cover_443

 

สำหรับเด็กเจนเอ็กซ์ที่เติบโตมากับรายการวิทยุ Radio Active ของป้าแต๋ว-วาสนา วีระชาติพลี มีแหล่งสถิตย์คือร้านทาวเวอร์เร็คคอร์ดส์และมิวสิควัน ทันดูคอนเสิร์ตของ Manic Street Preachers, Suede, Blur, Smashing Pumpkins, Sonic Youth (ราคาบัตรแค่ 800 บาทเท่านั้น) ได้เห็นเดวิด เบคแฮมสมัยยังเป็นนักเตะดาวรุ่งร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมาเตะบอลที่สนามรัชมังคลากีฬาสถาน (เพิ่งเปิดใหม่ๆ) ป๊อด-ธนชัย อุชชิน (ร้องนำ), เมธี-เมธี น้อยจินดา (กีตาร์) และโป้ง-ปวิณ สุวรรณชีพ (กลอง) คือหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย พวกเขาคือวงดนตรีไทยวงแรกที่สวมเสื้อยืดตัวเล็กเอวลอยขึ้นเวทีไปกระโดดโลดเต้นในลีลาที่เราไม่เคยเห็นวงไทยวงไหนทำมาก่อน กับเสียงเพลงที่เอะอะโหวกเหวกอย่างไม่เคยได้ยินมาก่อนเช่นกัน

22 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก หลายวงผ่านมาแล้วหายไป หลายวงยังอยู่แบบเงียบๆ เฉพาะกลุ่ม แต่ Moderndog ยังคงมีที่ทางที่ชัดเจนและโดดเด่นในวงการเสมอ การกลับมาพร้อมอัลบั้มลำดับ 6 ในชื่อเรียบง่ายแต่แฝงความเก๋ผสมน่ารัก ป๊อด โป้ง เมธี (หลังทิ้งช่วงจากอัลบั้มที่ 5 ทิงนองนอย กว่า 8 ปี) และคอนเสิร์ตใหญ่ ย้ำ ว่าใหญ่จริงๆ เป็นคอนเสิร์ตสเกลใหญ่ที่สุดเท่าที่ Moderndog เคยเล่นมา เพื่อฉลองครบรอบ 22 ปีที่กำลังจะเกิดขึ้นที่อิมแพคอารีน่าคือการยืนยันความเป็น ‘ของจริง’ ของพวกเขา

แทนที่จะถาม Moderndog ว่าทำไมจึงยังออกอัลบั้มเต็มในยุคสมัยนี้ที่วัฒนธรรมการขายและเสพเพลงของเจนใหม่เน้นไปที่การฟังเป็นเพลงๆ ไป ฉันสงสัยมากกว่าว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงใช้เวลาถึง 2 ปีในการค่อยๆ ทยอยปล่อย 6 เพลง ก่อนจะรวมเป็น 10 เพลงในอัลบั้มใหม่นี้

“อยากทดลองวิธีการใหม่ ซึ่งได้จากการสังเกตพฤติกรรมของเจนนี้ จากวงรุ่นหลังๆ ที่เขาออกงานเป็นเพลงๆ คนที่ทำงานเป็นอัลบั้มอย่างเรามาตลอดมีความสงสัยว่าเอ๊ะ ออกทีละเพลงมันจะเป็นยังไงนะ ก็เลยลองดู” ป๊อดเล่าพร้อมเสียงหัวเราะแบบที่ทำให้ฉันนึกถึงครั้งแรกที่ได้คุยกับเขา—นานมากแล้ว—และเจ้าตัวก็คงลืมไปแล้ว แต่ฉันไม่ลืมเพราะตอนนั้นเขาก็เป็นแบบนี้ และมันดีที่ได้พบว่าคนบางคนยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าเขาจะเป็นศิลปินที่ดังสุดๆ ระดับไอคอนของยุคสมัยแล้วนั่งคุยกับนักข่าวธรรมดาๆ คนหนึ่ง หรือในวันที่เขากลายเป็นสิ่งใกล้เคียงกับคำว่าตำนานแล้วนั่งคุยกับนักข่าวธรรมดาๆ (เหมือนเดิม) คนหนึ่ง

“มันก็สบายดี ไม่มีความกดดัน รอฟีดแบ็คแต่ละเพลงได้เรื่อยๆ” โป้งเสริม

“อีกอย่างคือเรายังเป็นวงอินดี้กันอยู่นะ ยังต้องทำทุกอย่างเอง เอ็มวีโป้งก็ทำเองตัดต่อเอง เลยใช้เวลานานหน่อย เหมาะเลยกับการพร้อมเมื่อไหร่ค่อยออก” เมธีรับช่วงต่อ สามคนประสานเสียงหัวเราะจนห้องแต่งตัวเล็กๆ ครึกครื้นขึ้นทันตา

02_350
01_136
capture_080

 

สำหรับการปล่อยเพลง พวกเขาอาจจะลองแนวทางใหม่ ค่อยเป็นค่อยไป แต่ในส่วนของการทำงาน เชื่อหรือไม่ว่า Moderndog ทำอัลบั้มชุดที่ 6 นี้ภายในเวลาเพียงแค่ 21 วันเท่านั้น! โดยทั้งสามร่วมงานกับ โทนี่ ดูแกน โปรดิวเซอร์ชาวสก็อต ที่เคยทำงานด้วยกันในอัลบั้ม แดดส่อง และบินไปเข้าห้องอัดไกลถึงทาร์บอกซ์โร้ด สตูดิโอบ้านไม้กลางป่าที่สหรัฐอเมริกา เป็นห้องอัดที่วงอย่าง Tame Impala, Keane, OK Go, The Flaming Lips ใช้บริการเป็นประจำ

“ตั้งใจจะไปทำงานไกลถึงขั้นนั้นไหม ก็ไม่ใช่” ป๊อดตอบกลั้วหัวเราะเหมือนเคย “ตอนทำอัลบั้ม แดดส่อง อัดกันที่ห้องอัดของเบเกอรี่ แต่ตอนนี้ห้องอัดไม่อยู่แล้ว คุณโทนี่เลยแนะนำที่นี่ แต่ปัญหาคือมันจะว่างแค่ 3 สัปดาห์ แค่ 21 วันเท่านั้น เราก็เอาก็เอาสิ บันทึกเสียง 10 วัน มิกซ์ 10 วัน พัก 1 วัน เสร็จตามกำหนดเป๊ะ!”

ว่าระยะเวลาในการทำน้อยแล้ว เวลาในการเตรียมตัวก่อนเข้าห้องอัดก็ไม่ได้มากกว่ากันเท่าไร พวกเขารู้ตัวว่าต้องบินไปเข้าห้องอัดแค่ 1 เดือนก่อนหน้า ความโกลาหลจึงบังเกิด เพราะต้องเก็บเล็กผสมน้อยชิ้นส่วนเพลงที่ก็ ‘พอมีบ้าง’ มารวบรวมให้เป็น 10 เพลงให้ได้ก่อนบินไปอเมริกา ทำงานกันอย่างเร่งรีบจนถึงวันสุดท้ายก่อนบิน นั่นคือที่มาของเพลง เชียร์ ที่ทางวงชวนตุล (ตุล ไวฑูรเกียรติ วง Apartment Khunpa) มาช่วยเขียนเนื้อร้องให้ ตุลเดินทางจากต่างจังหวัดมาถึงห้องซ้อมตอนหกโมงเย็น เขียนเนื้อเพลงเสร็จเรียบร้อยได้ชื่อเพลงว่า กุหลาบบนทางเท้า ก่อน ใหม่ (ภู่กัน สันสุริยะ วง Apartment Khunpa) ที่มาเล่นเบสให้จะกระซิบว่ามันยังฟังไม่ใช่เพลงของ Moderndog คิดไปคิดมาป๊อดเลยตัดสินใจแต่งเนื้อเพลงใหม่

“เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมแต่งเพลงบนเครื่องบิน” เขาหัวเราะ “เพราะรู้ว่าไปถึงแล้วต้องอัดเลย คำร้องยังไม่มี ไม่อยากไปลนหน้าห้องอัด ต่อเครื่องบิน 3 ต่อ มีเวลาบนเครื่องบิน 27 ชั่วโมง มันก็พอที่จะคั้นเนื้อออกมาให้เสร็จ และก็ได้ออกมาเป็นเพลง เชียร์

การทำงานในห้องอัดก็ใช่จะราบรื่น ความแตกต่างของความคิด มุมมอง ทัศนะ รวมถึงความรักชอบระหว่างคนไทยทั้งสามกับโปรดิวเซอร์ฝรั่งคัดง้างกันจนป๊อดบอกว่า 21 วันที่อยู่ด้วยนั้น ถ้าเอามีดมาแทงกันได้ก็แทงกันไปแล้ว!

โอน้อยออก ซิงเกิ้ลแรกนี่แหละ เป็นเพลงแรกด้วยที่อัดเสียงกัน เถียงกับโทนี่นานมาก เพราะเราใช้ไมเนอร์ติดกัน 3 คอร์ด เขาบอกเขารับไม่ได้ มันผิดหลักการดนตรี แต่เรายืนยันว่าเราชอบ สุดท้ายเขายอมแต่บอกว่าจะกลับไปเล่าให้คนในประเทศฟังว่ามีวงดนตรีไทยที่มันทำคอร์ดแบบนี้ด้วย” เมธีเล่าด้วยเสียงเบาๆ นุ่มนิ่มตามสไตล์

“ตั้งแต่เริ่มทำเพลง เราก็ไม่ได้ทำตามทฤษฎีหรือความถูกผิดอยู่แล้ว ทำตามความรู้สึก อาจจะผิดทำนองคลองธรรมนะ แต่ถ้ามันใช่ก็คือใช่” ป๊อดเสริม “บอกเลยว่าอัลบั้มนี้งัดข้อกันเยอะมาก ถึงขั้นโทนี่พูดว่าจะไม่ลงชื่อตัวเองในงาน (หัวเราะ) อย่างในเพลง ดาวนำทาง เป็นการผนวกกันระหว่างเพลงที่ผมเขียนกับเปียโน กับที่เมธีก็เขียนเปียโนสวยงาม มันแม็ทช์กันได้พอดี แต่โทนี่บอกว่าไม่เอาท่อนที่เมธีแต่ง เพราะมันฟังเป็นเพลงงานแต่งงานมาก ผมก็แบบ… เอ๊า แล้วเพลงงานแต่งมันผิดตรงไหนวะ!”

“อย่าง สกาล่า ก็เป็นเพลงสนุกสนานที่เต้นรำได้ นานๆ เราจะมีจังหวะแบบนี้โผล่มาซักที อุตส่าห์ทำจังหวะแบบสามารถโยกซ้ายขวาโฟลว์ๆ ไป แต่พอเข้าห้องอัด โทนี่ดันพยายามทำลายความโยกโฟลว์ๆ ทะเลาะกันหนักเลย”

ฟังเหมือนจะร้ายแรง แต่ทั้งสามบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน ที่ต้องมีความขัดแย้งและถกเถียง ลำพังตัวพวกเขาเอง ทำงานร่วมกันมา 2 ทศวรรษก็ยังเถียงกันอยู่บ่อยๆ นับประสาอะไรกับฝรั่งที่ทั้งทัศนะและวัฒนธรรมแตกต่างกัน หากถึงที่สุดแล้ว พวกเขาก็ยังคงใช้ความรู้สึกและหัวใจเป็นเกณฑ์ในการหาข้อสรุป… เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดในความรู้สึก เหมือนที่ทำมาตลอด

“ไม่ว่าจะเมื่อตอนโน้นหรือตอนนี้ เราก็ยังคงตั้งใจทำดีที่สุดเหมือนตอนที่เราประกวด เวลารวมกัน 3 คนทีไร ก็ยังได้อารมณ์นั้น อารมณ์เหมือนตอนจะขึ้นเวทีประกวดที่ใต้ถุนตึกหอพักจุฬาฯ เป็นอารมณ์ก่อนเผชิญหน้า ซึ่งจริงๆ แล้วเผชิญมาเยอะนะ ฝ่าฟันมาเยอะมาก” ป๊อดยืนยันพร้อมเสียงหัวเราะประสานของทั้งสาม

07_884
06_832
08_968c

 

หากมีสิ่งที่ไม่ว่าเมื่อไรก็เหมือนเดิม ก็ย่อมมีสิ่งที่แตกต่าง และความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของ Moderndog บนเส้นทางดนตรี 22 ปีคืออีโก้ส่วนตัวที่ลดลง ผสมผสานตัวตนของแต่ละคนลงไปมากขึ้น กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวยิ่งขึ้นของทั้งป๊อด โป้ง เมธี และแน่นอน—ความเติบโตในงานของพวกเขา ที่ป๊อดบอกว่าเปรียบเสมือนการบันทึกช่วงเวลาของชีวิต เป็นเหมือนไดอารี่ของแต่ละช่วงเวลา

“22 ปี 6 อัลบั้ม ไม่เหมือนกันเลย บุษบา คือเด็กอายุ 21-22 มีมุมมองต่อโลก มีการแสดงออกต่อโลกแบบหนึ่ง คาเฟ่ เป็นช่วงผ่านเบญจเพส เจอแรงกดดันบางอย่าง ทำให้ตัวงานมีอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่าง ตัวเราในฐานะคนแต่งเพลงก็ดีใจที่เลือกจะบันทึกความเป็นตัวตนเหล่านั้นลงในแต่ละช่วง เก็บเป็นไดอารี่บันทึกชีวิต”

22 ปีกับ 6 อัลบั้ม อาจจะเรียกได้ว่าน้อยเกินไป ข้อนี้พวกเขาก็เห็นด้วย พร้อมข้อแก้ต่างว่าเพราะ Moderndog ทำงานกันเองหมด งบก็น้อย บุคลากรไม่มาก ประกอบกับขึ้นเวทีเล่นงานโน้นนี้อยู่บ่อยๆ จนบางทีก็ลืมไปว่าไม่ได้ออกอัลบั้มมานานแล้ว

“เหตุหนึ่งที่ต้องทำอัลบั้มแล้ว คือวันหนึ่งผมเดินอยู่ทองหล่อ ผ่านพี่วินไปนิดหนึ่ง มีเสียงตะโกนว่า “ป๊อด ออกชุดใหม่ได้แล้ว” จุกนะ ซึ้งใจว่าเขารอเรา แล้วเป็นเหมือนการเตือนเราด้วยว่าเป็นภารกิจที่ต้องทำเพลงออกมา อย่างสองวันที่แล้วออกจากบ้านตอน 4-5 ทุ่ม ซ้อนวินไป พี่เขาหันมาถามว่าเมื่อไหร่จะออกชุดใหม่ ผมก็บอกเพิ่งออกเมื่อวันอังคารนะครับ แต่ไม่รู้พี่จะซื้อยังไง ออกแค่ 300 แผ่น ถือว่าน้อย หาซื้อยากอยู่” ภาพลักษณ์ของป๊อด Moderndog ในสายตาคนส่วนใหญ่เป็นอย่างไรฉันก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าหลายคนคงคิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นคนอารมณ์ดี เล่าไปหยอดมุขไป หัวเราะไปเกือบตลอดเวลาแบบนี้

cover-2_767cover

 

สำหรับวงอื่น แก้ปัญหาอย่างไรไม่อาจทราบได้ แต่ Moderndog เจรจาหาทางออกแบบอะลุ้มอล่วย จบด้วยการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ไหนๆ ก็ใช้บีทีเอสเป็นสถานที่ถ่ายทำแล้ว ก็ขอให้บีทีเอสช่วยเปิดเอ็มวีเพลงนี้ที่สถานีเสียเลย ผลคือทางบีทีเอสเปิดเอ็มวีเพลง ทบทวน อยู่กว่า 3 เดือน

“แต่ไม่แนะนำให้ใครเลียนแบบนะ ผลอาจออกมาไม่เป็นแบบนี้!” ทั้งสามเล่าพลางหัวเราะ “มันมีเรื่องละเมิดสิทธิอะไรด้วย สำหรับคนในรถที่เราถ่ายติดมา ก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ”

คงไม่มีความจำเป็นต้องถามว่าพวกเขาจะยังคงทำเพลงต่อไปหรือไม่ การได้นั่งพูดคุยกันทำให้ฉันรับรู้และสัมผัสได้ชัดเจนถึงดนตรีที่ไหลเวียนอยู่ภายในเส้นเลือด ข้อสุดท้ายที่ยังคงสงสัยคือท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและวัฒนธรรมการฟังเพลงเสพดนตรี พวกเขามีความคิดความเห็นหรือมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง

“ทุกอย่างมีรอบของมัน แล้วมันก็จะวนกลับมา” เมธียืนยัน “ตั้งแต่ยุคไวนิล เข้าสู่ยุคเทป ซีดี ดาวน์โหลด ตอนนี้ไวนิลกลับมาฮิต หรืออย่างวงรุ่นน้องๆ ที่ออกเพลงเป็นซิงเกิ้ล ไม่ทำอัลบั้ม แต่ล่าสุดแสตมป์ก็ทำอัลบั้มเต็ม เพราะเขาได้รถใหม่ ขับรถไปเที่ยว ฟังอัลบั้มแล้วรู้สึกว่าขับรถเพลินกว่าการฟังเป็นเพลง เขาเลยออกอัลบั้ม ส่วนเราก็… ยังไงวะเนี่ย อุตส่าห์ออกซิงเกิ้ลตามพวกมัน! เป็นเรื่องของการปรับตัวครับ ชีวิตมันก็เปลี่ยนไปตามเวลา จริงๆ ตัวเราเองก็เปลี่ยน วันนี้อยากกินอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้อยากอีกอย่าง ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ”

“แต่อย่างหนึ่งที่เราเชื่อคือการทำอัลบั้ม มันมีความโฟลว์ มีความต่อเนื่องที่เป็นคนละเรื่องกับการออกงานเป็นเพลงๆ ในแง่คนทำ อัลบั้มก็เหมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่มีเส้นเรื่อง มีเปิดหัว มีเข้าท่อนเล่าเรื่อง ช่วงดร็อป ช่วงพีค หักมุม อัลบั้ม 1 อัลบั้มทำงานตรงนี้ได้ ฟังแล้วมันสมูธ” ป๊อดย้ำ “ในหน้าที่ของศิลปิน เราก็มีหน้าที่สร้างสรรค์งานในทัศนะของเราออกไป เป็นการสะท้อนสิ่งที่เรารู้สึก ไม่ว่าสถานการณ์ข้างนอกจะเป็นยังไง เราก็ยังต้องทำหน้าที่นี้ ต้องโฟกัสที่ตัวเอง สิ่งสำคัญคือคอยรู้ตัว รู้จักบาลานซ์ มีการเติมแรงบันดาลใจ มีช่วงพักให้เวลาตัวเอง พูดง่ายๆ คือผสมผสานสร้างสมดุลของไลฟ์สไตล์กับงานให้พอดี”

“การเปลี่ยนแปลงไม่ได้แย่เสมอไป จริงๆ แล้วเราเองด้วยซ้ำที่ขี้เบื่อ เบื่อการทำเรื่องเดิม พอทำอะไรซ้ำๆ จนเริ่มมีแพทเทิร์น คาดเดาการทำงานได้ รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง เราก็จะหยุด หาแนวทางใหม่” โป้งสรุปอย่างชัดเจนและเที่ยงตรง

“สำหรับผม ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดีนะ”

 

 

 

Story by: Srivigar S.
Photos by: กรกฤช  เจียรพินิจนันท์
Stylist: ณภัทร สุทธิธน