documentery

 

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คอหนังและแฟนดนตรีชาวไทยมีโอกาสได้รับชมสารคดีดนตรีหลายต่อหลายเรื่องที่มีผู้จัดจำหน่ายนำเข้ามาฉายในบ้านเรา นับจากกระแสของ Amy (2015-ผกก.อาซิฟ คาพาเดีย) กับเรื่องราวตีแผ่ชีวิตส่วนตัวอันรวดร้าวของศิลปินสาว เอมี ไวน์เฮาส์ ซึ่งเสียชีวิตลงเมื่อปี 2011 ด้วยวัยเพียง 27 ปีที่ขึ้นแท่นคว้ารางวัลออสการ์สาขาสารคดียอดเยี่ยมไปครอง ต่อยอดความสำเร็จด้วยปีนี้กับเรื่องราวความเฟื่องฟูและตกต่ำของตำนานร้านขายซีดีใน All Things Must Pass: The Rise and Fall of Tower Records (เข้าฉายในอเมริกาปี 2015 แต่ฉายในไทยปี 2016-ผกก.โคลิน แฮงค์ส) และ Supersonic (2016-ผกก.แมท ไวท์ครอสส์) สารคดีวงดนตรีบริตร็อคจากเกาะอังกฤษอย่าง Oasis ที่แรงต่อเนื่องจนยืนรอบฉายหลายสัปดาห์ นี่อาจเป็นคำยืนยันว่า สารคดีดนตรีกำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงในโลกภาพยนตร์ แต่เมื่อลองสังเกตกันให้ดี ยังไม่มีสารคดีที่ว่าด้วยเรื่องราวของศิลปินไทยอย่างเป็นจริงเป็นจังเลยสักเรื่อง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

ว่ากันว่าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เชิงสารคดีเกี่ยวกับแวดวงดนตรีนั้นมีจุดกำเนิดจาก Jazz on a Summer’s Day ตั้งแต่ปี 1960 โดย 2 ผู้กำกับ เอแรม เอวาเคียน และ เบิร์ท สเติร์น ภาพยนตร์ที่ทำการบันทึกเรื่องราวของเทศกาลดนตรี Newport Jazz ครั้งที่ 5 ณ นิวพอร์ต โร้ด ไอส์แลนด์, สหรัฐอเมริกา ก่อนจะขยับขยายสู่วงการดนตรีร็อคในอีก 4 ปีให้หลังกับภาพยนตร์เรื่อง T.A.M.I Show กำกับโดย สตีฟ บินเดอร์ ซึ่งรวบรวมการแสดงสดของทั้ง The Beach Boys, เจมส์ บราวน์, มาร์วิน เกย์ และ The Rolling Stones เอาไว้ โดยในยุคนั้นจะเรียกภาพยนตร์ลักษณะดังกล่าวว่า concert film ก่อนจะแตกแขนงออกมาเป็นประเภทย่อยๆ อีกมากมายในเวลาต่อมา ซึ่งที่พอจะคุ้นตาก็คงเป็นคำว่า rockumentary ที่ใช้เรียกสารคดีบางเรื่องที่เน้นนำเสนอเกี่ยวกับวงดนตรีหรือวงการเพลงร็อคโดยเฉพาะ เช่น Metallica: Some Kind of Monster สารคดีวง Metallica เมื่อปี 2004 ฝีมือการกำกับของ โจ แบร์ลิงเกอร์ และ บรูซ ไซนอฟสกี้ ในขณะที่ mockumentary จะเป็นการแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่ แต่อาจเล่าเรื่องผ่านฟุตเทจจริง หรือใช้วิธีการเล่าแบบสารคดี ดังที่เห็นชัดในภาพยนตร์เรื่อง A Hard Day’s Night ผลงานกำกับโดย ริชาร์ด เลสเตอร์ เมื่อปี 1964 ที่เป็นการติดตามชีวิตและเหตุการณ์วุ่นๆ ของคณะสี่เต่าทอง The Beatles รวมถึง This Is Spinal Tap สารคดีแบบหลอกๆ เมื่อปี 1984 ผลงานของ ร็อบ ไรเนอร์ ที่เล่าเรื่องของวงเฮฟวีเมทัล (หลอกๆ เช่นกัน) สัญชาติอังกฤษที่ชื่อ Spinal Tap ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในตอนนั้น

jazzonasummersday
metallica

Jazz on a Summer’s Day และ Metallica: Some Kind of Monster

aharddaysnight

ภาพวง The Beatles จากภาพยนตร์เรื่อง A Hard Day’s Night

 

แม้จะไม่มีการแบ่งประเภทของสารคดีดนตรีอย่างชัดเจน แต่การที่ทั่วโลกมีโอกาสได้รับชมทั้งเทรลเลอร์และภาพยนตร์เต็มเรื่องของเหล่าศิลปินที่ขยันปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องก็ทำให้พอจะแยกหมวดหมู่อยู่ได้บ้าง ที่เห็นกันบ่อยๆ คงหนีไม่พ้นสารคดีที่ว่าด้วยคอนเสิร์ตหรือเวิลด์ทัวร์ของศิลปิน ตัดสลับกับภาพฟุตเทจหลังเวทีและเบื้องหลังการทำงาน อาทิ Justin Timberlake + The Tennessee Kids สารคดีคอนเสิร์ตเมื่อปี 2016 โดย โจนาธาน เดมม์ ที่เล่าเรื่องโชว์สุดท้ายของ “20/20 Experience World Tour” ณ เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ การ์เดน อารีน่า, ลาส เวกัส ของ จัสติน ทิมเบอร์เลค เป็นต้น

หรือหากจะแยกย่อยลงไปกว่านั้น ผู้กำกับอาจจะหยิบจับเอาเรื่องราวการทำงานเฉพาะอัลบั้มมานำเสนอ เช่น สารคดีเมื่อปี 2015 อย่าง Heart Like a Hand Grenade ซึ่งกำกับโดย จอห์น โรเอคเคอร์ กับการย้อนกลับไปนำเสนอเบื้องหลังการทำงานในอัลบั้ม American Idiot ที่ทำให้ชื่อของ Green Day กระฉ่อนโลกอีกครั้ง หรืออาจหมายรวมถึงสารคดีที่ผสมผสานภาพฟุตเทจในชีวิตจริงของตัวศิลปินเองกับภาพคอนเสิร์ตสุดอลังการอย่างที่ จัสติน บีเบอร์ ทำใน Justin Bieber: Never Say Never (2011) หรือ Justin Bieber’s Believe (2013) ซึ่งกำกับโดย จอน เอ็ม.ชู ทั้ง 2 เรื่อง ซึ่งสารคดีดนตรีในลักษณะข้างต้นก็มักจะมีการผลิตเป็นดีวีดีออกมาจำหน่ายให้กับเหล่าสาวกได้จับจองเป็นเจ้าของกันอีกด้วย

neversaynever
believe

ภาพยนตร์สารคดีของ Justin Bieber เรื่อง Never Say Never และ Believe

 

ในอีกด้านหนึ่ง สารคดีดนตรีก็ทำหน้าที่ตีแผ่เรื่องราวอันแท้จริงที่ผสมปนเปทั้งภาพมายาอันงดงามสลับกับด้านมืดที่อาจไม่เคยมีใครล่วงรู้มาก่อน ทั้งการจับภาพรวมในแต่ละประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแวดวงดนตรีมานำเสนอ อาทิ Woodstock สารคดีเมื่อปี 1970 ที่กำกับโดย ไมเคิล แวดเลย์ กับเรื่องราวตำนานเทศกาลดนตรีอันเลื่องชื่อ รวมถึง Sound City ผลงานการกำกับของ เดฟ โกรห์ล แห่งคณะ Foo Fighter เมื่อปี 2013 กับเรื่องราวของสตูดิโอระบบอนาล็อกที่ใช้บันทึกเสียงสุดยอดอัลบั้มมาแล้วนับไม่ถ้วน รวมถึงอัลบั้มแจ้งเกิดเมื่อปี 1991 ของ Nirvana อย่าง Nevermind ด้วย

แต่สำหรับประเภทของภาพยนตร์สารคดีที่กำลังได้รับการจับตามองเป็นอย่างยิ่งก็คงต้องยกให้เรื่องราวชีวประวัติของศิลปิน ที่คอหนังและคอดนตรีรู้จักกันดีก็มีทั้งสารคดีของ บ๊อบ ดีแลน ทั้ง Don’t Look Back ผลงานกำกับของ ดี.เอ. เพนน์เบเกอร์ เมื่อ 49 ปีที่แล้ว และ No Direction Home โดยผู้กำกับชื่อดังของฮอลลีวู้ดอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี ที่สร้างไว้เมื่อปี 2005 หรือจะเป็นในปี 2010 กับ No Distance Left To Run จาก 2 ผู้กำกับ วิลล์ เลิฟเลซ และ ดีแลน เซาธ์เทิร์น สำหรับแฟนคลับวง Blur โดยเฉพาะ รวมถึง Cobain: Montage of Heck ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกระแสของเมื่อปีที่แล้ว ผลงานการกำกับและเขียนบทของ เบรตต์ มอร์แกน อีกทั้งยังได้ ฟรานซิส บีน โคเบน ลูกสาวของ เคิร์ต โคเบน รับบทบาท Executive Producer อีกด้วย ซึ่งว่ากันว่าเป็นสารคดีที่เล่าเรื่องชีวิตของตำนานอัลเทอร์เนทีฟผู้ล่วงลับได้อย่างเจาะลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว

 

“การเปลี่ยนแปลงของการเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ของศิลปินมันเอื้อให้คนทำหนังกระโดดเข้ามาเล่าเรื่องประเภทนี้มากขึ้น” ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Bioscope และผู้อยู่เบื้องหลัง Documentary Club ผู้จัดจำหน่ายที่นำเอาสารคดีเจ๋งๆ รวมถึง Amy, All Things Must Pass: The Rise and Fall of Tower Records และ Supersonic เข้ามาฉายในเมืองไทยกล่าวขยายความถึงมุมมองที่เธอคิดว่า สารคดีดนตรีคือเทรนด์สารคดีของโลกในทุกวันนี้ “คือฟุตเทจไม่ใช่ของลึกลับอีกต่อไปสำหรับยุคนี้ คนทำหนังสามารถรีเสิร์ชชีวิตของศิลปินจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ได้อีกเยอะแยะ มีการบันทึกในรูปแบบวิดีโอไว้มากมาย ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องท้าทายที่ทำให้คนทำหนังพบว่า ชีวิตของศิลปินมันมีปมดราม่าที่สามารถเล่าเป็นหนังดีๆ ได้เรื่องหนึ่งโดยที่ไม่ต้องไปตามติดชีวิตศิลปินเลยแม้แต่นาทีเดียว อีกทั้งวงการดนตรีมันมีลักษณะเป็นป๊อปคัลเจอร์ที่เป็นธุรกิจที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีบุคคลที่หลากหลาย และมีสตอรี่ที่มากขึ้น”

อีกทั้ง ธิดา ยังเล่าย้อนกลับไปสู่สารคดีดนตรีในสมัยก่อนที่มีจำนวนไม่มากนักหากเทียบเท่ากับปัจจุบัน อย่าง Don’t Look Back ในยุค 60s-70s ที่คนทำหนังต้องร่วมเดินทางไปกับทัวร์คอนเสิร์ตของ บ๊อบ ดีแลน แต่พอเดินทางมาถึงยุค 70s-80s วงการดนตรีในโลกตะวันตกเริ่มมีลักษณะเป็นธุรกิจมากขึ้น สารคดีดนตรีในช่วงนั้นจึงเปรียบเสมือนการพีอาร์ศิลปินซึ่งเชื่อมโยงกับการตลาดโดยตรง ในทางกลับกันก็เริ่มมีสารคดีดนตรีที่พูดถึงด้านมืดของวงการดนตรี ดังที่ทุกคนจดจำภาพลักษณ์ของเซ็กซ์ ยาเสพย์ติด เงินตราจากวงการร็อคแอนด์โรล นำมาสู่สารคดีดนตรีในยุค 90s เป็นต้นมาที่เริ่มมีการเล่าเรื่องศิลปินในแง่ดราม่าของความเป็นมนุษย์สูงขึ้นนั่นเอง

amy

Amy

 

แต่การคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม 2 ปีติดต่อกันจาก 20 Feet of Stardom ในปี 2014 ซึ่งกำกับโดย มอร์แกน เนวิลล์ กับเรื่องราวการฝ่าฟันอุปสรรคของนักร้องแบ็คอัพผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังมากมาย รวมถึงปีถัดมากับ Amy ก็ทำให้ทั่วโลกเริ่มจับตามองสารคดีดนตรีด้วยสายตาอันละเอียดถี่ถ้วนขึ้น รวมถึงการที่ Amy และ Supersonic ซึ่งเข้าฉายในบ้านเราต่างเรียกกระแสความนิยมจากทั้งคอหนัง แฟนเพลง และคนที่คลั่งไคล้ในเสียงดนตรีได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยละทิ้งวลีอันคุ้นหูที่ว่า ‘สารคดีดูยาก’ เอาไว้ข้างหลัง แล้วอะไรที่ปัจจัยที่ทำให้สารคดีดนตรีในยุคหลังโดยเฉพาะ 2 เรื่องดังกล่าวค่อนข้างประสบความสำเร็จในวงกว้างกันล่ะ?

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล บรรณาธิการบริหารนิตยสาร The Hollywood Reporter Thailand ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการภาพยนตร์และวรรณกรรมมาเป็นระยะเวลานานมองถึงประเด็นนี้ว่า “อย่าง Amy หรือ Supersonic จะบอกว่าคนทำหนังเก่งในการเล่าเรื่องมันก็ถูก แต่ในอีกแง่ ตัวต้นก็ต้องเรื่องมีสตอรี่หรือความดราม่าที่น่าสนใจด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ไม่ใช่ทุกศิลปินที่จะมีสารคดีของตัวเองได้ และไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะสนุก” อีกทั้งเขายังกล่าวต่อถึงบริบทในเมืองไทยที่มีผู้ชมภาพยนตร์สารคดีที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับหนังบล็อคบัสเตอร์ทั่วไปได้อย่างน่าสนใจว่า

oasis

Supersonic

 

“ถ้าดูจาก Pop Culture Timeline ทั้งหมด มันเดินทางมาถึงวงรอบที่คนรุ่นผมหรือ Gen X ทั้งหลายกลายเป็น think tank หรือมีอิทธิพลบางอย่างที่สามารถเป็น trendsetter ของป๊อปคัลเจอร์ได้ประมาณหนึ่ง สิ่งที่ชื่นชอบในวัยเด็กของคนรุ่นนี้ก็จะมีการนำกลับมาทำการสร้างสรรค์อะไรบางอย่างโดยคนรุ่นเดียวกัน พอ แมท ไวท์ครอสส์ ทำ Supersonic ออกมา เล่าเรื่องด้วยแพสชั่นในวัยเด็ก ผมเป็นคนรุ่นนั้น ก็ชอบ ก็อยากไปดู คุณธิดาก็เป็นวัยรุ่นในยุคนั้น เขาก็ซื้อมาฉาย แล้วพอคนรุ่นผมพูดต่อๆ กัน คน Gen Y ก็ตามไปดู สมมุติว่า เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ หรือ บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ (มือเบสวง Slur) ไปดู มันก็ทำให้ follower ของคนเหล่านี้ไปดูตาม มันเป็นเรื่องของป๊อปคัลเจอร์ในทุกยุคทุกสมัย” จักรพันธุ์กล่าว

ในขณะที่ ธิดา ก็ยอมรับว่า ภาพรวมของคนดูสารคดีในบ้านเราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่สำหรับสารคดีดนตรี มันได้ทำหน้าที่สู่สายตาคนไทยในแบบเดียวที่เคยทำกับคนดูทั่วโลกมาแล้ว โดยเธออธิบายว่า “การมีดนตรีเข้ามาเป็นตัวเชื่อมเป็นสิ่งสำคัญ อย่าง Oasis พวกเขาสะสมฐานแฟนเพลงมานานและมีขนาดใหญ่มาก เท่าที่จับปฏิกิริยาคนดูในบ้านเราก็พบว่า คนจำนวนมากพร้อมใจมาดูโดยมองข้ามว่ามันเป็นสารคดี พวกเขาอยากมาดูเรื่องราวของวงดนตรีที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงตัวยงหรือแม้กระทั่งคนที่เพียงแค่เคยได้ยินเพลงของ Oasis ก็ตาม และสำหรับบางคน เมื่อได้ยินคำว่าสารคดี เขาอาจจะยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจก็ได้ เพราะเหมือนกับว่าเขากำลังจะได้เห็นตัวจริงเสียงจริงเหมือนการไปดูคอนเสิร์ตนั่นแหละ”

bodyslam
youngbao_002

Bodyslam นั่งเล่น และ ยังบาว เดอะ มูฟวี่

 

แต่หากเมื่อไล่เรียงชื่อภาพยนตร์สารคดีดนตรีจากทั่วโลก ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจมองข้ามได้เลยนั่นคือ ยังไม่มีสารคดีที่พูดถึงวงการดนตรีบ้านเราหรือศิลปินไทยอย่างจริงจังแม้แต่เรื่องเดียว ทั้งๆ ที่เรื่องราวของหลายๆ ศิลปินในเมืองไทยก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย Bodyslam นั่งเล่น ผลงานการกำกับของ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ที่เข้าโรงฉายเมื่อปี 2013 อาจเทียบเคียงเข้าคำว่าใกล้มากที่สุด ด้วยการตัดสลับภาพบนเวทีคอนเสิร์ตของวงร็อคแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง Bodyslam กับภาพด้านหลังเวทีในมุมมองต่างๆ ที่แฟนเพลงอาจไม่เคยทราบมาก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้กำกับก็ออกตัวว่า นี่เป็นเพียงภาพยนตร์คอนเสิร์ต ไม่ใช่หนังสารคดีเบื้องหลังแต่อย่างใด ในขณะที่ ยังบาว เดอะ มูฟวี่ ซึ่งเป็นเรื่องราวของตำนานวงดนตรีเพื่อชีวิตอย่าง คาราบาว ที่กำกับโดย ยุทธกร สุขมุกตาภา ที่ออกฉายในปีเดียวกันก็มีนักแสดงมาสวมบทบาทสมาชิกวงคาราบาว ซึ่งอาจไม่เข้าข่ายการเป็นสารคดีนั่นเอง

ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคงต้องยกให้สารคดีดนตรีเมื่อปี 2015 ที่ชื่อ Y/OUR MUSIC ผลงานการกำกับของ วราลักษณ์ หิรัญเศรฐวัฒน์ และ เดวิด รีฟ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการผลิตจากกองทุน Asian Network of Documentary ของเมืองปูซาน เกาหลีใต้ และทุนเผยแพร่ภาพยนตร์จากกระทรวงวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยใช้เวลาผลิตนานถึง 5 ปี เล่าเรื่องราวชีวิตที่ผูกพันกับดนตรีอันหลากหลายของศิลปินนอกกระแสทั้งในกรุงเทพฯ และภาคอีสานจำนวน 9 ศิลปิน อาทิ DJ Maft Sai (ณัฐพล เสียงสุคนธ์), วง Happyband, ทองใส ทับถนน ครูเพลงมือพิณไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งผู้กำกับหวังที่จะนำเสนอความเป็นชนชั้นผ่านเสียงเพลงและดนตรีในเมืองไทยที่สะท้อนความขัดแย้งบางอย่าง ภายใต้ความเชื่อที่ว่า เสียงทุกเสียงควรจะมีอิสระและมีโอกาสที่จะได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาอย่างเท่าเทียม โดยสารคดีความยาว 82 นาทีเรื่องนี้ได้รับการคัดเลือกให้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในหลายประเทศ เช่น Busan International Film Festival ณ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ หรือแม้แต่ SXSW Conference & Festivals เมืองออสติน สหรัฐอเมริกา เป็นต้น แต่กระแสในเมืองไทยกลับค่อนข้างเงียบเชียบอยู่มากทีเดียว

 

สอง-จักรพงศ์ สิริริน มือเบสวง Paradox ซึ่งก็เป็นคอหนังตัวยงคนหนึ่งมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นข้างต้นว่า ในต่างประเทศ เขาฟังเพลงเป็นวัฒนธรรมหรือไลฟ์สไตล์พอๆ กับการดูหนังหรือเสพย์ศิลปะอย่างอื่น แต่ในเมืองไทย คนที่ฟังเพลงแล้วจะมาศึกษาประวัติศาสตร์วงดนตรีนั้นๆ หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ดนตรีว่า วงการร็อคในเมืองไทยในแต่ละยุคมีใครบ้าง น้อยคนนักที่จะมาจับประเด็นนี้ ยิ่งถ้าไม่ใช่แฟนของวงนั้นๆ ก็ยิ่งตั้งความรู้สึกกลัวว่าจะน่าเบื่อ จะไม่สนุกไว้ก่อนเลยด้วยซ้ำโดยเขาเผยว่า วง Paradox เคยคิดทำสารคดีวงมาแล้ว 3-4 รอบ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนก็ค่อนข้างออกแนวเนิร์ดๆ เงียบๆ จึงไม่รู้ว่าถ้าเล่าแล้วจะสนุกไหม อีกทั้งต้องใช้วัตถุดิบค่อนข้างมาก โปรเจกต์ดังกล่าวจึงยังไม่เกิดขึ้นนั่นเอง

ในขณะที่ จักรพันธุ์ ตั้งสมมุติฐานในเรื่องนี้ไว้ 2 ประเด็น ประการแรกคือ ตัวศิลปินอาจยังไม่เห็นด้วยกับเรื่องราวทั้งหมดที่จะทำ หรืออยากทำแต่หาคนทำไม่ได้ ส่วนอีกประการหนึ่งคือ นายทุนหรือคนที่ออกเงินให้ทำไม่รู้ว่า เมื่อทำเสร็จแล้วจะเอาไปฉายที่ไหนนั่นเอง มันกลับมาที่เรื่องระบบฉายของโรงภาพยนตร์ในบ้านเราที่ค่อนข้างผูกขาด ยังไม่ต้องพูดถึงสารคดีดนตรีก็ได้ บรรดาหนังนอกกระแสก็หาโรงฉายไม่ได้เช่นกัน แล้วหนังสารคดีดนตรีแยกย่อยออกมาจากหนังอินดี้อีกจะเอาที่ตรงไหนไปฉาย หรือแม้แต่สารคดีวงดนตรีส่วนใหญ่ที่ทำเพื่อขายหน้างานคอนเสิร์ต จริงๆ ทำแบบนั้นก็ได้ แต่ปัญหาคือ คนไทยไม่ซื้อ ขนาดบัตรคอนเสิร์ตยังรอให้หาบัตรฟรีไม่ได้แล้วจริงๆ แล้วค่อยซื้อเลยซึ่งคำกล่าวของเขาก็สอดคล้องกับจำนวนโรงฉายที่น้อย และมีจำนวนรอบฉายเพียง 1-2 รอบต่อวันต่อเรื่องอย่างที่ทุกคนรับทราบเหมือนๆ กัน

Tower Records on the Sunset Strip circa 1980

All Things Must Pass: The Rise and Fall of Tower Records

 

นอกจาก ธิดา จะเห็นตรงกับ จักรพันธุ์ ในเรื่องที่คนทำหนังสารคดีในเมืองไทยมองไม่เห็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานมากนักแล้ว ซึ่งแตกต่างจากในต่างประเทศที่สามารถนำสารคดีไปฉายทางโทรทัศน์ รวมถึงสามารถจัดจำหน่ายหนังสู่หลายประเทศทั่วโลก เธอยังเสริมมุมมองอันน่าสนใจลงไปคละเคล้าในประเด็นดังกล่าวด้วยว่า “แม้แต่ Oasis ก็ตาม คุณจะเห็นว่าพวกเขาพร้อมจะพูดเรื่องตัวเองด้วยความจริงประมาณหนึ่ง ถ้าคุณมาให้สัมภาษณ์แต่เรื่องดีงามของตัวเอง เราว่าคนจำนวนหนึ่งเขาไม่ได้อยากจะดู คุณต้องพูดได้แทบจะทุกเรื่อง ทุกด้าน ซึ่งนี่เป็นคำถามว่า ศิลปินไทยพร้อมไหมที่จะมีคนมาตามติด แล้วสามารถให้เขาขุดเจาะในเรื่องที่อาจไม่ทำให้คุณดูดีก็ได้ หรือศิลปินที่จะยินยอมให้คนทำหนังมาพูดถึงทุกแง่มุมในชีวิตโดยที่ไม่เข้าไปตบตีให้เป็นหนังสารคดีพีอาร์เรื่องหนึ่งจะมีสักกี่คน เราว่าปัจจัยมันค่อนข้างเยอะ” อีกทั้งด้วยวัฒนธรรมประนีประนอมอันเด่นชัดของบ้านเราอาจทำให้ตัวศิลปินไม่สามารถเผยความจริงได้อย่างเต็มที่หรือไม่… ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพสารคดีวงดนตรีในบ้านเรายังไม่ชัดเจนก็เป็นได้

เมื่อเราถามถึงทิศทางในอนาคตกับการนำสารคดีดนตรีมาฉายในเมืองไทย จักรพันธุ์ มองว่า ความนิยมและความหลากหลายจะเพิ่มขึ้นแน่นอนหากหนังมีสถานที่ฉาย “มันอาจจะไม่ต้อง 90s แล้ว ปีหน้าสารคดีเรื่อง We Are X ของวง X Japan ก็จะเข้าฉายในบ้านเรา เชื่อเลยว่ากระแสเจร็อคต้องมา หรือสมมุติว่ามีใครทำสารคดีของ นอราห์ โจนส์, จอห์น เมเยอร์, เทเลอร์ สวิฟต์ หรือแม้แต่วงเฉพาะกลุ่มมากๆ อย่าง Cannibal Corpse หรือ White Zombie ผมว่ายังไงก็มีคนดู” โดยเขาคาดการณ์ว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเกิดโรงหนังอิสระเพิ่มขึ้น แล้วหนังขนาดเล็กก็จะเริ่มมีพื้นที่ฉาย อาทิ Bangkok Screening Room ที่กำลังมีรอบฉายสารคดีเรื่อง Breaking a Monster (กำกับโดย ลุค เมเยอร์) ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของนักดนตรีรุ่นเด็กที่ตั้งวงดนตรีกันตั้งแต่ 8 ขวบ เซ็นสัญญากับค่ายเพลงในอีก 3 ปีต่อมา และได้รับเลือกจากวง Metallica ให้มาเล่นเป็นวงเปิด เป็นต้น

x

We Are X

 

ซึ่งไม่แน่ว่าปีหน้านอกจาก We Are X แล้ว เราอาจจะได้ดู David Bowie: The Last Five Years (กำกับโดย ฟรานซิส เวทลีย์) เรื่องราวของตำนานผู้ล่วงลับ เดวิด โบวี ใน 5 ปีสุดท้ายของชีวิตการเป็นศิลปินที่จะฉายทางช่อง BBC Two ในเดือนมกราคมเพื่อเป็นการฉลองครบรอบวันเกิด 70 ปีหากเขายังมีชีวิตอยู่ (เดวิด โบวี เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 1947), สารคดีเกี่ยวกับ เอลวิส เพรสลีย์ ที่จะเปิดเผยเรื่องราวตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งช่วงเวลาการบันทึกเสียงเพลงสุดท้ายในชีวิตที่จะออนแอร์ทางช่อง HBO โดยยังไม่มีการตั้งชื่อแต่อย่างใด กำกับโดย อลัน ไลท์ และ ธอม ซิมนี รวมถึง 808 สารคดีที่กำกับโดย อเล็กซ์ ดันน์ ว่าด้วยเรื่องราวของดรัมแมชชีนยี่ห้อ Roland รุ่น TR-808 ที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นยุค 80s และกลายเป็นอุปกรณ์ดนตรีที่มีความสำคัญในการสร้างเสียงกลองสำหรับวงการดนตรีฮิปฮอปในช่วงเวลานั้น รวมถึงต่อยอดมาจนถึงอุปกรณ์ยุคใหม่ในทุกวันนี้ ซึ่งใครได้ดูเทรลเลอร์แล้วคงจะเห็นศิลปินและโปรดิวเซอร์ชั้นนำมากหน้าหลายตาทั้ง ริค รูบิน, ฟาร์เรลล์ วิลเลี่ยมส์, Beastie Boys, Questlove, New Order, Diplo, เดมอน อัลบาร์น ฯลฯ ภาพยนตร์สารคดีดนตรีเหล่านี้ล้วนน่าสนใจ และไม่แน่ความสำเร็จของ Amy และ Supersonic อาจทำให้ชาวไทยได้มีโอกาสรับชมก็เป็นได้

ในขณะที่ ธิดา มองว่า สารคดีเรื่อง We Are X (กำกับโดย สตีเฟน คิชัก) น่าจะสานต่อความสำเร็จจาก Amy ที่ทำรายได้รวมในเมืองไทยไป 2.02 ล้านบาท และ Supersonic ที่ตอนนี้รายได้ทะลุ 2.06 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว (อัพเดตเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2016) ซึ่งเป็นหนังที่ผ่านหลักล้านเร็วที่สุดของ Documentary Club และกลายเป็นสารคดีต่างประเทศที่ทำรายได้จากการฉายสูงสุดในเมืองไทย (แชมป์เก่าคือ An Inconvenient Truth สารคดีเมื่อปี 2006 ที่ว่าด้วยปัญหาเรื่องโลกร้อน กำกับโดย เดวิด กุกเกนไฮม์ ที่ทำรายได้ไป 2.05 ล้านบาท) ซึ่งนั่นก็สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า การเลือกภาพยนตร์สารคดีดนตรีมาฉายโดยอิงกับศิลปินที่คนไทยสนใจอาจเป็นสิ่งที่ผู้จัดจำหน่ายยังต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก

ท้ายที่สุดแล้วภาพความเบ่งบานของการฉายภาพยนตร์สารคดีดนตรีในเมืองไทย หรือแม้แต่สารคดีที่ว่าด้วยศิลปินไทยอย่างแท้จริงอาจยังไม่ชัดเจนนัก แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อใดที่เห็นข่าวว่าศิลปินในดวงใจกำลังจะทำสารคดี และมิหนำซ้ำยังเข้าฉายในเมืองไทย เราก็พร้อมที่จะตีตั๋วเข้าไปนั่งเอกเขนกรับชมเรื่องราวของพวกเขาอย่างเต็มอกเต็มใจไม่ใช่หรือ

 

Story by: Chanon B.