jai2 (print & web)addlogo

 

ว่ากันว่าถ้าดวงคนมันจะดังอะไรมาฉุดก็ไม่อยู่ ล่าสุดกับหนุ่มน้อยสุดคูลชาวออสซี่ จาย เว็ธฟอร์ท ที่ไปออดิชั่นเวทีการประกวดร้องเพลงชื่อดังอย่าง The X Factor เพียงเพราะอยากแค่แสดงต่อหน้าคนดู สุดท้ายก็ได้รางวัลที่ 3 มาครอบครองแบบที่เจ้าตัวไม่เคยคาดคิดมาก่อน หลังจากนั้นไม่นานก็คลอดอัลบั้ม EP ใหม่ล่าสุดอย่าง Heart Miles โดยครั้งนี้บิลบอร์ด ไทยแลนด์ก็ได้โอกาสคว้าตัวหนุ่มน้อยมานั่งคุยกันแบบตัวต่อตัว ถึงเรื่องราวเส้นทางการเดินทางตามความฝันของเขาที่ต้องแลกมาด้วยการระยะทางที่ทำให้เด็กหนุ่มวัยเพียง 17 ปีต้องห่างจากทุกสิ่งที่เขารัก รวมถึงความเป็นมาและแรงบันดาลใจของเขาคนนี้

 

ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปแค่ไหนหลังจากรายการ The X Factor?

เปลี่ยนไปเยอะมากครับ ถ้าจะสรุปทั้งหมดก็คือเปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยผมหมายถึงคือ ผมไม่ได้ไปโรงเรียนแล้ว แต่ผมได้เดินทางไปทั่วโลกกับเดินสายทัวร์กับเพลงของผม ดังนั้นมันเปลี่ยนชีวิตผมไปโดยสิ้นเชิงเลย แต่มันก็ดำเนินไปด้วยดีครับ มันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก และเป็นช่วงเวลาที่ผมได้เรียนรู้และค้นค้าตัวเองโดยเฉพาะในเรื่องของดนตรี ว่าแนวไหนที่ผมอยากจะทำเพื่อเป็นการปูเส้นทางสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพ

มันเป็นสิ่งที่คาดคิดมาก่อนไหม?

ไม่เลยครับ ผมไปออดิชั่นที่รายการเพราะว่าผมแค่อยากจะแสดงให้คนดูดูเท่านั้นเอง ผมคิดว่ามันจะต้องเป็นอะไรที่เจ๋งมากแน่ๆ ผมเลยตัดสินที่จะทำมันแล้วการตอบรับของคนดูก็ออกมาเกินคาดหมายมาก ซึ่งผมก็ไม่คิดว่ามันจะออกมาดีขนาดนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดไว้เลยครับ สุดท้ายผมก็ได้เข้ารอบสุดท้ายและชนะเป็นที่สาม หลังจากนั้น Sony ก็ให้โอกาสผมไปร่วมงานด้วย ซึ่งก็เป็นการเติบโตอีกขั้นพร้อมกับการหาแนวทางดนตรีที่ผมสามารถเรียกได้ว่าเป็นแนวของผม

แล้วการกลายเป็นคนมีชื่อเสียงแบบข้ามคืนส่งผลอะไรกับชีวิตคุณบ้าง? คุณยังสามารถไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ ได้เหมือนเดิมหรือเปล่า?

ถ้าพูดตามตรงผมก็ต้องยอมเสียสละกับอะไรหลายๆ อย่าง เช่นการแฮงก์เอาท์กับเพื่อนๆ ผมหมายถึงว่าผมเขาไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียงหรืออะไร ดังนั้นพวกเขาก็ไม่รู้สึกถึงผลกระทบอะไรมากนัก แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้านะครับ เพราะผมจะได้เจอพวกเขาเพียงแค่หกเดือนครั้ง มันยากมากครับกับการที่คุณมีคนมากมายที่คุณแคร์พวกเขาแต่คุณไม่สามารถเจอพวกเขาได้บ่อยๆ แต่ถ้าพูดอย่างนั้นแล้วผมก็มีสิ่งที่ผมหลงใหลแล้วนั้นก็คือดนตรี แล้วยิ่งถ้ามีคนมาบอกคุณว่าเขาจะให้โอกาสคุณเดินทางไปทั่วโลกพร้อมกับการแสดงของคุณเพื่อเป็นการโชว์ความสามารถของคุณให้ทุกคนเห็นและพร้อมที่จะยอมรับคุณในเส้นทางสายอาชีพ ผมก็ต้องเสียสละอะไรบางอย่างไป

jai5 (print & web)addlogo
jai7 (web only)addlogo

 

อะไรคือสิ่งที่คุณชอบมากที่สุดเวลาคุณแสดง?

คงจะเป็นปฏิกิริยาของคนดูครับ ผมชอบดูปฏิกิริยาของคน ผมชอบที่จะทำให้พวกเขามีความสุขและผมสามารถที่จะทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมไปกับผมผ่านเสียงเพลง ทั้งๆ ที่ผมไม่รู้จักเขาพวกนั้นเลย เหมือนกับการที่ผมร้องเพลงให้คุณฟังโดยที่คุณไม่รู้เลยว่าผมเป็นใครและผมเองก็ไม่รู้เลยว่าคุณเป็นใคร แต่ผมสามารถทำให้คุณมีอารมณ์ร่วมไปกับผมผ่านดนตรีของผมซึ่งมันก็เป็นอะไรที่เจ๋งมากครับ

ทำไมถึงเป็น Heart Miles ความหมายของมันคืออะไรแล้วมาจากไหน?

ความหมายของ Heart Miles ก็คือต่อสู้กับอุปสรรคของความรักที่มีระยะทางเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการที่ผมเขียนเพลงถึงเพื่อน ถึงแฟน ถึงครอบครัว และระยะทางที่ทำให้เราห่างกันเพราะด้วยสิ่งที่ผมทำ มันเหมือนกับการต้องทิ้งบางสิ่งบางอย่างที่คุณรักไว้ข้างหลังเพื่อเดินไปข้างหน้าสู่อีกสิ่งที่คุณก็รักเหมือนกัน แต่คุณดันติดอยู่ตรงกลางของทั้งสองสิ่งซึ่งนั้นแหละครับความหมายของ Heart Miles

คุณมีส่วนร่วมกับอัลบั้มนี้มากน้อยเพียงใด?

เอาเป็นว่าผมเขียนเพลงทั้งหมดนี้กับผู้ช่วยแต่งเพลงแล้วก็โปรดิวเซอร์ของผม ดังนั้นก็เรียกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับจากการเขียนเพลงและเลือกเพลงทั้งหมดนี้ มันเป็นโปรเจกต์ที่ผมสามารถเรียกได้ว่าผมทำขึ้นมาด้วยทั้งอุปสรรค ความเศร้า และความสุข แล้วมันก็ยังเป็นโปรเจกต์ที่ผมสามารถใส่ความรู้สึกและอารมณ์ของผมลงไปได้อย่างเต็มที่

คุณคิดว่าเพลงของคุณเป็นสไตล์ไหน?

มันเป็นคำถามที่ยากนะครับ (หัวเราะ) แต่มันคงง่ายสำหรับหลายๆ คนที่จะบอกว่ามันเป็นป๊อปเพราะว่านั้นก็เป็นสิ่งที่ทุกคนทำใช่ไหมครับ แต่ของผมมันจะออกแนวมู้ดดี้มากกว่า ตัวอย่างเช่นแทบทุกเพลงในอัลบั้มนี้มันจะออกแนวมู้ดดี้และเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกและอารมณ์ ซึ่งซาวนด์ก็จะออกมาแนวลอยๆ อวกาศๆ ถึงแม้บางเพลงจะมีเนื้อหาที่หนักและเศร้ามากแต่แนวดนตรีก็ยังคงมีความล่องลอย ซึ่งก็เป็นอะไรที่ผมชอบมากครับ เพราะว่าผมต้องการให้อัลบั้มออกมาด้วยความมีสไตล์ไม่ใช่แค่อัลบั้มธรรมดาทั่วไป ให้มันออกมาเหมือนกับเพลย์ลิสต์ใน Spotify หรืออะไรก็ตามที่คุณจับมาใส่รวมๆ กัน แล้วคุณสามารถนั่งฟังไปได้ทั้งวัน

คุณฟังเพลงแนวไหน?

ผมฟังแร็พเป็นส่วนใหญ่ครับ เช่น เจ โคล, เดรค และ เคนดริค ลามาร์ พวกเขาเป็นอะไรที่เจ๋งมากครับแล้วผมก็ชอบมากๆ โดยเฉพาะเนื้อเพลงของพวกเขา มันน่าอัศจรรย์มากกับการที่พวกเขาแร็พคำเหล่านั้นออกมา ถ้าให้ผมแร็พเองก็คงไม่ได้หรอกครับ (หัวเราะ)

ถ้างั้นแร็ปเพอร์คนไหนคือคนที่คุณชอบมากที่สุด?

ถ้าตอนนี้ก็คงจะเป็น เจ โคล ครับ

jai1 (print & web)addlogo

 

แล้วอะไรคือแรงบันดาลใจของคุณในอัลบั้มนี้?

แฟนของผมครับ (ยิ้ม) ครอบครับ เพื่อนๆ แล้วก็สิ่งต่างๆ ที่ผมต้องบอกลา มันมีอยู่เพลงหนึ่งในอัลบั้มชื่อว่า The Worst Goodbye ซึ่งก็ความหมายตรงตัวเลยครับว่าเป็นการจากลาที่แย่ที่สุด

ถ้าคุณมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินคนไหนก็ได้ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบัน คนนั้นจะเป็นใคร ทำไม?

Prince ครับเพราะว่าเขาเป็นตำนานแล้วก็เป็นคนที่มีความสามารถมาก ด้วยสิ่งที่เขาเคยทำไว้มันช่างแตกต่างและแปลกใหม่ ผมชอบเขามากครับ แล้วก็สิ่งที่เขาทำไว้ในยุคของเขาที่ทำให้เขากลายเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคนั้นจนถึงตอนนี้ก็ตาม ส่วนอีกคนก็คงเป็น บรูโน่ มาร์ส หรือใครก็ได้ที่ไม่จำเป็นต้องมาสายเดียวกับผมแต่ก็เป็นคนที่มีความสามารถสูงมากในเรื่องดนตรีแล้วผมก็จะได้เรียนรู้จากพวกเขา

คุณคิดว่าอะไรสามารถอธิบายความเป็นจายได้ดีที่สุด

ก็คงจะเป็นบ้าๆ บอๆ ต๊องๆ นิดหน่อยแล้วก็ร่าเริงสนุกสนานครับ อีกอย่างก็คงจะเป็นพลังงานสูงครับ (หัวเราะ) แต่ต้องหลังจากสิบโมงเช้าเป็นต้นไปนะครับ ถ้าก่อนหน้านั้นผมก็จะขี้เซาแบบสุดๆ แต่นั้นแหละครับร่าเริงแล้วก็พลังงานสูงคงจะอธิบายความเป็นตัวผมได้ดีที่สุด

การทัวร์ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?

มันเป็นอะไรที่วิเศษมากครับแล้วที่นี่ (กรุงเทพ) ก็เป็นที่สุดท้ายของการทัวร์ ก่อนที่ผมจะกลับไปออสเตรเลียเพื่อถ่ายซีรี่ส์ต่อ แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้วมันก็เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากๆ ครับ พวกเราไปมาเกือบทั่วทั้งยุโรปไม่ว่าจะเป็น นอร์เวย์, สวีเดน, โคเปนเฮเกน, อัมสเตอร์ดัม, ลอนดอน หลังจากนั้นพวกเราก็ไปสิงคโปร์, มานิลา, จาร์การ์ต้า แล้วก็กรุงเทพครับ แล้วอีกอย่างผมเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางสายนี้แต่ผมก็มีโอกาสได้เดินทางมากมายขนาดนี้แล้วดังนั้นผมก็หวังว่ามันจะไม่หยุดอยู่แค่นี้

สุดท้ายนี้คุณมีอะไรจะฝากถึงแฟนๆ ชาวไทยไหม

ก่อนอื่นเลยผมต้องขอขอบคุณทุกคนจากใจสำหรับการสนับสนุนที่มีให้กับผม และเป็นแรงผลักดันให้ผมจนมาถึงทุกวันนี้ มันเป็นเรื่องใหญ่มากนะสำหรับการที่จะสนับสนุนใครสักคนที่มาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วมันเจ๋งมากที่ผมได้ทำงานร่วมกับคนมากมายอย่างเช่นพวกคุณ (บิลบอร์ด ไทยแลนด์) สุดท้ายผมก็ต้องขอบคุณทุกคนอีกครั้งแล้วผมจะกลับมาในเร็วๆ นี้อีกแน่นอน

 

 

 

Story by: Aekkachai S.
Photos by: Pisut S.