FUTURE02_900

เนวาดีส วิลเบิร์น คือชื่อจริงของ Future แร็ปเพอร์ดาวรุ่งที่เกิดและโตมากับแก๊งข้างถนนในเมืองแอตแลนต้า ย้อนกลับไปก่อนที่โลกจะรู้จักกับ Future เขามีฉายาว่า Meathead ที่มาจากความห้าวสไตล์แก๊งสเตอร์ประกอบกับศีรษะขนาดใหญ่ของเขา โดยจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเป็นแร็ปเพอร์เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยวัยรุ่นในสตูดิโอของ ริโค่ เวด อีกหนึ่งโปรดิวเซอร์ชื่อดังที่ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นญาติของเขาเอง และที่นั่นเองคือที่ที่เขาได้รับฉายาว่า Future ซึ่งมีความหมายตรงตามตัว กับการเป็น “อนาคตของวงการดนตรี” อีกหนึ่งฉายาที่มีแต่เฉพาะเพื่อนๆ ของเขาที่รู้ก็คือ Pluto ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นชื่อเดบิวต์อัลบั้มของเขาที่เปิดตัวไปอย่างสวยงามในปี 2012 “ผมเป็นเด็กที่บ้าเรื่องมนุษย์อวกาศ” เขากล่าวภายใต้แว่นกันแดดที่มาพร้อมกับดีไซน์แบบอวอง-การ์ด ประกอบกับแจ็คเกตสุดมันวาวจากแบรนด์ Balmain “ซึ่งสุดท้ายแล้วในแต่ละวัน ผมก็ไม่อยู่ที่นี่แล้วนะ อยู่เหนือทุกสิ่ง”

บ่ายวันอาทิตย์ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ขณะเขากำลังนั่งทอดตัวอย่างสบายตัวริมสระว่ายน้ำที่บ้านของเขาในเมืองไมอามี่ พร้อมกับท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูในยามพระอาทิตย์ตกดิน แร็ปเพอร์วัย 33 ปีคนนี้ได้เริ่มพูดคุยและบอกถึงความเป็นมาของ 2 อัลบั้มที่ปล่อยออกมาในช่วงเวลาติดๆ กัน และกอดคอกันขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตไปทั้งคู่อย่าง Future และ HNDRXX ซึ่งเมื่อจับทั้ง 2 อัลบั้มมารวมกันจะกลายเป็นคำว่า “Future Hendrix” ที่เจ้าตัวบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่เป็นตัวของเขามากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ และการประสบความสำเร็จแบบดังเปรี้ยงเปรียบเสมือนกับ จิมมี่ เฮนดริกซ์ นักกีตาร์ผิวสีระดับตำนานแห่งวงการร็อคแอนด์โรลที่เต็มไปด้วยคนผิวขาว “ดนตรีที่ผมทำขึ้นมา ผมแตกต่าง” เขากล่าว “พวกเมโลดี้ที่ผุดมาจากไอเดียของผมมันไม่ใช่ของธรรมดาๆ ทั่วไป แล้วคนผิวสีส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เล่นกีตาร์กัน สิ่งที่ จิมมี่ เฮนดริกซ์ ทำมันเลยเป็นอะไรที่พิเศษมาก”

ก่อนหน้าที่จะมีการสัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น Future ได้สร้างความประหลาดใจแก่แฟนๆ ด้วยการปล่อยอัลบั้ม Future ในชื่อเดียวกับเขาเองออกมา พร้อมกับการขึ้นสู่อันดับหนึ่งในเวลาอันรวดเร็ว ถัดมาเพียงหนึ่งสัปดาห์ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ก็ได้ถูกบันทึกขึ้นด้วยอัลบั้ม HNDRXX ที่ปล่อยออกมาพร้อมการขึ้นอันดับหนึ่งแทนที่อัลบั้มก่อนหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าตัว Future เองก็พึงพอใจกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรก็ตามเขากลับสนใจในเรื่องของคุณค่ามากกว่าตัวเลข “ถ้าสมมติว่าผมเป็นศิลปินที่ดังที่สุดในโลก มันก็เจ๋งนะ แน่นอนแหละ แต่ผมอยากเป็นตัวของผมเองมากกว่า” เขากล่าว “ผมอยากให้เงินที่ผมได้มามันแตกต่าง ผมไม่ได้พยายามที่จะทำเงินจากการแร็พ เป้าหมายของผมเพียงแค่สามารถมีอะไรก็ได้จากโลกที่ผมสามารถนำมันมาได้”

future_future900
Hndrxx900

ปกอัลบั้ม Future และ HNDRXX

ถ้าว่ากันตามตรงแล้วในสมัยนี้ก็มักจะไม่ค่อยมีศิลปินคนไหนที่สามารถทำสถิติในเรื่องของผลงานที่ปล่อยออกมาได้อย่าง Future สิ่งที่นอกเหนือจากการเป็นเจ้าพ่อชาร์ตแล้ว การทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับ เดรก เมื่อปี 2016 ที่สามารถทำรายได้ไปกว่า 80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จนกลายเป็นคอนเสิร์ตฮิปฮอปที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล ด้วยสไตล์เพลงของเขาที่มาพร้อมกับท่อนฮุกออโต้ทูนติดหู ด้วยการพูดถึงเรื่องราวของนางแบบ ของแบรนด์เนม หรืออาจจะมีเรื่องของยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็คือสิ่งที่ทำให้เพลงของเขากลายเป็นเพลงฮิตประจำสถานีวิทยุไปอย่างไม่ยาก ประกอบกับสไตล์ของเขาที่ถ้าพูดให้เห็นภาพต้องลองหลับตาแล้วนึกถึงแร็ปเพอร์ Fetty Wap ทั้งรูปร่างสูงลีนที่มาพร้อมกับใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยโหนกแก้มอันโดดเด่น และทรงผมเดรดล็อคแซมสีบลอนด์ ปิดท้ายด้วยรอยยิ้มที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านที่เป็นตัวสร้างออร่าให้กับใบหน้าของเขาได้เป็นอย่างดี

ด้วยสรรพคุณที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับเหล่าเพลงฮิตที่เขาทำให้ศิลปินอย่าง The Weeknd ไปจนถึง ไมลีย์ ไซรัส ที่ดูเหมือนว่าจะทำให้เขากลายเป็นแร็ปเพอร์ระดับไฮโปรไฟล์ได้ไม่ยาก ถึงกระนั้นชื่อเสียงของเขากลับเป็นที่รู้จักแค่ในสายแร็พอันเดอร์กราวนด์เท่านั้น หาได้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดก็คงจะเป็นการที่ Future ไม่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่เลย ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้หลายๆ คนเกิดอาการสงสัยไม่น้อยว่าทำไมเขาไม่ได้เข้าชิงรางวัลดังกล่าว รวมไปถึงเจ้าพ่อแร็ปเพอร์อย่าง คานเย่ เวสต์ ต้องออกโรงมาพูดถึงข้อกังขาดังกล่าว ผสมโรงกับ แฟรงก์ โอเชี่ยน และ จัสติน บีเบอร์ ที่พร้อมใจกันแบนรางวัลแกรมมี่ครั้งล่าสุดด้วยการไม่ไปร่วมงานมันซะเลย

ทางด้าน Future เองก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าเขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะไปมีส่วนร่วมกับอะไรที่เขาควบคุมไม่ได้ “แกรมมี่เขาก็ทำตามความต้องการของเขา อะไรที่เขาไม่ต้องการมันก็อาจจะเป็นเรื่องที่เขาไม่ต้องการจะทำความเข้าใจมันด้วยซ้ำ” เขากล่าว “ซึ่งพวกเขาก็ไม่สามารถมามีบทบาทอะไรกับสิ่งที่ผมจะทำในฐานะศิลปินได้ด้วยเช่นกัน”

FUTURE03_900

“เพลงที่เขาเลือกปล่อยออกมา คือเพลงที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนฟังของเขาได้จริงๆ” แอล.เอ. รีด ประธานค่ายเพลง Epic Records  กล่าว “เขามีเพลงฮิตติดชาร์ตบนสถานีวิทยุ แต่มันก็ยังไม่ใช่เพลงฮิตแบบเมนสตรีม ซึ่งเขาก็ไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้อาชีพในเส้นทางดนตรีของเขามีอายุขัยยาวนานขึ้น”

อีกก้าวที่สำคัญของตัว Future เองก็คือการเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าแร็ปเพอร์รุ่นเด็ก ที่อยากจะก้าวขึ้นมาที่ยืนในวงการ “มันถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากในแอตแลนต้า เพลงของเขาสามารถเข้าถึงพวกเด็กแก๊งสเตอร์ข้างถนนเหมือนพวกๆ เรา” Quavo หนึ่งในแร็ปเพอร์จากกลุ่ม Migos กล่าว ซึ่งเขาเองก็จะร่วมออกทัวร์คอนเสิร์ตไปกับ Future ที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้ในฐานะศิลปินเปิดโชว์

ย้อนกลับมาในบ้านสไตล์โมเดิร์นของเขาที่เมืองไมอามี่ ที่เขาบอกว่าเขาชอบความรู้สึกที่เขาได้รับมาจากบ้านหลังนี้ ที่มาพร้อมกับทุกฟังก์ชั่นที่จะเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นสถานที่ปาร์ตี้ระดับท็อป ทั้งยังมีสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ ที่แลดูเหมือนกลืนไปกับท้องทะเลเบื้องหน้า “ผมชอบการตื่นนอนมาแล้วเจอชายหาด แล้วก็พวกเรือยอร์ช รถสปอร์ต รถนำเข้าทั้งหลาย” เขากล่าว “มันมีแรงบันดาลใจจากสิ่งต่างๆ เต็มไปหมดที่นี่” สำหรับรถคันโปรดของเขาก็มีทั้ง Bentley Bentayga SUV และ Maybach โดยปกติแล้ว Future ชอบที่จะเป็นผู้โดยสารมากกว่าขับเอง “มันคือวิธีเล่นเกมของผม” เขากล่าว

นอกจากนี้ Future เองยังมีบ้านในแถบชานเมืองแอตแลนต้า และกำลังมองหาบ้านอีกหลังหนึ่งในลอสแอนเจลิสที่เขาเคยย้ายไปอยู่ตอนกำลังคบหาอยู่กับนักร้องสาว ซิเอรา ที่ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ซึ่งถือว่าเป็นลูกคนที่ 5 ของเขา โดย 4 คนก่อนหน้าซึ่งมีอายุตั้งแต่ 2-15 ปี ล้วนเป็นลูกต่างมารดาทั้งสิ้น แต่การเป็นพ่อคนก็เปรียบเสมือนกับอีกหนึ่งสิ่งที่เขาภูมิใจกับมันมาก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นแบบในอุดมคติตามที่สังคมคิดไว้ก็ตาม “ผมนี่แหละเป็นผู้ให้ที่แท้จริง” เขากล่าว “มันเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้ผมมา ทุกคนล้วนแต่อยากขับรถแบบที่พวกเขาอยากขับ แต่งตัวแบบที่พวกเขาอยากแต่ง  และใช้ชีวิตแบบที่พวกเขาต้องการ”

ในช่วงตอนปลายวัยรุ่นของ Future นอกจากจะเป็นช่วงที่เขามีลูกคนแรกแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการแร็พด้วยการที่เขาพยายามให้สมาชิกในครอบครัวพูดหว่านล้อมให้ ริโค่ เวด รับเขาไปอยู่และทำเพลงด้วย จนในที่สุด ริโค่ ก็ยอมให้เขาย้ายเข้าไปอยู่ด้วย ซึ่งในขณะนั้น ริโค่ เองก็ยังแอบมีความกังวลในตัวของเขาอยู่ไม่น้อย จากการที่ Future ในสมัยวัยรุ่นตอนนั้นใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แถมเพิ่งจะโดนยิงไปสดๆ ร้อนๆ ในขณะนั้น แต่ Future ก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ในเวลาอันรวดเร็ว “ในตอนที่ผมแนะนำเขาให้รู้จักกับดนตรีและเพลง เขาก็ดูโอเคกับพวกมันนะ” ริโค่ กล่าว “แต่ในตอนนั้นผมก็อยากรู้มากเลย ว่าผมจะสามารถเชื่อใจเขาได้มั้ย เหตุผลที่ทำให้เขาเชี่ยวชาญและมีรสนิยมที่เด็ดขาดทางดนตรีก็เพราะเขามีจุดมุ่งหมายที่แน่วแน่ และเขาก็ไม่ใช่พวกที่เอาเปรียบคนอื่น เขาสามารถบอกได้เลยว่าใครที่จริงใจกับเขาและใครที่ไม่”

หลังจาก Future ย้ายเข้ามาอยู่กับ ริโค่ ได้ไม่นาน เขาก็เริ่มลงมือแต่งเพลงในทันที โดยเริ่มจากการแต่งท่อนฮุกให้เพลง Blueberry Yum Yum ของ ลูดาคริส ต่อมากับการตัดเพลงเอง และร่วมอัดอัลบั้มที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มศิลปิน Da Connect โดย ริโค่ ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนชื่อฉายาของ Future ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอนเพราะว่า “เขารู้สึกว่าเขาเท่เกินกว่าจะใช้ชื่อว่า Meathead” เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของรอยสัก “dungeon” (ชื่อสตูดิโอของ ริโค่) และ “family” ของ Future ซึ่งเขาก็ได้กล่าวถึงวิธีการทำดนตรีในสไตล์ของเขาว่า “ใช้ทุกสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำเพลง จะดีจะแย่หรืออะไรก็ช่าง อย่าไปกลัวการเป็นตัวของตัวเอง”

FUTURE04_900

ล่าสุด Future ก็ได้มีการจับมือร่วมงานกับเหล่าโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ไฟแรง อาทิเช่น Metro Boomin, Mike Will Made It, Zaytoven, DJ Spinz, 808 Mafia โดยการร่วมงานในครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวงการเพลงยุคใหม่ในเมืองแอตแลนต้า “ซาวนด์ดนตรีแบบ Future กำลังขยายตัวไปทั่วประเทศ” แอล.เอ. รีด คนเดิมกล่าว “แต่พวกเขาก็ยังคงยึดมั่นและซื่อสัตย์กับตัวตนของพวกเขา ซึ่งผมไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่สมัยแรกของวงการฮิปฮอป”

ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ขณะที่ Future เริ่มอัดเพลงสำหรับอัลบั้มใหม่ สิ่งที่เขารู้แต่แรกเลยคือ เขาต้องการทำมันออกมา 2 อัลบั้ม และจะปล่อยออกมาแบบทิ้งช่วงกันแค่ 1 สัปดาห์ โดยเขากล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจทำแบบนั้นก็เพราะว่า เป็นการเปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ซึมซับกับอัลบั้ม Future อย่างเต็มที่ ก่อนจะเข้าสู่อีกห้วงหนึ่งที่มีความลึกซึ้งและเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในอัลบั้ม HNDRXX ซึ่งในอัลบั้ม Future คือความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เพียวๆ อย่างเช่นในซิงเกิ้ลเปิดตัว Draco (ชื่อของอาวุธที่ใกล้เคียงกับ AK-47 แต่มีขนาดเล็กกว่า) ที่เขากล่าวว่า “เนื้อเพลง Draco มันมาจากชีวิตจริง ซึ่งการเอามันมาถ่ายทอดผ่านเพลงแล้วไม่ให้ดูรุนแรงจนเกินไป มันก็สามารถเข้าถึงคนได้มากขึ้น”

สำหรับในอัลบั้ม HNDRXX ตัวเขาเองก็ไม่ได้แคร์อะไรเท่าไรหากคนจะคิดว่า อัลบั้มดังกล่าวจะมาจากศิลปินคนอื่นที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง ก็เพราะว่ามีการพูดถึงเรื่องของความรัก ความโรแมนติกของเจ้าตัวเอง หลังจากช่วงตกต่ำของชีวิตที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน นอกจากนี้อัลบั้มดังกล่าวยังมาพร้อมกับ 2 ศิลปินเบอร์ใหญ่ที่มาร่วมงานด้วยอย่าง The Weekend และ ริแอนน่า แล้วบรรยากาศโดยรวมของอัลบั้มยังมีการพูดถึงอารมณ์และความรู้สึก รวมถึงเน้นที่ดนตรีมากขึ้น “เหมือนมันเป็นการเปิดเผยตัวตนและความรู้สึกของผมในขณะนั้นให้คนฟังได้รับรู้” Future กล่าว “มันคือการปล่อยวางและไม่ยึดติดกับอะไร สามารถที่จะพูดถึงมันได้อย่างเต็มที่ในเรื่องของความรัก ไม่ว่าคุณจะเจ็บปวดหรือมีความสุขกับความรักที่เกิดขึ้น”

ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่เมื่อฟังเพลงจากอัลบั้มดังกล่าวแล้วอดที่จะคิดถึงความสัมพันธ์ครั้งล่าสุดของเขากับ ซิเอรา ที่ปิดฉากลงไปเมื่อปี 2014 พร้อมกับการฟ้องร้องสุดอื้อฉาว โดยเฉพาะกับสิทธิการเลี้ยงดูลูกชายของพวกเขา ฟิวเจอร์ ซาเฮียร์ วิลเบิร์น ในวัย 2 ขวบ ที่สุดท้ายแล้วทั้งคู่ก็ยอมรับในข้อตกลงการเลี้ยงดูบุตรร่วมกัน แต่ในช่วงแรกลูกของพวกเขาจะอาศัยอยู่กับ ซิเอรา ก่อนเนื่องจาก Future นั้นมีตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่จะเริ่มต้นขึ้นเร็วๆ นี้ ในเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ Future ก็ได้เล่าออกมาอย่างหมดเปลือกที่มีครบทั้งความสุขและเจ็บปวด อย่างเช่นในซิงเกิ้ลเปิดตัวของอัลบั้มอย่าง My Collection ที่มีการกล่าวถึงอดีตคนรักแบบเจ็บๆ แสบๆ แต่เมื่อมาถึงเพลงปิดอัลบั้มอย่าง Sorry ก็มีการขอโทษถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้ใครต้องเจ็บปวด

กระนั้นก็ตาม Future ก็ยืนกรานว่าชีวิตของเขาตอนนี้ลงตัวแบบสุดๆ แล้ว “ผมรู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมีเหตุผลของมัน” เขากล่าว “ผมมีความสุขดีกับชีวิตในตอนนี้ ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ที่จบไปมันจะ….” เขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อว่า “ผมไม่ได้คิดที่จะยึดเหนี่ยวหรือลงหลักปักฐานกับอะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งในชีวิตตอนนี้ก็ตาม ผมรู้ว่าผมสามารถเป็นคนที่ดีกว่านี้ได้ และผมก็จะไม่ยอมแพ้ในตัวของผมเอง ดังนั้นถ้าคุณหรือใครก็ตามจะมาหมดหวังหรือยอมแพ้ในตัวผม ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดกับคุณแล้ว เพราะถ้าคุณยอมแพ้กับอะไรก็ตามที่มันเรียล มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เรียลสำหรับคุณแล้ว”

จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ก็ดูเหมือนว่า Future เองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการปรับตัวในความสัมพันธ์ของเขากับ ซิเอรา รวมไปถึงการบอกลาเหล่าสิ่งเสพติดทั้งหลายเพื่อเธอโดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ตาม Future ก็ได้แอบเผยว่าเหล่าผู้หญิงที่เขาเขียนถึงในอัลบั้ม HNDRXX ไม่ได้หมายถึง ซิเอรา ไปเสียทั้งหมด “สิ่งที่คนทั้งหลายอาจจะไม่รู้กัน คือที่จริงแล้วมีผู้หญิงในวงการระดับซูเปอร์สตาร์มากมายที่ผมแอบกินแบบเงียบๆ ไม่มีใครรู้” เขากล่าวพร้อมอมยิ้มและหัวเราะออกมา

FUTURE01_900

ถึงแม้ว่าการสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะเต็มไปด้วยคำพูดที่สามารถปลุกความฮึกเหิมและกำลังใจ ซึ่งในบางทีเจ้าตัว Future เองก็ใช้โทนเสียงในการตอบคำถามแบบจริงจังเอาเสียด้วย แต่ในชีวิตประจำวันแล้วเขาคนนี้นี่แหละตลกตัวพ่อ สิ่งที่สามารถเป็นตัวพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ก็มาจากช่วงเริ่มต้นของการสัมภาษณ์ที่ Future ถึงกับอดไม่ได้ที่จะกลั้นขำออกมาเมื่อรู้ว่า หนึ่งในทีมงานของเขาได้จองห้องในโรงแรมทรัมป์เอาไว้ “พวกเขาคิดอะไรอยู่ ถึงจะไปพักที่โรงแรมนั่น?” เขาถามพร้อมกลั้นขำ “ไอ้นี่กำลังจะไปพักที่โรงแรมทรัมป์!” เขาตะโกนปนเสียงหัวเราะ “มันบ้าหรือเปล่าเนี่ย”

เมื่อประเด็นดังกล่าวกลายเป็นสิ่งที่เขาหลุดหัวเราะออกมาอย่างหยุดไม่ได้ ซึ่งตัวเขาเองก็มองว่ามันเป็นเรื่องที่น่าขำมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อพูดถึงประเด็นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาก็กล่าวอย่างไร้เยื่อใยว่า “ผมไม่สนใจกับเรื่องพวกนั้นหรอกนะ คุณอยากรู้ว่าผมจะพูดอะไรถึงเรื่องนั้นน่ะเหรอ? แค่ชื่อผมก็ไม่อยากให้มีอยู่ในบทสัมภาษณ์ผมแล้ว” ก่อนจะทำท่าครุ่นคิดกับสิ่งที่เขาพูดไป “เพราะผมสนใจเรื่องอื่นอยู่น่ะสิ” เขากล่าวพลางลูบไล้โซ่เงินคอสตอมเมดจาก Chanel ที่อยู่บนคอของเขา “แหวนเพชร กำไลข้อมือ Cartier” ถ้าเกิดผู้อ่านสงสัยว่าสิ่งของทั้งหลายมีมูลค่าเท่าไหร่ รวมไปถึงนาฬิกาข้อมือสีทองจาก Patek Philippe งานนี้เราอาจจะต้องไปเสาะแสวงหากันเอาเอง “แค่เขียนว่า มันแพงมากก็พอ” เขากล่าว “ผมไม่อยากให้การสัมภาษณ์นี้ออกมาด้วยความรู้สึกว่า ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเขาอยากรู้ว่า ‘แพง’ คืออะไร พวกเขาก็ไปกูเกิ้ลกันได้เองแหละ ถ้าคุณพูดเรื่องตัวเลขกับพวกคนผิวสีนะ พวกเขาจะลนทันทีแล้วก็อาจจะยอมแพ้ไปเลย” เขากล่าวพร้อมกับเริ่มหัวเราะอีกครั้ง “หรือไม่ก็อาจจะฆ่าตัวตายไปเลย” เขากล่าวพร้อมระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

2-3 วันหลังจากการสัมภาษณ์ Future ก็ได้เดินทางไปตามที่ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไมอามี่, ลอสแอนเจลิส, ลอนดอน และนิวยอร์ก กับปาร์ตี้ที่เขาเป็นโฮสต์ร่วมกับแบรนด์ Reebok ณ ป๊อป-อัพ สโตร์ของแบรนด์ ซึ่งตามกำหนดการ ปาร์ตี้จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 1 ทุ่มตรง แต่กลับไร้เงาของ Future ที่งาน จนกระทั่ง 3 ชั่วโมงผ่านไป กับการที่ผู้มาร่วมงานเริ่มถอดใจและเตรียมเท กลับกลายเป็นว่าทุกแสงแฟลชจากกล้องและโทรศัพท์มือถือต่างมุ่งไปที่ทางเข้าพร้อมการปรากฏตัวของแร็ปเพอร์คนดัง ก่อนที่เขาจะรีบกระโจนใส่โซนวีไอพี พร้อมกระดกแชมเปญจากขวดในทันที หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ไปปรากฏตัวอีกที ณ บูธดีเจ พร้อมกับเสียงฮือฮาจากผู้มาร่วมงานที่พร้อมจะปาร์ตี้แบบสุดเหวี่ยง Future เองก็ไม่รอช้ารับกล่าวคำทักทายแบบสั้นๆ ก่อนจะวิ่งลงจากเวทีและตรงดิ่งไปที่ทางออก พร้อมกระโจนตัวเข้าสู่เบาะหลังรถยนต์ SUV สีดำคันโต และขับออกไปในทันที

 

Story by: Jonathan Ringen
Photos by: Meredith Jenks
Translated by: Aekkachai S.