adam-lambert-portrait-makeup-billboard-1548

หลาย 10 ปีที่แล้วที่ลิตเติ้ล ริชาร์ดเริ่มแต่งหน้า เขาคงไม่ได้คาดคิดว่าอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของผู้ชายจะมาไกลถึงทุกวันนี้

ถึงแม้ว่าการแต่งหน้าจะดูเหมือนเป็นสิ่งที่มีขึ้นเพื่อผู้หญิงเท่านั้น เพราะตั้งแต่มีเครื่องสำอางมา ส่วนมากแล้วผู้หญิงก็จะเป็นคนซื้อและคนใช้ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2016 มื่อแบรนด์เครื่องสำอาง Milk Makeup ได้เปิดขายเครื่องสำอางผ่านระบบออนไลน์ พร้อมกับที่ร้านขายเครื่องสำอางชื่อดังอย่าง Sephora และ Urban Outfitters ได้เปิดตัวเครื่องสำอางสำหรับทุกเพศ โดยใช้นายแบบและนางแบบหลากหลายเพศในการทำโฆษณา

milk

โดยหลังจากนั้นไม่นาน แบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังระดับโลก CoverGirl ก็ได้จับเอาบิวตี้บล็อกเกอร์หนุ่มวัย 17 ปีอย่าง เจมส์ ชาร์ลส์ ให้เป็นพรีเซนเตอร์ชายคนแรกในประวัติศาสตร์ 55 ปีของบริษัทแบรนด์เครื่องสำอาง ตามมาด้วยแบรนด์ Maybelline ที่ได้ดึงตัวช่างแต่งหน้าชื่อดังดาวเด่นแห่งโลกโซเชียลมีเดียอย่าง แมนนี่ กูเตียร์เรซ มาเป็นพรีเซนเตอร์ชายคนแรกให้กับแบรนด์ด้วยการเปิดตัวมาสคาร่ารุ่นใหม่โดยเฉพาะ และผ่านไปเพียงแค่สองสัปดาห์เท่านั้น  หนุ่มบิวตี้ วล็อกเกอร์ จากเมืองลอสแองเจลิส อย่าง เกเบรียล ซาโมรา ก็ได้ร่วมงานกับแบรนด์เครื่องสำอาง MAC ในการเปิดตัวลิปสติกด้วยเช่นกัน

คาเร็น แกรนท์ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมความงามระดับโลกใน NPD Group พูดว่า “เราได้เห็นว่าผู้ชายดูแลความสวยความงามเพิ่มมากขึ้น มันเป็นแฟชั่นในการแต่งกาย อาจจะเร็วไปหน่อยแต่ก็ถึงเวลาแล้วล่ะ ที่ความงามเหล่านี้จะเปิดกว้างและไม่มีข้อจำกัดสำหรับผู้ชายอีกต่อไป”

ซึ่งดูเหมือนว่าตอนนี้การที่ผู้ชายหันมาสนใจการแต่งหน้าและหันมาขายเครื่องสำอาง กำลังเติบโตในกระแสสังคมอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง แต่ในโลกของดนตรีนั้น ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใดเพราะ ลิตเติ้ล ริชาร์ด ก็เขียนอายไลน์เนอร์ เดวิด โบวี่ ก็ยังทาอายชาโดว์สีฟ้า หรือแม้แต่นักร้องนักแต่งเพลงอย่าง บอย จอร์จ และนักร้องชาวอังกฤษ จอร์จ ไมเคิล รวมถึง Prince ศิลปินในตำนานแห่งยุค 80s ต่างก็แต่งหน้าในชีวิตประจำวันทั่วไป

เกเบรียลคุยกับบิลบอร์ดว่า “ในตอนที่ อดัม แลมเบิร์ต ได้รองแชมป์ในรายการ American Idol ผมยังเด็กอยู่เลย ผมแบบ นั่นเขาแต่งหน้านี่และจนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังแต่งหน้าอยู่นะ ซึ่งมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรกับการทำตามความฝันของเขาเลยสักนิด ซึ่งผมคิดว่ามันต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกคุ้นเคยกับการแต่งหน้า แน่นอนว่าตัวผมเองก็ด้วยเช่นกัน”

bowie01

มาสแด็ค รัสซี่ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอาง Milk Makeup ซึ่งจำหน่ายรองพื้นในราคา 24 เหรียญสหรัฐฯ และดินสอเขียนคิ้วในราคา 18 เหรียญสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า “ศิลปินผู้บุกเบิกการแต่งหน้าเพื่อบ่งบอกถึงความเท่าเทียมทางเพศได้อย่างเป็นศิลปะแบบ แพทตี้ สมิธ และ เดวิด โบวี่ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแต่งหน้านี้ไปตลอด” ซึ่งในปัจจุบันแร็ปเพอร์หนุ่มอย่าง ไมค์กี้ บลังโก ก็ยังทาลิปสติกและเขียนอายชาโดว์อยู่เป็นประจำ รวมถึง เควิน บาร์นส์ นักร้องนำจากวง of Montreal กับการแต่งหน้าอันโดดเด่นไปด้วยสีสันที่หลากหลาย ซึ่งถ้ามองดูแล้วก็คงเหมือนกับตุ๊กตายังไงอย่างนั้น และสุดท้ายคงหนีไม่พ้นนักร้องเดี่ยวแห่ง Perfume Genius อย่าง ไมค์ ฮาเดียรอส ที่ไม่ว่าจะไปโชว์คอนเสิร์ตที่ไหนก็มักจะมาพร้อมกับริมฝีปากที่ถูกเติมแต่งไปด้วยลิปสติกสีแดงเสมอ และตัวเขาเองก็เคยพูดว่า “การแต่งหน้ามันอาจไม่ใช่สไตล์สำหรับผมหรอกนะ แต่ผมแค่อยากดูสดชื่นผมเข้าใจว่าการทาลิปสติกสีแดงขึ้นเวทีมันอาจจะดูท้าทายหน่อย  และจริงๆ แล้วก็คือผมชอบทา มันทำให้มั่นใจจากภายในนะ” 

Mike-Hadreas-of-Perfume-Genius-2015-coachella-bb4-style-2017-billboard-1548

สำหรับยุคปัจจุบัน คาเร็น เห็นว่าไม่ใช่เฉพาะศิลปินเท่านั้นที่แต่งหน้า แต่ผู้ชายทั่วไปก็เริ่มหันมาสนใจเรื่องความสวยความงามกันแล้ว แม้ว่าผู้ชายเหล่านั้นจะใช้เงินเพียงแค่ 2% จากเงินของพวกเขาทั้งหมดไปกับการซื้อครีมโกนหนวดและครีมทาหน้าทั่วไป แต่สมัยนี้ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาสามารถใช้ได้แต่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน เช่น ผลิตภัณฑ์ปรับสภาพสีผิว ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปรับผิวสว่างใส และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้รูขุมขนดูเล็กลง คาเร็นบอกว่า “ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมันไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ประเภทดูแลผิวหน้า แต่มันก็ไม่ถึงกับเป็นเครื่องสำอางซะทีเดียว ดังนั้นก็ควรเลิกกลัวที่จะซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้แล้ว”

ในขณะเดียวกันกับผู้ชายแมนๆ ที่ชอบไว้หนวดเคราและมักจะซื้อแต่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งหนวดเครา และคงไม่ได้เดินห้างสรรพสินค้าเพื่อหาซื้อลิปสติกในวันนี้ แต่ คาเร็น เองก็เห็นว่าคงมีสักวันที่จะเป็นแบบนั้น “ธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องสำอางจะเติบโตและเข้าถึงผู้คนได้ทุกเพศอย่างจริงจัง โดยไม่ปิดกั้นโอกาสเหล่านั้นเพียงแค่เพราะการนิยามผิดๆ ของกลุ่มผู้บริโภคบางกลุ่มที่เห็นว่าเครื่องสำอางเหมาะสมกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย”

 

Story by Hannah Morril

Translated by Pailin J.

Photos by Billboard