ckallcover

ด้วยจำนวนประชากรบนโลกนี้ที่มีมากกว่า 7,500 ล้านคนโดยประมาณ แน่นอนว่าความแตกต่างก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาไม่ว่าจะ ต่างเชื้อชาติ ผิวสี เพศ วัฒนธรรม ศาสนา หรือแม้กระทั่งบุคคลของแต่ละคนที่ระบุไปถึงรสนิยมต่างๆ ก็มีความแตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถปฎิเสธได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกคนสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้และหล่อหลอมเป็นหนึ่งภายใต้ความแตกต่างและข้อจำกัดมากมายนั้นก็คือ “ดนตรี”

ดนตรีที่นอกจากจะเป็นสิ่งที่มอบความสุขให้แก่ผู้ฟังแล้ว ยังสามารถเป็นตัวแสดงพลังและถ่ายทอดออกมาผ่านการร้องเพลงร่วมกัน ซึ่งจากการศึกษาในหัวข้อ The neurochemistry of music โดย Mona Lisa Chanda และ Daniel J. Levitin ในภาคจิตวิทยา แห่ง McGill University เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ที่พิสูจน์ได้ว่าการร้องเพลงร่วมกันของฝูงชนนั้นเป็นมากกว่าเพื่อความสุขส่วนตัวของคนใดคนหนึ่งแต่มันคือการสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่มคน และในกลุ่มคนนี้เองก็รวมไปถึง กลุ่มแฟนเพลงที่มาร่วมชมคอนเสิร์ต หรือกลุ่มคนที่มาร่วมรำลึกถึงบางสิ่งบางอย่าง ไปจนถึงการรวมตัวเพื่อแสดงพลังของกลุ่มตัวเอง นอกจากนี้การฟังเพลงและร้องเพลงร่วมยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ในแต่ละบุคคลให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นไปอีก และนี่คือตัวอย่างของบทพิสูจน์ว่าดนตรีคือเครื่องมือที่สามารถทำให้คนเราใกล้ชิดกันและรวมพลังได้ดีที่สุด

 

Don’t Look Back in Anger – Oasis

เช้าวันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2017 บรรดาฝูงชนมารวมตัวกันบริเวณด้านหน้าเซนต์แอนน์ สแควร์ เพื่อร่วมไว้อาลัยให้กับเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่แมนเชสเตอร์อารีน่าสถานที่จัดคอนเสิร์ต “Dangerous Woman Tour” ของอาเรียน่า กรานเด ระหว่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังยืนนิ่งเงียบเพื่อไว้อาลัยนี้เองก็มีหญิงสาวคนหนึ่งนามว่า ลิเดีย เบิร์นส์ไมเออร์–รูโลว์ ร้องเพลง Don’t Look Back in Anger ของ Oasis ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทันใดนั้นผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ก็ร่วมกันร้องเพลงตามไปกับเธอ

 

Imagine – John Lennon

เหตุการณ์คนร้ายสามคนปิดบังใบหน้ามิดชิดใช้ปืนบุกสังหารนักข่าวของสำนักข่าว Charlie Hebdo จากเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มีรายชื่อผู้เสียชีวิตที่ออกมาคือนักเขียนการ์ตูนแนวเสียดสีชื่อดังสี่ คน Cabu, Charb, Wolinski, Tignous มีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังคือ Bernard Maris อีกหนึ่งคน และคนอื่นอีกเป็นจำนวนกว่าสิบคน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเหตุการณ์ที่ประชาชนราว 2 ล้านคนร่วมกันร้องเพลง Imagine ณ ถนนแห่งหนึ่งในกรุงปารีสเพื่อไว้อาลัยผู้เสียชีวิตในวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2015

 

 

Quiet – Milck

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2017 กลุ่มนักร้องราว 1,300 คนร่วมกันร้องเพลง ณ Phoenix Concert Theatre เพื่อต่อต้านการปิดกั้นทางอิสระภาพของสหรัฐอเมริกาเช่นเรื่องสิทธิของผู้หญิงและเรื่องประกันสุขภาพ

 

Bohemian Rhapsody – Queen

ค่ำคืนของวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม 2017 เป็นอีกครั้งหนึ่งที่วงพังก์ร็อกจากอเมริกาอย่าง Green Day ได้กลับมาจัดคอนเสิร์ตกลางกรุงลอนดอนที่สวนสาธารณะชื่อดังนามว่า Hyde Park โดยก่อนหน้าที่สมาชิกทั้งสามคนจะขึ้นโชว์ บนเวทีได้มีการเปิดเพลงอมตะตลอดกาลจากวง Queen ที่มีชื่อว่า Bohemian Rhapsody เพียงแค่ช่วงเริ่มต้นของเพลงก็มีแฟนคลับหลายคนพยายามจะร้องตามเพลงดังกล่าว จนในที่สุดเสียงร้องของแฟนเพลงก็กระหึ่มไปทั่วทั้งคอนเสิร์ต

 

Do You Hear the People Sing? – Les Misérables

ระหว่างที่เหล่าผู้ประท้วงในฮ่องกงกว่าหมื่นชีวิตกำลังต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย ก็มีกลุ่มนักดนตรีร่วมกันเล่นเพลง Do You Hear the People Sing?

Run – Snow Patrol

ถือว่าเป็นการแสดงสดที่ได้รับการกล่าวขานมาถึงทุกวันนี้ในเรื่องของอารมณ์ร่วมของฝูงชนด้านล่างเวทีกับศิลปิน ณ เทศกาลดนตรี Oxegen ประจำปี 2009 ที่เกิดขึ้นในประเทศไอร์แลนด์ โดยในปีนั้นได้มีศิลปินที่เป็นเฮดไลเนอร์เบอร์ต้นๆ อย่าง Kings of Leon, Snow Patrol, Blur and The Killers โดยในช่วงที่ Snow Patrol วงอัลเทอร์เนทีฟร็อคเจ้าบ้านขึ้นทำการแสดงในเพลง Run แฟนเพลงด้านล่างก็ร่วมร้องเพลงตามกันอย่างพร้อมเพรียงจนเกิดเป็นภาพที่งดงาม และได้รับขนานนามว่าเป็นหนึ่งในฝูงชนคอนเสิร์ตที่ดีที่สุด

 

Someone Like You – Adele

สำหรับคอนเสิร์ตของอเดลแน่นอนว่าบรรยากาศในคอนเสิร์ตจะต้องอบอวลไปด้วยความตื้นตันและประทับใจจากเสียงร้องของเธอ และความรู้สึกเหล่านั้นได้ทวีคูณเมื่อเธอเอ่ยปากขอให้แฟนเพลงที่อยู่ใน Royal Albert Hall กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษร่วมร้องเพลงไปกับเธอ ก่อนที่เสียงร้องเพลง Someone Like You จะดังกึกก้องและเต็มไปด้วยความประทับใจ

จากที่ได้เห็นมาข้างต้นสิ่งที่เป็นที่น่าสังเกตคือไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย ความสุขส่วนตัวหรือส่วนรวม จนกระทั่งถึงการเมืองและการยืนหยัดในพลังของตนเอง เสียงดนตรีคือสิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนหล่อหลอมกันจนเป็นหนึ่งเดียว และไร้ซึ่งกำแพงแบ่งกันใดๆ เปรียบเสมือนกับการที่กฎเกณฑ์และขีดจำกัดทั้งหลายถูกทลายลงด้วยน้ำหอม ck all เฉกเช่นเสียงดนตรี ด้วย ck all เองที่ถือว่าเป็นน้ำหอมสำหรับทุกคน ไม่มีกรอบและคำจำกัดความที่จะปิดกั้นสิ่งต่างๆ พร้อมความสดชื่น. ทันสมัย. ด้วยกลิ่นหอมของ: ไซตรัส ไม้ อำพัน นิยามสามคำสำคัญ “แกร่ง ครบ มั่น” ที่จะร่วมก้าวข้ามกฎเกณฑ์และขีดจำกัด เพราะ ck all คือ น้ำหอมสำหรับทุกเพศทุกคนที่ไม่มีข้อกำหนดบทใดของสังคมที่จะมาหยุดยั้งไว้ได้ กลิ่นหอมสะอาดที่ประสาทสัมผัสใดก็ยากจะต้านการรับรู้ซึ่งการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนออกมา คงความหอมของกลิ่นส้มแมนดารินเป็นเอกลักษณ์สำคัญ Harry Fremont และ Alberto Morillas ได้เพิ่มความสนุกสนานด้วยการตัดกลิ่นด้วย Paradisone และเพิ่มความอบอุ่นด้วย Modern Amberwoods ซึ่งทุกคนจะได้สัมผัสถึงความรู้สึก Fresh. Modern. Sparkling.

1103410-054

โดยขวดน้ำหอม ck all  ทำจากวัสดุแก้ว Opale สีขาว และมีโลโก้ ck อยู่ด้านหน้าขวด ตัวกล่องเปรียบประหนึ่งผืนผ้าใบแคนวาส เพื่อวาดภาพ สีที่ใช้คือ เทาเมทาลิค สัญลักษณ์ ck โดดเด่นบนกล่อง สีหลักๆ ที่ใช้ คือ ขาว และเทา บรรจุภัณฑ์ แสดงออกถึง ความว่างเปล่า และความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของน้ำหอม ck be one. be all. just be ผลิตกล่องก็สื่อถึงมาตรฐานการออกแบบของ Calvin Klein รูปแบบเดียวกันกับขวด ck one

หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่เคาท์เตอร์น้ำหอม Calvin Klein ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

ck all edt ขนาด 100 ml 2,650 บาท

ck all edt ขนาด 200 ml 3,650 บาท

Ck_all_one_be_logo

 

Story by Aekkachai S.