900

เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับดนตรีให้ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ เพราะผมเป็นคนชอบคาดหวัง และกลัวความคาดหวังเหลือเกิน

 ทาง บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ไม่รู้หรอกว่า ผมเก็บทุกเล่ม ดอยมาจากโรงเรียนสอนดนตรีที่สอนมาฉบับละเล่ม ทำสม่ำเสมอ สะสมไว้ทุกปก และยังคงเก็บต่อไปไม่มีวันหมดวันสิ้น

นั่งคิดประเด็นที่จะน่าสนใจ แตกต่างจากศิลปินท่านอื่นๆ ที่ไม่หมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป ที่เกี่ยวกับดนตรี แต่ไม่เฝือ ไม่ฝัน ไม่ห่างไกลเกินไป… ช่วงหลังๆ สิ่งที่อยู่ในหัวผมไม่สามารถเขียนอะไรออกมาเป็นบทความได้เท่าไหร่ เพราะมันมีความลักลั่นย้อนแย้งในตัวเสมอ มันไม่ไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน ช่างดูเป็นคนไม่มีจุดยืน ไม่คูลเสียนี่กระไร

นั่งคิดจนเหลือเวลาอีก 3 ชั่วโมงในการส่งต้นฉบับ ฉิบหายแล้ว (จริงๆ ผมอยากรู้ความรู้สึกของคนโดนทวงต้นฉบับบ้าง ได้รู้สึกแล้วครับ ช่างงดงามจริงๆ อา…)

ทาง บิลบอร์ด ไทยแลนด์ โยนประเด็นหนึ่งที่ผมน่าจะอิน คือ… “การนำเสนอเพลงที่ซับซ้อน ไม่ได้ตามกระแสมวลชนในวงกว้างให้กับคนไทย ถือว่าเป็นเรื่องลำบากหรือไม่?”

“…”

ลำบากครับ จบ… คนไม่ค่อยฟัง ขอบคุณครับ ขอจบคอลัมน์เพียงเท่านี้

.

ที่ตอบลำบากไปเมื่อกี๊คือหมายถึงเรื่องเงิน เรื่องเสียงตอบรับน่ะครับ คือลำบากตรงที่หาเงินทุนมาทำต่อยาก ต้องควักตังค์ตัวเอง ต้องรบกวนเพื่อนฝูงให้มาช่วยในกระบวนการต่างๆ อัดเพลง ทำเอ็มวี คิดคอนเซ็ปต์

แต่ว่าในแง่ของการทำงานเพลง มันช่วยไม่ได้จริงๆ ครับ การทำวงดนตรีคือการผสมส่วนผสมของแต่ละคนออกมา ถ้ามันบังเอิญซับซ้อน ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แล้วถ้าบังเอิญคนไม่ฟัง ก็ยิ่งช่วยไม่ได้เข้าไปใหญ่

แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจอย่างหนึ่งคือ ผมไม่เคยคิดว่าเพลงของวงตัวเองซับซ้อนเลย และไม่ได้อยากทำให้มันซับซ้อนด้วย แต่ส่วนผสมในวงมันออกมาเป็นแบบนี้ ผลออกมาเป็นสิ่งที่ทุกคนพอใจ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็อยากให้คนฟังงานของเราเยอะๆ อยู่ดีนั่นแหละ

ในทุกๆ เพลงที่ทำออกมา ยิ่งงานใหม่มาทีไร ส่วนตัวก็คิดว่ามันฟังง่ายขึ้นเสมอ มีการลองปรับการทำงาน สมาชิกเปลี่ยน กลิ่นเสียงก็เปลี่ยน อย่างเพลงใหม่ๆ ผมก็ยึดอำนาจวงมาจากที่เคยเป็นประชาธิปแจม ที่มีดนตรีเป็นประมุข กลายเป็นเผด็จการ โดยคณะเนื้อร้องทำนองเป็นหลัก ซึ่งก็เป็นการปกครอง เอ้ย! การทำงานอีกแบบที่น่าสนใจ

พอได้ผลงานก็ลองเอาไปเช็กกับเพื่อนๆ หลายคนที่มีหูสามารถแยกแยะกลุ่มเป้าหมายได้ว่า เพลงนี้แมสไหม ตอนแต่งออกมารู้สึกป๊อปสุดๆ เพื่อนเหล่านั้นก็บอกผมว่า… “เออ ยังฟังยากอยู่ว่ะ”

ประเด็นคือแม้กระนั้นก็ตาม ผมก็ไม่คิดจะเปลี่ยนให้มันฟังง่ายขึ้น เพราะความคิดในตัวคนที่สร้างผลงานตอนนั้น เราตัดสินแล้วว่า มันง่ายมากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไม่เปลี่ยนเอาใจใครอีกตอนหลัง

จิตใจผมเลยไม่ค่อยมีปัญหากับเรื่องนี้ เราคิดให้ง่ายตอนแรก ถ้ามันง่ายไม่พอ งั้นรอเพลงหน้าแล้วกัน พอเพลงหน้าทำออกมา ผมก็อยากให้คนฟังเยอะๆ อยู่ดี และถ้าผลสุดท้ายมันฟังยาก ก็รอเพลงต่อไปแล้วกัน เป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ ถ้าจะให้มายึดจากคนฟังร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าต้องรู้สึกชื่นชมกันทุกคน ผมว่าก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ใครมาบอกให้ผมครางชื่อมันแล้วผมก็ครางจริงๆ แล้วล่ะ

ปฏิกิริยาสังคมจะบอกกับเราเอง ว่ามันประสบความสำเร็จแค่ไหน ถ้ามันไม่สำเร็จ ก็พยายามต่อไป แล้วก็จงเตรียมใจไว้ ว่าจนตายก็อาจได้เท่านี้

สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ที่อยากพูดถึงในสถานการณ์นี้คือ จิตใจที่รับกับสภาวะนั้นมากกว่า… มันยังทำต่อไปได้อย่างไร ทำเพลงไปไม่ค่อยมีใครฟัง

เมื่อความสำเร็จไม่บังเกิด สิ่งที่เกิดมาแทนจะเป็นคำถาม ความไม่แน่ใจ ความกลัว เมื่อไม่มีใครเห็นคุณค่าของงานที่คุณทำ

มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมเคยไล่ถามคนที่ทำดนตรีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนต่างชาติ ว่าเหตุผลในการเล่นดนตรีของเขาคืออะไร เล่าปัญหาให้เขาฟังว่า ผมไม่รู้จะเลือกทางเดินชีวิตไปทางดนตรีจริงๆ ดีไหม นักร้องขวัญใจผมตลอดกาลคนหนึ่งชื่อย่อ BM ได้ตอบผมสั้นๆ ว่า เขาทำดนตรีเพื่อเยียวยาตัวเอง ถ้ามันยังทำให้เขาเจ็บปวดน้อยลงได้ เขาก็จะยังทำต่อไป…

เปรียบเสมือนคำตอบที่ทำให้ผมชัดเจน แต่ชัดเจนอย่างไร ความสงสัยก็ยังเข้ามาเรื่อยๆ เหมือนรู้ว่าวิถีทางหลุดพ้นคืออะไร แต่เราก็ยังคงตั้งคำถามตลอดเวลา ประหนึ่งว่าถ้าขาดความแคลงใจไปแล้ว เราจะไม่เป็นมนุษย์อย่างนั้นแหละ

ผมทำดนตรีต่อไป แล้วก็เกิดความกลัวในใจ ผมผิดหวัง ผมแต่งเพลงเยียวยาตัวเอง ผมตื่นเต้นกับผลงาน ผมมีความสุข ผมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ผมเกิดความคาดหวัง ผมผิดหวัง

ดนตรีทำให้ผมทำร้าย และเยียวยาตัวเองเสมอมา… รู้ทั้งรู้ว่า ทำไปอย่างไร เราก็อาจได้เท่านี้ แต่ก็รู้ว่า ไม่ทำต่อ ก็ไม่ได้อยู่ดี

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่อ่านมาถึงตัวอักษรนี้ แล้วเข้าใจความรู้สึกไม่มากก็น้อย

Story by: พีท-ปิติพงษ์ ผาสุขยืด (นักร้องนำวง OverMe)
IG: @peteoverme
FB: facebook.com/overme