆ ผมเรียกว่าเป็นโปรเจกต์พิเศษที่ส่วนตัวอยากจะทดลองทำดูว่า เราทำได้ไหม มันเริ่มต้นมาจากความคิดและความเชื่อที่ว่า อยากได้อะไร ก็ต้องลงมือทำ และเมื่อลงมือทำ มันจะต้องเจออุปสรรคมากมาย แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าหยุดทำ”

นั่นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งบททดสอบแห่งชีวิตที่เข้ามาท้าทายความเชื่อของชายวัย 33 ปีผู้มีชื่อจริงตามบัตรประชาชนว่า นำโชค ทะนัดรัมย์ คนนี้ก็ว่าได้ ซึ่งเขาก็อธิบายต่อว่า “อยากมีอัลบั้มสากลใช่ไหม ก็ทำเลย ทำเท่าที่เราทำได้ แต่งเพลงภาษาอังกฤษไม่ถนัด ก็หาศิลปินต่างชาติมาช่วย จนสุดท้ายมันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ไปโฟกัสแล้วว่า อัลบั้มนี้มันจะต้องโกอินเตอร์นะ มันจะเป็นการก้าวข้ามจากเมืองไทยไปโด่งดังที่อื่น ผมไม่ได้คิดแบบนั้น ผมคิดแค่ว่า ผมทำสำเร็จแล้ว”

หลังจากกระบวนการทำอัลบั้ม Chok Dee เสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาที่ สิงโต นำโชค จะต้องไปทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อเป็นการโปรโมตอัลบั้มที่ประเทศญี่ปุ่น สถานที่ที่มีอัลบั้มดังกล่าววางจำหน่ายในรูปแบบซีดีแห่งเดียวของโลก “ผมก็ได้รับความสุขเหมือนกับที่ผมเคยได้รับ คือการร้องเพลง มีคนมาฟังเพลงผม แล้วมีคนมาชอบเพลงของเรา แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ก็ไม่เห็นจะต้องคาดหวังอะไรเยอะไปกว่านั้น” เขาเผยความรู้สึกที่เขาได้รับกลับมาจากการทัวร์ครั้งนั้น

คนเรามีเกณฑ์วัดความประสบความสำเร็จที่แตกต่างกัน แล้วสำหรับเขาล่ะ มาตรวัดคืออะไร “แค่เราได้ทำในสิ่งที่รัก ก็ประสบความสำเร็จแล้ว” หลังจากนั้น สิงโต ก็ร่ายยาวต่อถึงมุมมองในเรื่องความสำเร็จที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ST1

“ผมภูมิใจกับทุกอย่างที่ผมทำเสร็จในช่วงเวลานั้นๆ บางคนเอาความสำเร็จของคนอื่นมาเป็นตัวตั้งจนลืมภูมิใจในความสำเร็จของตัวเอง มันเหนื่อยนะ ความสำเร็จอยู่ตรงไหน ต้องดังเหรอ แล้วต้องดังแค่ไหน ดังแบบพี่เสก Loso, พี่ตูน Bodyslam หรือจะดังในระดับ Maroon 5, เอ็ด ชีแรน, อเดล หรือ The Beatles ล่ะ ถ้าคุณเอาความสำเร็จของชาวบ้านมาวัด คุณก็จะไม่มีวันมีความสำเร็จในชีวิต” อีกครั้งที่ สิงโต บอกกับเราด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนที่เขาจะกล่าวย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้วที่ซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่าง ทิ้ง มียอดวิวในยูทูปแค่สองแสนวิว ซึ่งเขามองว่านั่นคือความสำเร็จ หลังจากนั้นก็เพียงเดินทางตามเส้นทางของมันไปเรื่อยๆ

“มันก็ย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมพูดว่า อย่าหยุดทำ นั่นแหละ” เขากล่าวต่อ “ทีนี้วิธีที่จะทำให้เราไม่หยุดทำก็คือ จงภูมิใจและมีความสุขกับสิ่งที่คุณมี มันอาจจะเป็นเส้นที่บางมากๆ เมื่อเทียบกับการหลงตัวเองนะ และที่สำคัญ อย่าดูถูกตัวเองเยอะเกินไป”

สิงโต นำโชค มีคำแนะนำสำหรับคนที่กำลังรู้สึกแย่กับชีวิต โดยให้ลองลิสต์ว่า อะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่าไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนอีกอันให้ลิสต์ว่า อะไรที่คนอื่นยังไม่มีเหมือนเรา หรือสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้ว “บางคนอยากเป็นนักดนตรีแต่ยังไม่มีกีตาร์เลย บางคนอยากร้องเพลงให้คนอื่นฟังใจจะขาด แต่เขาไม่มีที่เล่น แต่เรามีกีตาร์ เราได้เล่นในผับ ได้ตังค์ด้วยวันละ 500 ถ้าจะบอกว่าคุณไม่ประสบความสำเร็จ มันก็ใจร้ายกับตัวเองไปหน่อยนะ”

st3

“วันหนึ่งคุณอาจจะถึงที่หมาย แต่คุณก็ไม่รู้หรอกว่าจะหาความสุขเจออีกหรือเปล่า เพราะคุณไม่เคยหามันเลย ไม่เคยคิดอะไรเลยนอกจากถ้าเราไปอยู่ตรงนั้น เราจะต้องมีความสุขเหมือนคนที่เราเอาชีวิตไปแขวนไว้กับเขาแน่นอน แต่เขาอยู่ในจุดนั้น เขาอาจจะมีเรื่องทุกข์ก็ได้ คุณอาจจะเหนื่อยกว่าเดิมก็ได้ ถ้าคุณหาความสุขในวันนี้เจอ ไม่ว่าจะเป็นพรุ่งนี้หรือสถานที่ใดก็ตาม คุณก็จะหาเจออีก แต่ถ้าเราไม่มีความสุขในวันนี้เลย พรุ่งนี้มันก็จะหายากหน่อย” สิงโต บอกว่า นี่คือการมองโลกในแง่บวก เพราะโลกใบนี้ไม่ได้สวยงาม แต่เราอยู่บนโลกใบนี้ได้ และอยู่ได้ดีด้วย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะบริหารความรู้สึกและความคิดอย่างไร “ถ้าคิดแบบนั้นได้ โลกนี้คือสวรรค์เลย” เขากล่าวย้ำ

จาก 7 ปีที่แล้วที่ชื่อของ สิงโต นำโชค ปรากฏอยู่ในสารบบของวงการดนตรีบ้านเรา หรืออาจจะย้อนกลับไปไกลกว่านั้นกับการที่เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกวง Mono กับหนึ่งในเพลงฮิตจากยุคนั้นอย่าง กลัวความสูง ที่เขาเป็นเจ้าของเสียงร้อง รวมถึงประสบการณ์ในการเล่นดนตรีกลางคืนอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตนานหลายปี ทุกวันนี้ชีวิตของ สิงโต นำโชค เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน

“ไม่ใช่เฉพาะผมที่เปลี่ยน ทุกอย่างมันเปลี่ยนหมด ความคิด อาหารที่กินเข้าไป ผู้คนที่เจอ อากาศ เพลงใหม่ๆ ที่ได้ยินเข้ามาเรื่อยๆ มันเปลี่ยนเราหมด และไม่มีทางเลยที่คนๆ หนึ่งจะไม่เปลี่ยนอะไรเลย ตอนนี้ผมลูก 3 เมีย 1 ทุกอย่างก็เปลี่ยนแล้ว แต่เมียไม่เปลี่ยนนะ เมียเดิม” สิงโต ตอบอย่างอารมณ์ดี แตกต่างจากประเด็นเมื่อครู่ที่ค่อนข้างซีเรียสมาอย่างต่อเนื่อง

st4

สิงโต ชี้แจงว่า ครอบครัวคือส่วนสำคัญที่ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไป จากแต่ก่อนที่เคยโฟกัสแค่ตัวเองกับความฝันของตัวเอง แต่ทุกวันนี้มันกลับกลายเป็นความฝันของทั้งครอบครัว “บางคนกลัวการมีครอบครัวนะ กลัวว่ามีแล้วจะทำให้ความฝันหงุดชะงัก แต่จริงๆ แล้วความกลัวของเราต่างหากที่ทำให้ความฝันหยุดชะงัก บางคนไม่ได้กลัวปัจจุบันด้วยนะ ไปกลัวอนาคตที่ยังไม่เกิด และไม่รู้ว่าจะเกิดหรือเปล่าด้วย” อีกทั้งเขายังรู้สึกว่า ครอบครัวทำให้ความฝันของเขาไปไกล และมีวินัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ในขณะที่เรื่องของการทำเพลง สิงโต ก็เผยว่าค่อนข้างแตกต่างจากเมื่อ 7 ปีที่แล้วอยู่พอสมควร จากที่เมื่อก่อนการแต่งเพลงของเขาขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นหลัก ถ้าไม่มีฟีล ก็เขียนไม่ออก ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจในทุกวันนี้ก็คือ เขารู้สึกว่าตัวเองยังคงต้องฝึกแต่งเพลงอยู่ ยังต้องมองหาแรงบันดาลใจ รวมถึงศึกษาจากงานเพลงของคนอื่นอยู่เรื่อยๆ

มากไปกว่านั้น สิงโต ยังขยับขยายตนเองจากการเป็นศิลปินเพลงเพียงอย่างเดียวสู่บทบาทอื่นๆ อย่างที่เราคุ้นกันดีก็คงหนีไม่พ้นการเป็นหนึ่งในโค้ชประจำรายการ The Voice Thailand ในซีซั่นที่ 4 และ 5 นั่นเอง “ผมเกลียดคำว่า มั้ง มากเลย” เขาเปิดประเด็น “คือถ้าเราคิดว่า เราทำไม่ได้หรอกมั้ง เราไม่รู้หรอกว่าจริงๆ เราทำได้ไหม พอวันหนึ่งโอกาสมันหายไปก็ไม่ได้ทำเสียที หรือถ้าจะให้ดีมันต้องวิ่งเข้าหาโอกาสด้วย ผมเป็นคนที่ชอบอะไรก็จะลองทำ ทำให้มันรู้ว่า ทำได้หรือไม่ได้ มาเป็นนักดนตรีก็เพราะชอบเล่นดนตรีนี่แหละ” ซึ่งเขาก็แอบกระซิบบอกเราว่า หลังจากนี้แฟนเพลงจะได้เห็นอีกหลายบทบาทที่เขาไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็ขออุบไว้ไม่ยอมบอกว่ามันคืออะไรกันแน่

ST5

“ตั้งแต่เด็กแล้ว ผมจะไม่ค่อยเล่าความฝันให้ใครฟัง เพราะภาพที่เราเห็นกับภาพที่คนอื่นได้ยินเราเล่ามันชัดไม่เท่ากัน แล้วเขาก็มีสิทธิ์มาลบภาพของเราด้วยนะ ลบด้วยมาตรฐานและความคิดของเขาด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าใจไม่ถึงพอ อย่าเล่า แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ ไม่มีทางที่ความฝันจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราเอาจริงเอาจังกับมัน” สิงโต เน้นย้ำกับเราอีกครั้ง

สิ่งสุดท้ายที่เราอยากจะถามผู้ชายคนนี้ก็คือ เขามองว่าความสำเร็จตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมานั้นเกิดจากอะไร “เป็นเพราะผมไม่หยุดทำ” เราจึงย้อนถามกลับไปอีกครั้งว่า คิดว่า ‘โชคชะตา’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชื่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ และนี่คือคำตอบของ สิงโต นำโชค…

“ไม่เกี่ยวกับโชคชะตาเลย สำหรับผมมันจับต้องไม่ได้ ที่บอกไม่เชื่อคือไม่ได้ลบหลู่นะ แล้วก็ไม่ได้ก้าวก่ายความเชื่อของคนอื่น แต่ผมคงรู้สึกไม่ผูกพันกับเขา สิ่งที่จับต้องได้มาตลอดก็คือ การลงมือทำ ระหว่างนั้นก็อย่าลืมมีความสุข และภูมิใจกับสิ่งที่เราทำได้ เรื่องโชคชะตามันพิสูจน์ไม่ได้ แต่การลงมือทำ แล้วไม่หยุดทำ มันเห็นผลชัดเจน และมันสามารถพิสูจน์กับตัวผมเองได้”

 

ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ สิงโต นำโชค ทำมาตลอดชีวิตด้วยสองมือของเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และความสุข ก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ไกลเกินเอื้อม

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Binn Buameanchol