Scores

 

เมื่อคุณตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์สักเรื่อง คุณคาดหวังจะได้พบกับอะไรบ้าง? พระเอกนางเอกคู่ขวัญกับความน่ารักน่าชังถึงขั้นรู้สึกฟินจนจิกหมอน บทหนังอันชาญฉลาดที่ทำให้คุณทึ่งจนอยากมอบรางวัลให้ด้วยมือของตนเอง หรือจะเป็นฉากแอ็คชั่นสุดระทึกที่ทำให้คุณลืมหายใจ ทว่าคุณลืมนึกถึงอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า บางสิ่งที่สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้ชมก้าวเข้าไปสู่อาณาบริเวณที่ผู้กำกับกำหนดไว้ได้อย่างง่ายดายโดยบางครั้งคุณไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ และเป็นสิ่งที่ผู้ชมได้ยินอยู่แทบจะตลอดเวลา แต่อาจมองข้ามมันไป … ดนตรีประกอบภาพยนตร์

 ในขณะที่เทศกาลการมอบรางวัลทางภาพยนตร์ที่อาจเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง อะคาเดมี อวอร์ดส์ หรือที่คุ้นตาคุ้นหูกันดีในชื่อ ออสการ์ ครั้งที่ 89 เข้าใกล้วันจริงเข้ามาทุกขณะ (ประกาศผลเช้าของวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2017 ตามเวลาในประเทศไทย) หรือแม้แต่รางวัลที่คนทำหนังชาวไทยต่างตื่นเต้นในทุกๆ ปีอย่าง รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ หรือ รางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ก็ตาม คนโดยส่วนใหญ่ต่างจับจ้องไปที่สาขาบิ๊กเนมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำฝ่ายหญิง-ชาย, ผู้กำกับ หรือ บทภาพยนตร์ น้อยคนนักที่จะชายตามองไปเห็นสาขาที่มีความเกี่ยวข้องกับดนตรี แน่นอนว่า เพลงประกอบภาพยนตร์หรือ Original Soundtrack คงมีอะไรตื่นเต้นพอให้น่าติดตามบ้าง จากตัวเพลงที่ติดหู หรือศิลปินชื่อเสียงโด่งดังที่มาให้เสียงร้อง แต่สำหรับสาขาประเภทดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, มิกซ์เสียงยอดเยี่ยม, ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม จะมีใครสักคนที่ตื่นขึ้นมาหน้าจอทีวีเพื่อลุ้นสาขารางวัลเหล่านี้โดยเฉพาะบ้าง นั่นจึงเป็นที่มาของความสงสัยที่ว่า ‘นักทำดนตรีประกอบภาพยนตร์’ กลายเป็นอาชีพที่ถูกลืมไปแล้วหรือไม่?

หลายคนอาจยังคงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดว่า เพลงประกอบภาพยนตร์ (Original Soundtrack) กับ ดนตรีประกอบภาพยนตร์นั้นแตกต่างกันอย่างไร ยกตัวอย่างง่ายๆ My Heart Will Go On จากภาพยนตร์เรื่อง Titanic (1997) ขับร้องโดย เซลีน ดิออน, When You Say Nothing at All จาก Notting Hill (1999) น้ำเสียงของ โรแนน คีทติง รวมถึง ช่างไม่รู้เลย โดย อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี หรือ บอย Peacemaker ที่ประกอบภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท (2005) เหล่านี้คือรายชื่อของเพลงประกอบภาพยนตร์ทั้งสิ้น

ในขณะที่ดนตรีประกอบภาพยนตร์หรือ Music Score คือ ‘ส่วนหนึ่ง’ ของ ‘เสียง’ ต่างๆ ที่เราได้ยินในหนัง ซึ่งนอกจากนั้นก็สามารถแยกย่อยลงไปได้อีกทั้ง ไดอะล็อก หรือเสียงที่ตัวละครพูดกัน, Foley เสียงการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือวัตถุต่างๆ, ซาวนด์เอฟเฟกต์, ซาวนด์ ดีไซน์, และ แอมเบียนต์ ซึ่งเป็นบรรยากาศโดยรอบ โดยนักทำดนตรีประกอบภาพยนตร์หรือ Music Composer จะมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนของ Music Score นั่นเอง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

โหน่ง-วิชญ วัฒนศัพท์

“เมนหลักของภาพยนตร์จะแบ่งออกเป็นภาพและเสียงในสัดส่วนอย่างละ 50% ที่ส่งผลต่อการรับรู้ของคนครับ” โหน่ง-วิชญ วัฒนศัพท์ แห่ง หัวลำโพงริดดิม ค่ายเพลงที่ในอีกบทบาทหนึ่งคือโปรดักชั่นเฮ้าส์ระดับหัวแถวที่ฝากผลงานการทำดนตรีประกอบภาพยนตร์มากว่า 40 เรื่องภายในเวลา 18 ปี อาทิ กุมภาพันธ์ (ปี 2003-กำกับโดย ยุทธเลิศ สิปปภาค), Last Life in the Universe (2003-เป็นเอก รัตนเรือง) หรือแม้แต่ แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว (2016-บรรจง ปิสัญธนะกูล) อธิบายเกริ่นนำให้เราเห็นความสำคัญของ ‘เสียง’ ในภาพยนตร์ได้มากทีเดียว แม้กระทั่งความเงียบ ก็ถือเป็นเสียงหนึ่งที่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมได้เช่นกัน แต่หากจะเฉพาะเจาะจงเพียงวงการภาพยนตร์ไทย ดนตรีประกอบภาพยนตร์ได้รับการให้ค่ามากน้อยแค่ไหนในทุกวันนี้?

“จริงๆ ดนตรีประกอบภาพยนตร์ก็มีหน้าที่โดยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่ประเทศเรา ระยะเวลาในการทำโพสต์โปรดักชั่นค่อนข้างสั้น นั่นก็ส่งผลไปสู่ระยะเวลาการทำงานที่สั้นลง และทำให้คนทำงานมีเวลาคิดงานน้อยลง” โหน่ง หรือที่ในวงการดนตรีรู้จักในนาม The Photo Sticker Machine เผย ก่อนที่เขาจะเล่าต่อว่า ภาพยนตร์ต่างประเทศส่วนใหญ่จะทำโพสต์โปรดักชั่นกันยาวนานเป็นปี ในขณะที่ภาพยนตร์ไทยอยู่ในระยะเวลาเพียง 2-3 เดือน ซึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เป็นเช่นนั้นก็ด้วยความแตกต่างของสเกลหนังที่ออกฉายไปทั่วโลกกับที่ฉายภายในประเทศเพียงอย่างเดียวนั่นเอง

อีกหนึ่งเสียงที่ร่วมแสดงออกทางความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวส่งตรงมาจากอีกหนึ่งผู้กำกับมือรางวัลของเมืองไทย คงเดช จาตุรันต์รัศมี เจ้าของผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่อง สยิว, เฉิ่ม, กอด, แต่เพียงผู้เดียว, ตั้งวง หรือแม้แต่ Snap.. แค่ได้คิดถึง อีกทั้งยังคลุกคลีอยู่ในวงการเพลงบ้านเรากับบทบาทนักร้องนำวงสี่เต่าเธออีกด้วย ซึ่งหลายคนยกให้เขาเป็นผู้กำกับที่ค่อนข้างใส่ใจในรายละเอียดเกี่ยวกับ ‘เสียง’ ที่จะได้ยินในหนังของเขาอยู่มากทีเดียว

Kongdech

คงเดช จาตุรันต์รัศมี
(Photo by: The Hollywood Reporter Thailand)

“ก็ยังถือว่าให้ความสำคัญตามสมควรครับ” เราสงสัยว่า ‘ตามสมควร’ นี่มันมากน้อยแค่ไหนอย่างไร คงเดช จึงเล่าต่อว่า “หลายครั้งมันขึ้นอยู่กับวิชั่นของผู้กำกับแต่ละคนมากกว่า ว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงแม้กระทั่งงบประมาณของการทำหนัง ซึ่งพอปัจจุบันงบในการทำหนังโดยรวมมันน้อยลง เงินที่จะจ้างในส่วนต่างๆ รวมทั้งการทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ก็เลยน้อยลงตามไปด้วย”

ในขณะที่มือใหม่เพิ่งเข้าวงการอย่าง ไผ่-จิติวี บาลไธสง ซึ่งหลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากับการเป็นมือกีตาร์และนักร้องนำวงดนตรีที่ชื่อว่า PLOT ที่ได้รับโอกาสสร้างดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง Motel Mist (2016-ปราบดา หยุ่น) เป็นเรื่องแรกในชีวิตหลังจากทำเพลงประกอบโฆษณามาได้ 1-2 ปีกลับมองต่างออกไปเล็กน้อย โดยเขาคิดว่าดนตรีประกอบภาพยนตร์ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจสักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่เสียงเหล่านั้นสามารถเป็นอีกหนึ่งตัวละครของภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ได้เลยด้วยซ้ำ “หนังไทยมันยากที่จะไม่ชี้แจงออกมาเป็นคำพูด ก็ยังคงใช้ไดอะล็อกสื่อสารกับคนดูมากกว่า มันเลยทำให้ดนตรีประกอบไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นคาแรคเตอร์หนึ่งได้ แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่ที่คนทำด้วยที่จะนำเสนอว่ามันยังมีความสำคัญอยู่ไหม”

ใครที่อยู่ในแวดวงภาพยนตร์หรือดนตรีอย่างจริงจังคงจะคุ้นเคยกับชื่อเสียงเรียงนามของ ฮันส์ ซิมเมอร์, จอห์น วิลเลียมส์ หรือ เจมส์ นิวตัน โฮเวิร์ด เป็นอย่างดี พวกเขาเหล่านี้คือนักประพันธ์ดนตรีตัวพ่อแห่งวงการฮอลลีวู้ด ครั้นจะมองย้อนกลับมาในบ้านเรา มีใครพอจะนึกยอดฝีมือในถนนสายนี้ออกบ้าง

“แน่นอนว่าในไทย ชื่อที่นึกขึ้นมาได้อาจจะมีจำนวนน้อยกว่า เพราะจำนวนหนังไทยมันก็น้อยกว่าด้วย เมืองไทยเราก็ยังมี หัวลำโพงริดดิม และ ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ อยู่นะครับ ซึ่งงานที่มีคุณภาพของเราก็ไม่ได้แพ้ชาติอื่น และคงต้องย้ำอีกครั้งว่า มันขึ้นอยู่กับวิชั่นของผู้กำกับด้วย” คงเดช เปิดประเด็น คงเดชอธิบายว่า คนที่ไม่สนใจหนังอย่างจริงจัง ต่อให้ ฮันส์ ซิมเมอร์ หรือ จอห์น วิลเลียมส์ก็ไม่รู้จักอยู่ดี รวมทั้งไม่รู้จัก อเล็กซานเดอร์ เดสแพลต หรือ แดนนี่ เอลฟ์แมน ด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่า ต่อให้เป็นคนทั่วไปในต่างประเทศที่ไม่ใช่คอหนังก็ไม่รู้จักชื่อเหล่านั้นเหมือนกัน ส่วน โหน่ง ก็มีความคิดเห็นที่ไม่ต่างกันสักเท่าใดนัก เขาเปรียบเทียบให้เราฟังว่า สมมติว่าเราชอบดนตรีแจ๊ซ ชอบอยู่วงหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่เมื่อออกไปยืนอยู่ด้านนอกและเทียบกับประชากรทั้งโลก มันก็กลายเป็นจำนวนเล็กน้อยอยู่ดี “การที่เราอยากให้คนอื่นรู้ว่าเราเป็นใครต่างหากที่คือปัญหาในการทำงาน หน้าที่หลักของคนทำดนตรีประกอบคือ ทำเสียงออกมาอย่างไรก็ได้ให้หนังมันเวิร์กต่างหาก” โหน่ง กล่าว

Hans Zimmer.
John-Williams-2003-billboard-650

ฮันส์ ซิมเมอร์ และ จอห์น วิลเลียมส์ 
(Photos by: Billboard)

ประเด็นหนึ่งที่ คงเดช เล่าให้เราฟังต่อซึ่งน่าสนใจอยู่ไม่น้อยก็คือ นิตยสาร The Hollywood Reporter ของสหรัฐอเมริกาเคยจัด roundtable ของคนทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ ซึ่งพวกเขาต่างโอดครวญว่า สมัยนี้พวกเขาถูกจำกัดให้มีบทบาทน้อยลง มีการวางเพลงเรเฟอร์เรนซ์ และต้องทำให้คล้ายคลึงกับเรเฟอร์เรนซ์นั้น หรือแม้แต่ต้องพยายามให้คนดูจำสกอร์ไม่ได้ หรือห้ามรู้สึกว่ามีสกอร์อยู่ตรงนั้น “มีใครจำสกอร์หนังมาร์เวลได้บ้าง?” เขาปิดประเด็น

หากจะมองถึงเรื่องรายได้ โหน่ง แจกแจงว่ามันมีเรตที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า ดีมานด์และซัพพลายนั้นพอดีกันตรงจุดไหน “อย่างเราตอนนี้การทำดนตรีประกอบภาพยนตร์กลายเป็นอาชีพหลักในการดำรงชีวิต จนไม่ได้ทำเพลงมา 7 ปีแล้ว (หัวเราะ) ซึ่งมันเป็นรายได้ที่โอเค ไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่ก็ไม่ย่ำแย่” ส่วนข้อคิดเห็นจากคนที่ทำหน้าที่ผู้กำกับด้วยอย่าง คงเดช ก็มองว่า คนที่มีงานคุณภาพ รายได้ก็ดีตามไปด้วย “รู้หรือเปล่าว่า คนทำดนตรีประกอบบางคนค่าจ้างแพงกว่าค่าตัวผู้กำกับเสียอีก แต่ปัญหาในตอนนี้มันอยู่ที่จำนวนหนังที่น้อยลงต่างหาก ไม่มีใครทำดนตรีประกอบอย่างเดียวแล้วอยู่รอดได้ และไม่มีใครทำหนังอย่างเดียวแล้วอยู่รอดได้เช่นกัน”

เนื่องจากเรามองว่า นักทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เป็นศิลปินที่สร้างงานศิลปะที่เต็มไปด้วยคุณค่า เสียงที่เราได้ยินล้วนแล้วแต่ผ่านการตีความ กระบวนความคิดอันซับซ้อน นำไปสู่คำถามที่ว่า แนวโน้มที่พวกเขาเหล่านั้นจะยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักในการหารายได้เลี้ยงตนเองในอนาคตนั้นมีมากน้อยเพียงใด

JITIVI BANTHAISONG

ไผ่-จิติวี บาลไธสง

“อันนี้พูดยากครับ ถามว่าสามารถเป็นอาชีพได้ไหม อาจจะเป็นไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่โอกาสมันก็มีมากขึ้น ความเจ๋งคือเราสามารถทำงานกับต่างประเทศได้ แต่เราก็ต้องเปิดตัวเองให้ผลงานได้รับการมองเห็นด้วย” ความรู้สึกจาก ไผ่ ที่ยอมรับว่าหลงเสน่ห์ของการทำดนตรีประกอบจากเพียงครั้งแรกที่ได้รับโอกาส ในขณะที่ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมาเกือบ 20 ปีอย่าง โหน่ง มองว่า ทุกวันนี้คนที่อยู่ในวงการนี้ก็มีจำนวนไม่น้อย เด็กรุ่นใหม่ที่มีฝีมือในการทำดนตรีก็มีเยอะ แต่โอกาสที่แต่ละคนจะได้รับก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความไว้เนื้อเชื่อใจของคนทำหนัง ประสบการณ์ เนื่องด้วยเขามองว่า ภาพยนตร์เป็นศิลปะที่มีการลงทุนสูงนั่นเอง “สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ทำงานต่อไปครับ ไม่ต้องเรียกร้องอะไร มันเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เห็น และพอมีคนเห็น เขาก็จะเข้ามาหาเราเอง”

ท้ายที่สุด เราถาม โหน่ง ตรงๆ ว่า คิดว่าสิ่งที่คุณทำอย่างนักทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เป็นอาชีพที่ถูกลืมไหม? เขาบอกกับเราว่า คำถามที่ว่า คนทำงาน ผู้กำกับ หรือค่ายหนังให้ความสำคัญต่ออาชีพนี้หรือเปล่า รวมถึงการให้ความสำคัญกับบท การแสดง และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ กลับเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด “มีอาชีพที่ถูกลืมมากกว่าอาชีพนี้เยอะแยะไป ไม่มีใครจดจำผมได้ก็ไม่เป็นไร เรารู้แค่ว่าเราชอบทำดนตรีมาก สมมติตื่นขึ้นมาวันหนึ่งไม่มีใครจ้างเราเลย แต่เรายังได้เล่นดนตรี เราก็แฮปปี้นะ จะเป็นอะไรไปเล่าถ้าเรายังได้ทำงานในสิ่งที่เราอยากทำ” ดูเหมือนแววตาที่ โหน่ง สื่อออกมาจะเป็นไปตามคำกล่าวของเขาอย่างแท้จริง

และแม้ว่าบทบาทของนักทำดนตรีประกอบภาพยนตร์อาจเป็นได้แค่พระรองที่หลายคนอาจมองข้าม แต่เชื่อเถอะว่า เสียงที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของพวกเขาพร้อมจะทำให้คุณเต็มไปด้วยความรู้สึกอันอิ่มเอมใจทันทีที่เดินออกจากโรงภาพยนตร์อย่างแน่นอน

 

Story by: Chanon B.