01

“ก้าวออกมาจากอัลบั้ม Hybrid Theory กันได้แล้ว!”

คำกล่าวจากปาก เชสเตอร์ เบนนิงตัน ฟร้อนต์แมนแห่งวง Linkin Park ที่มอบให้เหล่าสาวกเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อเป็นการตอบโต้กระแสดราม่าขนาดมหึมาที่มีต่อสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 7 ของพวกเขาอย่าง One More Light เนื่องด้วยซิงเกิ้ลที่ปล่อยประเดิมออกมาก่อนที่อัลบั้มจะวางแผงทั้ง Heavy, Battle Symphony หรือแม้แต่ Good Goodbye นั้นไร้ซึ่งอณูแห่งดนตรีร็อค มีเพียงส่วนผสมของเมโลดี้ป๊อปจ๋าๆ กับซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ร่วมสมัย สร้างความตกใจให้กับแฟนเพลงทั่วโลก อีกทั้งเมื่อได้ฟังครบทั้ง 10 แทร็คก็ยิ่งเด่นชัดว่า พวกเขาได้เดินทางสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยสุ้มเสียงแห่งอิเล็กโทรป๊อปอย่างเต็มตัว แล้วนี่คือการตัดสินใจที่ถูกหรือผิดของ Linkin Park กันล่ะ?

 

17 ปีที่แล้ว 6 สมาชิกแห่ง Linkin Park ที่ประกอบไปด้วย เชสเตอร์ เบนนิงตัน (ร้องนำ), ไมค์ ชิโนดะ (ร้องนำ, กีตาร์, ซินธิไซเซอร์, คีย์บอร์ด, เปียโน), แบรด เดลสัน (กีตาร์), เดฟ ฟาร์เรลล์ (เบส), โจ ฮาห์น (เทิร์นเทเบิ้ลลิสต์) และ ร็อบ บอร์ดอน (กลอง) นำพาอัลบั้ม Hybrid Theory สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก กับดนตรีนูเมทัลที่ผสมผสานทั้งการร้องเมโลดี้หลัก ท่อนแร็พ และการแผดเสียงคำรามสะใจสะอารมณ์ ยิ่งเมื่ออัลบั้มถัดมาอย่าง Meteora ปล่อยออกมาในปี 2003 ก็ตอกย้ำความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ให้พวกเขาอีกครั้ง แม้ว่า Minutes to Midnight (2007), A Thousand Suns (2010), Living Things (2012) และ The Hunting Party (2014) จะไม่สามารถครองความนิยมได้เทียบเท่ากับ 2 อัลบั้มแรก แต่พวกเขาก็กลายเป็นขวัญใจคอร็อคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดวงหนึ่งของโลกด้วยยอดขายอัลบั้มกว่า 70 ล้านชุดทั่วโลก เป็นเจ้าของ 2 รางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส รวมถึงบรรดาเพลงฮิตที่เพียงแค่อินโทรขึ้นก็ร้องตามกันกระหึ่มไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม อาทิ In the End, One Step Closer, Somewhere I Belong เป็นต้น

03

การที่ Linkin Park เปิดตัวอัลบั้ม One More Light ด้วยซิงเกิ้ล Heavy ที่ได้ศิลปินสาวสุดป๊อปอย่าง Kiiara มาร่วมแจม แถมยังออกมาให้สัมภาษณ์อีกว่า ซาวนด์ที่ทุกคนได้ยินคือแก่นหลักในอัลบั้มชุดล่าสุด ก็ยิ่งทำให้กระแสต่อต้านจากเหล่าแฟนเดนตายที่ติดตามความมันมาตั้งแต่อัลบั้มแรกยิ่งลุกลาม ไม่มีการแผดเสียงจากเชสเตอร์ เสียงกีตาร์แตกๆ จากแบรดจางหายไป หรือแม้แต่ไลน์กลองอันหนักแน่นของร็อบก็ไม่มีมาให้ได้ยิน ถึงขนาดที่หลายคนมองว่าท่อนร้องของ Kiiara นั้นแย่งซีน 6 หนุ่มเสียด้วยซ้ำ แม้ว่าเราจะยอมรับตรงๆ ว่า Heavy คือเพลงที่มีความไพเราะมากที่สุดเพลงหนึ่งเท่าที่ Linkin Park เคยทำมา แต่คำถามที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานั้นอย่างฉับพลันก็คือ… หรือพวกเขาจะกลายเป็นวงป๊อปร่วมสมัยเฉกเช่นวงดนตรีอีกหลายวงที่ยอมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยกันแน่

ยิ่งเมื่อซิงเกิ้ลถัดมาอย่าง Battle Symphony ยิ่งแล้วใหญ่ นี่คือเพลงป๊อปกลิ่นอายอิเล็กทรอนิกส์ที่เรานึกว่าเป็นเพลงช้าของ The Chainsmokers ด้วยซ้ำไป เชสเตอร์หันมาร้องเมโลดี้ซึ่งมีทั้งคีย์ที่ขึ้นสูงและลงต่ำ บีตกลางๆ พอโยกได้ที่น่าจะเป็นการเปิดอุ่นเครื่องก่อนงานปาร์ตี้ของจริงจะเริ่มต้น บอกตามตรงว่าครั้งแรกที่ได้ฟังเรากดปิดมันก่อนที่เพลงจะจบ เราสัมผัสได้ถึงตัวตนของ Linkin Park ในบางวรรคบางตอนของเพลง Heavy แต่สำหรับ Battle Symphony เราเดินทางไปไม่ถึงจุดๆ นั้น หรือแม้กระทั่งเมื่อได้กลับมาฟังทั้งอัลบั้มแบบเรียงเพลง ในหลายๆ ครั้งเราก็กดข้ามแทร็คนี้ไปอย่างไม่ใยดี (อาจเป็นอาฟเตอร์ช็อคอันรุนแรงต่อเนื่องจากซิงเกิ้ลแรกก็เป็นได้) ต่างจาก Good Goodbye ที่พวกเขาปล่อยเป็นลำดับต่อมาที่ได้ 2 แร็ปเพอร์อย่าง Pusha T และ Stormzy มาฟีทเจอริ่งซึ่งทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้างจากการได้ฟัง ไมค์ ชิโนดะ กลับมาแร็พในภาพที่เราคุ้นเคยร่วมกับแร็พเปอร์รุ่นใหม่ที่มาแรงสุดๆ แน่นอนว่าแทร็คนี้ไม่ได้ผสมผสานการแร็พกับริฟฟ์กีตาร์อันหนักหน่วงแบบในยุคแรก แต่นี่คือเพลงฮิปฮอปร่วมสมัยที่ฟังเพลินไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับอีก 7 แทร็คที่เหลือ Linkin Park ได้ทำการปล่อยลงเว็บไซต์ยูทูปให้แฟนเพลงได้ฟังกันทั้งหมดเรียบร้อยแบบไม่กลัวว่าอัลบั้มจะขายไม่ได้ (ซึ่งในความเป็นจริงอัลบั้ม One More Light ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ด 200 ด้วยยอดขายกว่า 1 แสนก๊อปปี้อย่างสง่างาม) เริ่มต้นด้วยแทร็คแรกสุดของอัลบั้มอย่าง Nobody Can Save Me ซึ่งขึ้นอินโทรมาด้วยเสียงร้องผสมเสียงสังเคราะห์ ก่อนเข้าสู่บีตเนิบๆ ในเวิร์สแรก มีการเพิ่มไลน์กลองลงไปเสริมจังหวะจะโคนท่ามกลางซินธิไซเซอร์ที่ลอยตลบอบอวลอยู่ทั้งเพลง แถมโยกตามในท่อนฮุกได้สบายๆ Talking to Myself อีกหนึ่งเพลงโปรดของผู้เขียนในอัลบั้มนี้ ซึ่งน่าจะเป็นเพลงเดียวที่เราได้ยินลีดกีตาร์ที่เป็นชิ้นเป็นอันจากแบรด การหวดสแนร์ย้ำๆ ของร็อบในท่อนฮุกให้อารมณ์ความเป็นร็อคอยู่ไม่น้อย แถมเชสเตอร์ยังแอบใส่เสียงแผดๆ แบบที่เราคุ้นหูลงไปนิดๆ หน่อยๆ อีกต่างหาก นับเป็นเพลงที่เสียงสังเคราะห์มีบทบาทค่อนข้างน้อยทีเดียว

กลับเข้าสู่โหมดป๊อปอีกครั้งกับ Invisible ที่ร้องตามกันได้ไม่ยาก และซินธิไซเซอร์ก็กลับมาโดดเด่นแบบเต็มอัตราศึกอีกครั้ง ไม่ต่างจาก Sorry for Now ที่ให้อารมณ์ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปร่วมสมัยอย่างที่เราได้ฟังกันตามคลื่นวิทยุเพลงสากลบ้านเรา ยิ่งท่อนร้องในก่อนฮุกสุดท้ายที่เป็นกึ่งแร็พกึ่งร้องนี่นึกว่าบอยแบนด์มาเอง ไฮไลต์เด็ดคงต้องยกให้เสียงซินธ์จี๊ดๆ ในช่วงแรกและท่อนเอาต์โทรที่สร้างสีสันได้มาก รวมถึงไลน์กีตาร์ซึ่งสอดแทรกมาเป็นระยะที่น่าสนใจทีเดียว

Halfway Right มาพร้อมบีตมีเดียมหน่วงๆ สอดประสานไปกับเมโลดี้ร้องของเชสเตอร์ นำพาสู่ท่อนฮุกที่เพิ่มไลน์กลองเข้ามาคุมกรู๊ฟ กับการก้าวเข้ามามีบทบาทของคีย์บอร์ดอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งช่วงท้ายเพลงยังมีไลน์คอรัส ‘นา นา นา’ ที่น่าจะเล่นกับผู้ชมยามพวกเขาขึ้นเวทีคอนเสิร์ตได้อีกด้วย ในขณะที่ไตเติ้ลแทร็คอย่าง One More Light เป็นอีกเพลงแนะนำที่เราอยากให้คุณฟัง บรรยากาศของเพลงเต็มไปด้วยความหวัง แสงสว่างค่อยๆ เรืองรองขึ้นเบื้องหน้า กับเสียงกีตาร์ของแบรดที่เหงาใช้ได้ คลอเคล้ากับเสียงสังเคราะห์ต่างๆ เป็นเพลงบัลลาดช้าๆ ที่เชสเตอร์ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีทีเดียว ปิดท้ายด้วย Sharp Edges ที่กีตาร์อะคูสติกเป็นพระเอก ให้อารมณ์ดนตรีโฟล์คอย่างที่เราไม่เคยได้ยินเพลงจาก LP มาก่อน

หากว่าเราตัดภาพนูเมทัลอันติดตาที่มีต่อ Linkin Park ออกไป อัลบั้ม One More Light ถือเป็นอัลบั้มอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปที่ดีและฟังเพลินไม่น้อย แน่นอนว่าเสียงสังเคราะห์ต่างๆ คือตัวละครเอกที่พาองค์ประกอบต่างๆ ดำเนินไปสู่จุดสุดท้ายแห่งเรื่องราว ไมค์ ชิโนดะ และ โจ ฮาห์น ทำหน้าที่ของตนเองได้ตามมาตรฐาน และหากฟังให้ดี (รวมถึงตัดอคติออกไป) แบรด ได้สร้างสรรค์ไลน์กีตาร์ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ค่อนข้างลงตัวกับแต่ละบทเพลงทีเดียว อาจไม่ดุดัน ไม่โดดเด่น แต่ถือเป็นรสชาติใหม่ที่น่าสนใจไม่น้อย ในขณะที่บทบาทของ ร็อบ มือกลอง และ เดฟ ในตำแหน่งมือเบสอาจไม่เด่นชัดนัก ทว่าถ้าขาดการควบคุมจังหวะจาก 2 คนนี้ไปก็อาจทำให้อัลบั้มฟังดูไม่ลื่นไหลเท่านี้ก็เป็นได้

แต่หากมองในมุมของสาวกเดนตายที่ตาม Linkin Park มาตั้งแต่ปี 2000 แน่นอนว่าอาการช็อคน่าจะเกิดขึ้นกันถ้วนหน้า ไม่ต่างจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนอัลบั้ม A Thousand Suns และ Living Things ที่พวกเขาเลือกที่จะฉีกไปสู่การทดลองครั้งใหม่ถูกปล่อยออกมา เพียงแต่ว่า One More Light มีแนวทางของดนตรีป๊อปที่ชัดเจนเอามากๆ หลายคนอาจมองว่า วงดนตรีมักมาคู่กับความเปลี่ยนแปลง พัฒนาการคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำวงดนตรีสักวงไม่ใช่หรือ ซึ่งการที่ Linkin Park เปลี่ยนสไตล์ดนตรีของพวกเขาไม่ใช่เรื่องผิด แฟนเพลงจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบอัลบั้มชุดนี้ ทว่าการที่ซาวนด์อิเล็กโทรป๊อปร่วมสมัยที่เราได้ยินจากทั้ง 10 แทร็คในอัลบั้มกลับไม่ได้แตกต่างไปจากศิลปินป๊อปทั่วไปในวงการ แม้ว่าในรายละเอียดยิบย่อย พวกเขายังใส่ชั้นเชิงในการสร้างสรรค์ซาวนด์ออกมาอย่างถี่ยิบ แต่เมื่อฟังโดยรวม Linkin Park กลายเป็นวงป๊อปดาษดื่นที่เราสามารถหาฟังได้จากบริการสตรีมมิ่งทั่วไป ประเด็นนี้ต่างหากที่เราค่อนข้างผิดหวังจากอัลบั้มชุดนี้ และไม่อาจทราบได้เลยว่า พวกเขาตัดสินใจผิดหรือไม่กับความมั่นใจที่ส่งต่อไปยังทุกแทร็ค และยืดอกภูมิใจนำเสนออัลบั้ม One More Light อย่างที่ใจพวกเขาต้องการ

 

เรียกได้ว่าคงจะต้องขึ้นอยู่การเปิดใจของเหล่าแฟนเพลงแล้วล่ะ ว่าจะยอมรับเส้นทางใหม่ของ Linkin Park กันหรือไม่ แต่ถ้าหากพวกเขาสามารถค้นหาแนวทางป๊อปที่แสดงออกตัวตนของพวกเขาได้ชัดเจนกว่านี้ กระแสดราม่าต่างๆ นานาอาจจะไม่เกิดขึ้นดังเช่นที่เป็นอยู่

02

Story by: Chanon B.
Photos by: Warner Music Thailand