02_900

นับจากปีที่แล้วที่ ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ ปล่อยซิงเกิ้ล อย่ามาให้เห็น ซึ่งถือเป็นการกลับมาร้องเพลงภาษาไทยอย่างเต็มตัวอีกครั้ง หลังจากในช่วงระหว่างปี 2001-2006 เขาเคยออกผลงานเพลงไทยกับวง สิบล้อ ในฐานะนักร้องนำ ก่อนจะบุกตลาดเพลงสากลกับอีก 2 อัลบั้มอย่าง Old Tyme Religion ในปี 2011 และ Deep in the Long Grass ในอีก 3 ปีให้หลัง ซึ่งการหวนคืนสู่วงการเพลงไทยของ ฮิวโก้ คราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทยอยปล่อยซิงเกิ้ลออกมา แต่กลับกลายเป็นอัลบั้มเต็มจำนวน 10 แทร็คสุดละเมียดที่หลายคนยกให้เป็นอัลบั้มแห่งปีทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านพ้นปี 2017 ไปไม่กี่เดือน และ ดำสนิท ก็คือชื่อของอัลบั้มดังกล่าวนั่นเอง

 

“โดยทั่วไปภาพลักษณ์ของสีดำมันไม่ค่อยดีใช่ไหม บ้างก็ว่าเป็นสีที่น่ากลัว อำมหิต โหดร้าย แต่ผมมองตรงข้ามเลย บางทีความมืดมันก็ปรานี มีเมตตา ความสว่างมันโหดร้ายกว่า เพราะในความสว่างเท่านั้นที่เราจะมองเห็นความจริง” นี่คือหนึ่งในบทสนทนาของ ฮิวโก้ ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ซึ่งกลายมาเป็นคอนเซ็ปต์หลักของอัลบั้ม ดำสนิท ที่ทั้งโดดเด่นและแข็งแรง อีกทั้งเขายังยึดเอาบรรยากาศของ โรงแรมมณเฑียร ที่เต็มไปด้วยความคลาสสิคและร่วมสมัย รวมถึงเรื่องราวของศิลปินและวงดนตรีชื่อดังมากมายที่ถือกำเนิดจากสถานที่แห่งนั้นตั้งเป็นหมุดหมายหลักในการสร้างอารมณ์และบรรยากาศของทุกเพลงในอัลบั้มชุดนี้อีกด้วย

หากในหัวยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ลองเปิดแทร็คเปิดตัวอัลบั้มอย่าง อย่ามาให้เห็น แล้วหลับตาฟัง จินตนาการไปถึงภาพบรรยากาศในโรงแรมอันเก่าแก่ มีวงดนตรีวงหนึ่งกำลังบรรเลงบทเพลงอย่างละเมียดละไมอยู่บนเวทีด้วยระดับเสียงที่ไม่ดังไม่ค่อยจนเกินไป เครื่องดนตรีมีอยู่ไม่มากชิ้นนัก ทอดสายตามองออกไปภายนอกก็เห็นแต่ความมืดมิดของท้องฟ้า อาจมีดวงดาวส่องแสงระยิบระยับอยู่บ้าง แต่กลับไม่สว่างไสวเจิดจ้าเท่าที่ควร นั่นแหละคือสิ่งที่คุณจะได้ฟังจากอัลบั้ม ดำสนิท

Print

เปิดอัลบั้มได้เท่และงดงามในคราเดียวกันด้วยไตเติ้ลแทร็คอย่าง ดำสนิท เนื้อร้องในท่อนอินโทรที่ว่า ‘คนเราเกิดมาเป็นผ้าขาว สะสมรอยยับรอยเปื้อนจนเก่า จนมันเป็นสีเทา จนมันดำสนิท’ เปรียบเสมือนบทสรุปแห่งใจความสำคัญในด้านเนื้อหาที่ ฮิวโก้ ต้องการจะสื่อสารผ่านอัลบั้มนี้ เสียงคีย์บอร์ดที่เคียงคู่มากับแทมบูรินเชื้อเชิญคนฟังให้ก้าวสู่โลกสีดำสนิทของเขา ก่อนที่ไลน์กลอง เบส และกีตาร์โปร่งอันเรียบง่ายจะเข้ามาเสริมทัพได้อย่างลงตัว ทิ้งท้ายด้วยการลากยาวของพาร์ตดนตรีที่แต่ละชิ้นได้ปล่อยของกันเต็มที่ ต่อด้วย อย่ามาให้เห็น ซิงเกิ้ลแรกที่ได้ฟังกันไปตั้งแต่ปีที่แล้ว กับมุมมองด้านเนื้อหาที่ไม่ซ้ำใครซึ่งอาจเข้าใจได้ไม่ทั้งหมดจากการฟังเพียงครั้งแรกครั้งเดียว แต่ด้วยเมโลดี้ที่ติดหูและดนตรีที่ไม่ซับซ้อนนักก็สามารถรีรันฟังซ้ำได้ไม่ยาก ส่วน ครอบครอง ซึ่งตัดมาเป็นซิงเกิ้ลแล้วเช่นกันก็เป็นเพลงช้าที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น แต่กลับเอ่อล้นไปด้วยเสน่ห์ทางอารมณ์เพลงที่น่าค้นหาไม่น้อยเลยทีเดียว ยกให้เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ฟังหลายๆ รอบได้ไม่มีเบื่อ และดูเหมือนว่าจะทวีความชอบมากขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วย

อานม้า อีกหนึ่งแทร็คแนะนำประจำอัลบั้มที่ฟังแล้วให้อารมณ์เหมือนกำลังควบม้าพยศที่ไม่รู้ว่าจะตกลงมาเมื่อไหร่ เปรียบกับชีวิตคนเราที่พร้อมจะล้มเสมอหากจิตใจยังเต็มไปด้วยความกลัว แต่หากไม่ลองเผชิญหน้าก็ไม่มีวันรู้ซึ้งถึงความรู้สึกในเวลาที่ต้องยืนหยัดอยู่บนที่สูง ซึ่งการเติมเต็มด้วยเสียงแมนโดลินจาก เบิร์ด-อดิศักด์ พวงอก มือกีตาร์วง Desktop Error นั้นกลมกล่อมสุดๆ เป็นเพลงที่คมคายมากๆ ทั้งด้านเนื้อหาและซาวนด์ดนตรี ส่วนแทร็คที่ชื่อ ระวัง ให้ฟีลที่คล้ายคลึงกับเพลง อย่ามาให้เห็น อยู่พอสมควรกับการยืนพื้นด้วยกีตาร์โปร่งเช่นเดิม แต่ริฟฟ์ของกีตาร์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทมากกว่า 4 แทร็คก่อนหน้า รวมถึงซาวนด์คีย์บอร์ดที่แทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะ แค่มีเธอ นำมาโดยกรู๊ฟกลองแน่นๆ ที่เน้นตีเพียงสแนร์และฟลอร์ทอม ก่อนจะไปใส่เต็มกันในท่อนบริดจ์ที่ลากยาวไปถึงลีดกีตาร์ไฟฟ้าที่เด็ดดวงทีเดียว ก่อนจะเปลี่ยนโหมดสู่ความจริงจังในเพลง แพ้ให้เป็น ที่เนื้อหาบ่งบอกถึงประสบการณ์ชีวิตในวัย 35 ปีของผู้ชายคนนี้ที่ไม่ได้มองเรื่องชัยชนะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดได้เป็นอย่างดี กับเสียงคีย์บอร์ดที่ล่องลอยเป็นบรรยากาศตลอดทั้งเพลงที่กลายมาเป็นพาร์ตหลักในบทเพลงดังกล่าวอย่างปฏิเสธไม่ได้

03_900

ได้เวลาสวมหมวกคาวบอยตะลุยดินแดนตะวันตกกันบ้างกับ ยอม ที่ความคึกคักสไตล์คันทรี่มาแบบเต็มเหนี่ยว อีกทั้งยังมีลูกลีดกีตาร์ไฟฟ้าแสบๆ คันๆ พร้อมไดนามิคหนักเบาที่เข้ามาเป็นสีสัน ต่อด้วยอีกหนึ่งเพลงที่เท่เอาการกับ Love Song No.9 ที่เริ่มเพลงขึ้นมาด้วยความหนึบหน่วงของซาวนด์ซินธิไซเซอร์อารมณ์โหวงเหวง กับเมโลดี้ร้องคมๆ ตัดสลับกับจังหวะเพลงแบบ 4/4 ที่เต็มไปด้วยจังหวะจะโคน นับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของอัลบั้มนี้ ปิดท้ายด้วยเพลงที่น่าจะโดดเด้งออกมาจากแทร็คอื่นในอัลบั้มอย่างชัดเจน บันไดสีแดง กับความเป็นแจ๊ซกลิ่นอายบอสซาโนวาจากเสียงเพอร์คัสชั่นผสมผสานกับเสียงซินธ์แปลกหูที่สร้างความประหลาดใจอยู่พอสมควร แถมช่วงโซโล่กลางเพลงฟังแล้วทำให้นึกถึงฟลอร์เต้นรำที่ผู้คนต่างออกไปวาดลวดลายลีลาศกันเลยทีเดียว ต่างจากเนื้อหาที่ค่อนข้างซีเรียสซึ่งทำให้เรานึกถึงเพลงของ ปู-พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ อยู่ไม่น้อย กับเรื่องราวที่พูดถึงลูกจ้างที่รับใช้เจ้านาย ปีนบันไดสีแดงที่อาบไปด้วยเลือดสู่ความสำเร็จ แม้จะต้องแลกมาด้วยร่างกายหรือแม้กระทั่งชีวิตก็ตามนั่นเอง

ถามว่าการกลับมาโลดแล่นในวงการดนตรีบ้านเราอย่างเต็มตัวครั้งนี้ของ ฮิวโก้ กับอัลบั้ม ดำสนิท เต็มไปด้วยความคาดหวังของคอเพลงบ้านเราหรือไม่? สำหรับตัวผู้เขียนเองนั้นคาดหวังไว้สูงเอาการ เนื่องด้วย 2 อัลบั้มเพลงสากลก่อนหน้านี้ของเขา (หรือแม้แต่จะย้อนกลับไปถึงสมัยวง สิบล้อ ก็ตามที) นั้นเต็มไปด้วยรสนิยมทางดนตรีของเขาที่ลอกเลียนแบบได้ยาก กลิ่นอายดนตรีคันทรี่และบลูส์ซึ่งแฝงความร็อคแอนด์โรลไว้เล็กๆ คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ทุกบทเพลงของ ฮิวโก้ เต็มไปด้วยความน่าสนใจ

และเมื่อฟังจบครบถ้วน ฮิวโก้ ยังสามารถยืนหยัดความเป็นศิลปินตัวจริงเสียงจริงของบ้านเราได้อย่างงดงาม ทุกบทเพลงในอัลบั้ม ดำสนิท ยังแสดงถึงรากเหง้าและตัวตนของเขาในแนวทางของคันทรี่ บลูส์ และร็อคแอนด์โรลไม่ต่างจากอัลบั้มก่อนๆ ทว่าความแตกต่างที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนในส่วนของดนตรีคือ ‘ความมินิมอล’ แม้ว่า ฮิวโก้ จะเลือกใช้เครื่องดนตรีไม่มากชิ้นนัก และโครงสร้างของดนตรีก็ไม่ซับซ้อนอะไร แต่กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยในทุกวรรคทุกท่อน กีตาร์โปร่งยังคงเป็นอาวุธหลักของเขา กีตาร์ไฟฟ้า เบส และกลองคือพระรองที่เข้ามาเติมเต็มเพลงให้สมบูรณ์ และสีสันที่เข้ามามีบทบาทหลักในทุกเพลงจากอัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้นเสียงคีย์บอร์ดและซินธิไซเซอร์ ซึ่งเป็นแนวถนัดของ เจ-มณฑล จิรา ที่รับหน้าที่โปรดิวเซอร์นั่นเอง แต่กระนั้นความน้อยชิ้นของเครื่องดนตรีกลับสร้างเสน่ห์ของบรรยากาศในตัวเพลงได้ชะงัดนัก

01_900

อีกหนึ่งความโดดเด่นที่ต้องปรบมือให้ก็คือเนื้อหาของเพลงที่เต็มไปด้วยมุมมองอันแปลกใหม่และมีความคมคายตั้งแต่แรกฟัง ไม่ว่าจะเป็นการลดเปอร์เซ็นต์การนอกใจคนรักด้วยการบอกกล่าวสาวๆ ว่าอย่ามาให้เห็นเลย, การเปรียบเทียบอุปสรรคในชีวิตกับช่วงเวลาที่อยู่บนอานม้า หรือแม้กระทั่งความพ่ายแพ้ที่สามารถเป็นบทเรียนสำหรับชีวิตได้เสมอ เรื่องราวเหล่านี้บ่งบอกถึงการมองโลกในวัยที่ล่วงเลยเลข 3 มาแล้วของ ฮิวโก้ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงดีไซน์การร้องที่ครั้งแรกที่ได้ฟังอาจมีแปลกหูอยู่บ้าง แต่พอฟังไปเรื่อยๆ กลับกลมกล่อมและลงตัวกับพาร์ตดนตรีเอามากๆ

แม้ว่าภาษาที่ใช้ในบางเพลงพอฟังแล้วจะค่อนข้างติดเอกลักษณ์ของเพื่อนพี่น้องร่วมวงการที่มาแจมในอัลบั้มนี้อยู่บ้าง อาทิ อย่ามาให้เห็น ที่ได้ เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ มาช่วยแต่งคำร้อง หรือ อานม้า ที่ฟังแล้วมีความเป็นตัวตนของ เอก-ฑี สุขโพธิ์เพชร แห่งวง Zero Hero อยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม การถ่ายทอดเรื่องราวก็ยังคงออกมาจากความเข้าใจและฟีลลิ่งที่มีต่อเพลงนั้นๆ ของ ฮิวโก้ เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี อีกทั้งการได้ หนึ่ง-ณรงค์วิทย์ เตชะธนวัฒน์ และ ฟองเบียร์-ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม มาช่วยสร้างสรรค์คำร้องคนละเพลงสองเพลงก็นับเป็นการต่อยอดทางความคิดและมุมมองของ ฮิวโก้ ออกไปได้ไกลกว่าที่เคยเป็นมาอีกด้วย

 

และเมื่อลองหลับตาฟังทุกแทร็คในอัลบั้ม ดำสนิท อีกครั้ง ก็ทำให้เราได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศอันน่าหลงใหลในยามค่ำคืนที่หลายคนอาจมองข้ามอยู่ร่ำไป อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเฝ้ารอคอยคอนเสิร์ตใหญ่ที่จะมอบสุนทรียะของทุกบทเพลงในรูปแบบการแสดงสดของ ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ เฉกเช่นเหมือนที่เคยเป็นมา

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Me Records