bb30-topline-donald-trump-v2rd3-illustration-by-james-yamazaki-2016-billboard-1548

ที่ผ่านมาก็ชัดเจนพอจะบอกได้ว่าชาวอุตสาหกรรมดนตรีรักและเคารพอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา มากแค่ไหน ซึ่งตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีคนปัจจุบันอย่างนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีแต่ข่าวต่อต้านโจมตีออกมาไม่เว้นแต่ละวัน แต่แม้ว่ากระแสจะอยู่คนละขั้วขนาดนี้ น่าแปลกที่ผู้บริหารระดับสูงในวงการกลับพากันมองเห็นแสงสว่างรำไรอยู่ที่ปลายอุโมงค์ ไม่แน่ว่าวงการดนตรีอาจโชคดีในสมัยของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เป็นได้

ผู้บริหารไม่ประสงค์ออกนามท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “โอบามาเป็นภัยต่อวงการเพลงเพราะเขาสนิทกับกูเกิ้ลมากเกินเหตุ หวังว่าทรัมป์จะดีกว่านั้น”

คนในวงการนี้แทบทุกคน (จะว่าไปก็ทั่วโลกนั่นแหละ) ต่างตกใจเมื่อทราบข่าวชัยชนะของทรัมป์ แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง หลายคนกลับออกมาทำนายผลกระทบต่อวงการดนตรีในแง่ดีเป็นส่วนใหญ่ พวกเขามองว่านี่คือโอกาสทองที่จะผลักดันเรื่องลิขสิทธิ์ให้เข้มงวดและเป็นไปอย่างยุติธรรมมากขึ้นเสียที เพราะที่ผ่านมาโอบามาออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้สื่อ/สำนักข่าวดนตรีเป็นส่วนมาก แถมยังให้กระทรวงยุติธรรมมอบหมายอำนาจแก่ ASCAP (American Society of Composers, Authors and Publishers) และ BMI (Broadcast Music, Inc.) ให้สอดส่องดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ “เราหวังว่าระบบบริหารชุดใหม่ที่เข้ามาจะเป็นธรรมต่อนักแต่งเพลงจริงๆ และลดอำนาจบาตรใหญ่ของพวกบริษัทเทคโนโลยีอย่างกูเกิ้ลได้ เดวิด อิสเรลีท ซีอีโอประจำ National Music Publishers’ Association ได้กล่าวไว้

แต่จะว่าไปนี่ก็เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาได้ไม่กี่เดือนเท่านั้นจึงยากที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง จนถึงวันนี้ทรัมป์ยังไม่เคยออกมาชี้แจงเรื่องลิขสิทธิ์เพลงหรือวาระใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี แต่ก็เป็นไปได้สูงว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เพราะที่ผ่านมาทรัมป์เน้นย้ำความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดถึงประเทศจีนว่าเป็นโจรขโมยทรัพย์สินทางปัญญาเลยด้วยซ้ำ หรือในฐานะเจ้าพ่อนักธุรกิจ เขาก็ต้องเคยประสบปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์อยู่บ้างในบรรดาธุรกิจในเครือทั้งหลายแหล่ ที่สำคัญคือเขายังไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะช่วยหนุนสื่อดนตรีเหมือนอย่างที่โอบามาเคยทำ

นอกจากนี้ยังมีความตลกร้าย เพราะระบบการเก็บภาษีในแบบที่ทรัมป์วางแผนไว้อาจเป็นผลดีต่อศิลปินมากกว่าเดิม…แม้ว่าศิลปินเหล่านั้นจะประท้วงว่าไม่เอาทรัมป์ก็ตาม

ที่ผ่านมามีคนได้ประโยชน์จากความสนิทชิดเชื้อกับโอบามาไม่น้อย ทีมผู้บริหารกูเกิ้ลเดินเข้าออกทำเนียบขาวเป็นว่าเล่น จนบางทีได้รับโปรเจกต์ใหม่ติดมือกลับบ้านไปด้วย

เป็นไปได้ว่าทรัมป์เห็นสิ่งที่โอบามาทำ และจะขอวางตัวขวางโลกกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของโอบามา ทรัมป์เคยเหน็บว่ากูเกิ้ลมีอคติต่อเขา (แต่ไม่มีหลักฐานยืนยัน) ด่าอเมซอนก็เคยมาแล้วเช่นกัน “ทรัมป์ไม่ได้ผูกมิตรกับพวกบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่นัก” อีกหนึ่งผู้สนับสนุนลิขสิทธิ์บอก “นั่นคือสัญญาณเริ่มต้นที่ดีนะ แต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแล้วจะจบลงยังไง”

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน สมาคม The Internet Association ที่ประกอบด้วยสมาชิกมากมายรวมถึงกูเกิ้ลและเฟซบุ๊ก ส่งจดหมายถึงทรัมป์โดยเน้นใจความว่าอินเทอร์เน็ตส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสนับสนุนเสรีภาพทางการพูดอย่างไร

สมมติว่าทรัมป์มอบหน้าที่ให้พรรครีพับลิกันเข้ามาดูแลเรื่องนี้จริง ผู้บริหารในวงการเพลงคงได้ยิ้มออกกันแน่นอน เพราะทีมของทรัมป์ได้เป็นผู้เขียนนโยบายนี้ขึ้น ซึ่งในนั้นจะระบุลงไปด้วยว่าได้รับความคุ้มครองสิทธิ์ เท่ากับเป็นเกราะชั้นดี ยังไม่พอทีมบริหารของทรัมป์ยังมีชื่อของหนึ่งในนักการเมืองหญิงที่แข็งแกร่งที่สุดอย่าง มาร์ชา แบลคเบิร์น อีกด้วย (เธอคือหนึ่งในคณะผู้ผลักดันกฎหมาย Fair Play, Fair Pay ที่มีมาตราการบังคับให้คลื่นวิทยุจ่ายค่าเปิดเพลงของศิลปิน)

จนบัดนี้ก็ยังคลุมเครือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมดนตรีในวันข้างหน้า บทกฎหมายชื่อว่า Fair Play, Fair Pay นั้นจะมีผลเมื่อไร? หรือแผนการล้างบางปฏิรูปลิขสิทธิ์ นำโดย บ๊อบ กูดแลตท์ แชร์แมนแห่ง House Judiciary Committee จะเคลื่อนไหวแล้วจริงหรือ? ตอนนี้ทั้งวงการเพลงก็ไม่ต่างกับชาวอเมริกันทั่วประเทศ ทุกคนต่างเฝ้าคอยดูว่าการบริหารงานของทรัมป์จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ดังที่หนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ได้บอกกับเราไว้ว่า “จะต้องเป็น 4 ปีที่น่าสนใจอย่างยิ่งเลยล่ะ”

 

 

 

Story by: Robert Levine
Illustration by: James Yamazaki
Translated by: Sutthimas R.