Processed with VSCO with f2 preset

บ่อยครั้งที่เราได้รับชมคอนเสิร์ตที่มีการนำศิลปินต่างขั้วต่างสไตล์มาพบเจอกันบนเวที ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อวงร็อคที่นำศาสตร์แห่งละครเวทีมาเชื่อมโยงกับบทเพลงของพวกเขาอย่าง Chanudom โคจรมาพบกับ Rasmee ศิลปินผู้นำเอาดนตรีหมอลำทางภาคอีสานบ้านเฮามาผสมผสานกับดนตรีโซลและแจ๊ซจากฟากฝั่งตะวันตก ทว่าความรู้สึกที่ได้รับตลอดโชว์กลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ราวกับว่า 2 ขั้วทางดนตรีกำลังดึงดูดเข้าหากัน ผ่านท่วงทำนอง เสียงร้องที่เปล่งออกมา และการดำเนินเรื่องที่เล่าถึงตัวตนและจิตวิญญาณของพวกเขาที่ไม่เคยเป็นอื่นใน “Chanudom x Rasmee คนบาปเมืองชุดดำ”

 

และเมื่อทราบว่าสถานที่จัดงานในครั้งนี้คือ Studio 28 ย่านกรุงเทพกรีฑา ซึ่งถือได้ว่าเป็นสตูดิโอบันทึกเสียงมาตรฐานสากลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บวกกับพลังแห่งการแสดงสดของทั้ง Chanudom และ Rasmee จากที่ทั้งเคยชมด้วยสองตาของตัวเองหรือแม้กระทั่งเสียงร่ำลือต่างๆ นานา คงไม่ผิดหากเราจะเดินทางสู่สตูดิโอดังกล่าวพร้อมความคาดหวังที่พกไปเต็มกระเป๋า

เวลาสองทุ่มเศษ เรายืนอยู่ ณ มุมหนึ่งในฮอลล์คอนเสิร์ตเป็นที่เรียบร้อย อันที่จริงบริเวณดังกล่าวคือส่วนหนึ่งของห้องบันทึกเสียงที่ทั้ง 2 ศิลปินได้เนรมิตให้กลายเป็นโลกสมมติของพวกเขา เครื่องดนตรีที่แบ่งออกเป็น 2 ฝั่งก็วางเรียงรายบนเวทีแล้วเช่นกัน รอเพียงเจ้าของมายืนประจำการตามตำแหน่งตามกำหนดเวลา พื้นที่ด้านล่างสำหรับคนดูไม่ได้กว้างขวางแต่อย่างใด เนื่องด้วยการแสดงครั้งนี้เปิดรับผู้ชมเพียง 250-300 ต่อรอบ (การแสดงมีทั้งหมด 2 รอบคือในวันศุกร์ที่ 4 และเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2017) บริเวณตรงกลางคือโซนของที่นั่งวีไอพีที่มีเพียง 30 ที่นั่งเท่านั้น บ่งบอกถึงความเป็นคอนเสิร์ตสเกลเล็กในรูปแบบที่ต่างออกไป เพราะก่อนหน้านี้เราเคยชมโชว์ของ Chanudom และ Rasmee ในพื้นที่ที่กว้างขวางกว่านี้มาโดยตลอด

Processed with VSCO with f2 preset

องค์ 1 : ไฟคนบาปเมืองชุดดำ… fade in

ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏคือศิลปินผู้มีเครื่องดนตรีเป็นอาวุธยืนพร้อมหน้าพร้อมตา ด้านซ้าย (หันหน้าเข้าเวที) คือ Rasmee ขวามือเป็นฝั่งของ Chanudom คั่นกลางด้วยทีมเครื่องเป่า, เครื่องสาย และมือเพอร์คัสชั่น กรู๊ฟหน่วงๆ อันมีเสน่ห์ของเพลง คนบาป ดังขึ้น พัด-ชนุดม สุขสถิตย์ นักร้องนำวง Chanudom ก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยคอสตูมสีขาวล้วน ไฟสีแดงฉาบทั่วเวที… ร้อนเร่า ร้อนแรง… แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งในความรู้สึก เมื่อบทเพลงแรกของโชว์จบลง ถึงคิวของ Rasmee หรือ รัสมี เวระนะ ที่เริ่มต้นด้วย เนาอีนา กับไฟสีน้ำเงินหม่นเศร้า ที่ผู้ชมต่างถูกสะกดให้ตกอยู่ในภวังค์ของน้ำเสียงที่ถ่ายทอดภาษาลาวและเขมรได้อย่างทรงพลังที่สุด ก่อนจะต่อด้วย เมืองชุดดำ เรียกความคึกคักได้พอสมควร

Chanudom พาทุกคนกลับเข้าสู่โหมดดาร์คเล็กๆ อีกครั้งด้วยท่วงทำนองอันเนิบช้าและเกรี้ยวกราดในเพลงๆ เดียวกับ รอยประหลาด ในขณะที่ Rasmee ผ่อนจังหวะลงมาเล็กน้อยในเพลง ลำดวน ที่เสียงแคนเสียดแทงใจเหลือเกิน ซึ่งในช่วงท้ายของเพลงดังกล่าว Chanudom ก็พาเพลง ไม่เหมือนเดิม มารับช่วงต่อแบบไม่ต้องหยุดนับขึ้นเพลงใหม่ เพิ่มความหนักแน่นด้วยความเร่งเร้าในท่อนฮุกที่ฟังแล้วมีโยกตัวตามกันเช่นเคย ก่อนที่ Rasmee จะขึ้นมาเบรกความมันนั้นด้วยความเศร้าดิ่งลึกใน อ้ายอยู่ใส จบการแสดงช่วงแรกและพัก 15 นาทีแบบไม่ทันตั้งตัว รู้สึกว่าทุกอย่างบนเวทีผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก

Processed with VSCO with f2 preset

ความรู้สึกในตอนนั้นแทบอยากจะกางเนื้อเพลงทุกเพลงที่เพิ่งจบไปสดๆ ร้อนๆ มาต่อกัน เรารู้สึกว่า Chanudom และ Rasmee กำลังเล่าอะไรบางอย่างผ่านการร้อยเรียงเพลงของแต่ละวงอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่า คนบาป และ รอยประหลาด คือการบอกเล่าตัวตนของ Chanudom ถึงรูปลักษณ์ภายนอก หรืออาจหมายรวมถึงเพศสภาพของพวกเขาที่บางคนตัดสินจากเพียงแค่แรกการมองเห็น ก่อนจะตอกย้ำด้วย ไม่เหมือนเดิม ที่พวกเขาพยายามจะบอกว่า สัจธรรมแห่งชีวิตย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ทำได้ก็คงมีเพียงการยึดมั่นในตัวตนของตนเองนั่นเอง ส่วน Rasmee ก็เริ่มต้นด้วยตัวตนทางดนตรีอันชัดเจนเช่นกัน เรื่องเล่าในเพลง เมืองชุดดำ ก็สะท้อนถึงการเดินทางของใครบางคนที่อาจมองตัวเองว่าเป็น ‘คนนอก’ ของเมืองอันแสนใหญ่โต เช่นเดียวกับหญิงสาวที่ชื่อ ‘ลำดวน’ ที่ต้องมาพบเจอกับความผิดหวังในความรัก รวมถึงอารมณ์โหยหาใน อ้ายอยู่ใส ซึ่งอาจเป็นความในใจของผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อยากจะส่งต่อไปถึงคนรักของเธอ

และนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ Chanudom และ Rasmee ได้เปิดเผยตัวตนอันแท้จริงอย่างหมดเปลือก ผ่านเนื้อเพลงและดนตรีที่พวกเขาสร้างมันมากับมือก็เป็นได้

ไฟคนบาปเมืองชุดดำ… fade out

Processed with VSCO with f2 preset
Processed with VSCO with f2 preset

องค์ 2 : ไฟแสงสีในเมืองมายา… fade in

กลับเข้าสู่โชว์อีกครั้ง เริ่มต้นด้วยพาร์ตของดนตรีของสองฟากฝั่งล้วนๆ ที่ย้อนรอยกลับไปสู่เพลงอย่าง คนบาป, เมืองชุดดำ และ รอยประหลาด เหมือนเป็นการแฟลชแบ็คดึงอารมณ์ให้ผู้ชมนึกย้อนกลับไปว่า เมื่อสักครู่มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มู้ดแอนด์โทนของแสงดูมีสีสันมากขึ้น จากชุดขาวล้วน พัด กลับขึ้นมาบนเวทีด้วยชุดสีดำทะมึนพร้อมเพลง สบประมาท และเข้าสู่การพูดทักทายเป็นครั้งแรกของโชว์ ก่อนที่จะนำบทเพลง ประกายปรุย อีกหนึ่งเพลงภาษาเขมรของ Rasmee มาขับร้องในเวอร์ชั่นที่โ-ตรร็อค เรียกได้ว่าเดือดกันถ้วนทั่ว ในขณะที่ Rasmee ก็เปลี่ยนชุดจากเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตามแบบฉบับคนเมือง กลับสู่วิถีเดิมอันคุ้นตากับเดรสสีดำและดอกไม้ที่คาดไว้บนศีรษะ เธอกลับมาพร้อมเพลง อารมณ์ ลูกคอหมอลำกับดนตรีโซลมันช่างเข้ากันดีเสียจริง บนเวทีเธอพูดไม่เก่งนัก กล่าวทักทายแฟนๆ เล็กน้อย ก่อนจะหยิบเพลง เลือดชั่ว ของ Chanudom มาคัฟเวอร์ในแบบสวิงแจ๊ซได้ม่วนซื่นไปตามๆ กัน

Processed with VSCO with f2 preset
Processed with VSCO with f2 preset
Processed with VSCO with f2 preset

เบรกอารมณ์กันชั่วครู่ Rasmee เดินลงมาสู่บริเวณกลางฮอลล์พร้อมเสียงอันพลิ้วไหวและเศร้าสร้อยของฮาร์ป เธอขับกล่อมทุกคนอย่างใกล้ชิดด้วยเพลง มายา เล่นเอาบรรยากาศเงียบสงัดกันเลยทีเดียว หลังจากนั้นทุกคนก็หันกลับไปสู่เวทีด้านบนอีกครั้งเมื่ออินโทรซิงเกิ้ลล่าสุดของ Chanudom อย่าง เลยตามเลย ดังขึ้น ต่อเนื่องด้วย สวยไทย จาก Rasmee ที่สร้างความคึกคักให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ผู้ชมร้องตามท่อน ‘เกาหลีๆ อีหลีๆ’ กันถ้วนหน้า และปิดโชว์ด้วยเพลง ชนุดม ที่พาเราไปสู่ความพีคในอารมณ์พร้อมคราบน้ำตาของพัด ยิ่งเมื่อ Rasmee เข้ามาเสริมคอรัสในช่วงท้าย มันเหมือนกับพี่สาวกำลังปลอบน้องสาวที่ภายในเต็มไปด้วยความอ่อนไหวจาก ‘การจากลา’ ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงดังกล่าวขึ้นมา ด้วยอ้อมกอดอันอบอุ่น แต่ใช่ว่าโชว์จะจบเพียงเท่านั้น ทั้ง 2 วงขึ้นมาแถมให้อีก 1 บทเพลงกับ เมืองชุดดำ ที่ ณ ตอนนั้นเซิ้งกันยับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โทนโดยรวมในช่วงที่ 2 ของคอนเสิร์ตดูแตกต่างจากพาร์ตแรกพอสมควร จากการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างให้อารมณ์เหมือนละครเวทีอยู่ไม่น้อยก็ปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของคอนเสิร์ตโชว์ที่ชัดเจนขึ้น แน่นอนว่าหลากหลายอารมณ์ทั้งความสนุกสนานและความเศร้าส่งต่อมายังผู้ชมได้อย่างเต็มที่ในพาร์ตหลัง แต่เราไม่แน่ใจว่า อารมณ์มันอาจไม่ต่อเนื่องจากช่วงแรกที่ทั้ง Chanudom และ Rasmee ขับเน้นความ dramatic แบบเต็มสูบหรือเปล่า และหากว่าพวกเขาดำเนินเส้นเรื่องไปในทิศทางเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ ความรู้สึกในตอนท้ายโชว์จะแปรเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าขบคิดอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

Processed with VSCO with f2 preset

หากจะกล่าวว่า จุดเด่นนอกจากความชัดเจนในแนวทางของดนตรีของ Chanudom และ Rasmee คือการแสดงสดบนเวทีก็คงไม่ผิดนัก Chanudom มาพร้อมกับสีสันฉูดฉาดของคอสตูม การเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่จัดหนักกันเกินร้อย คงไม่ต้องกล่าวถึงลีลาของนักร้องนำอย่าง พัด ที่ทุกคนคงทราบดีว่าใส่เต็มทุกงาน แต่ที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือ แพท-สถาปัตย์ แสงสุวรรณ และ ต๊อป-ธัชพล ชีวะปริยางบูรณ์ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเครื่องดนตรีอย่างกีตาร์และกลอง สอดคล้องไปกับฟร้อนต์แมนได้อย่างลงตัว รวมถึงกองกำลังเสริมทั้งมือเบส มือคีย์บอร์ด และทีมเครื่องเป่าก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจในทุกตัวโน้ตที่พวกเขาเล่นออกมา ส่วนทางฝั่ง Rasmee ความน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คือน้ำเสียงที่สวรรค์มอบให้เธอมา นี่คืออีกหนึ่งศิลปินไทยที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณอย่างแท้จริง หลายคนอาจรู้สึกว่า หมอลำหรือดนตรีพื้นบ้านต่างๆ เป็นสิ่งไกลตัว แต่เธอและสมาชิกวง Isan Soul ทุกสิ่งทำให้ทุกสิ่งกลายเป็นความสากลที่คนทั่วโลกก็สามารถฟังได้แบบไม่เคอะเขิน อีกทั้งเครื่องสาย 3 ชิ้นคืออีกหนึ่งส่วนเติมเต็มที่ทำให้ทุกบทเพลงและโชว์เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าชื่นชมที่สุดเราขอยกให้เรื่อง ‘ซาวนด์’ ผู้เขียนไม่เคยชมคอนเสิร์ตในสตูดิโอบันทึกเสียงมาก่อน ด้วยพื้นที่ที่อาจไม่กว้างขวางมากนัก หรือแม้แต่การที่มีวงดนตรีฟูลแบนด์ 2 วงอยู่บนเวทีเดียวกันอาจทำให้เสียงที่ได้ยินล้นเกินความจำเป็นได้ไม่ยาก แต่ซาวนด์ของคอนเสิร์ต “Chanudom x Rasmee คนบาปเมืองชุดดำ” สามารถเข้าไปแตะถึงความรู้สึกระหว่างที่ฟังได้โดยตลอด จนบางครั้งเราถึงขั้นหลับตาฟังเพื่อพยายามซึมซับทุกตัวโน้ตที่ได้ยินเสียด้วยซ้ำไป

Processed with VSCO with f2 preset

การกำกับเวทีของนักแสดงสาว ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ ก็น่าสนใจไม่น้อย ฉากด้านหลังที่สะท้อนถึงอะไรบางอย่าง การเรียงซีเควนซ์ของแต่ละบทเพลงที่ดำเนินเรื่องราวต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ การปรากฏตัวของฟร้อนต์แมนของทั้ง 2 วงที่คลาดสายตาไม่ได้เลย มีการจัดวางพร็อพ อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ และแก้วไวน์ กับบรรยากาศของบาร์แจ๊ซที่สามารถเล่าเรื่องได้อย่างชัดเจน ดูเป็นโชว์ที่มีมูฟเม้นต์ที่น่าติดตามอยู่ตลอดเวลา

หากจะมีเรื่องให้ติก็คงจะเป็น ‘จังหวะของระบบแสง’ ด้วยความที่เป็น Theatrical Concert เรามองว่า ไลท์ติ้ง เป็นอีกหนึ่งบทบาทนำที่สามารถเล่าเรื่องอะไรบางอย่างได้ แต่จังหวะในการปรากฏของแสงดูเหมือนยังไม่คลิกกับตัวละครบนเวทีสักเท่าไหร่ บางครั้งยังดูเป็นความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ แสงที่ปรากฏในแต่ละช็อตแต่ละช่วงหากเปรียบกับคำพูดจึงยังดูไม่คมคาย และส่งผลถึงนัยยะทางความรู้สึกในแต่ละบทเพลงอยู่มากทีเดียว

 

ทว่าท้ายที่สุด การที่ตัวศิลปินได้บ่งบอกถึงตัวตน ความรู้สึกนึกคิด และจิตวิญญาณผ่านแต่ละบทเพลงที่สรรสร้างขึ้นมาได้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขใดๆ และคนดูสัมผัสได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า นั่นอาจเป็นความสุขที่ล้นเอ่อออกมาจากหัวใจของผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน และเราเชื่อว่า ค่ำคืนที่ผ่านมา Chanudom และ Rasmee คงรู้สึกเช่นนั้นอย่างไร้เงื่อนไขใดๆ เช่นกัน

ไฟแสงสีในเมืองมายา… fade out

 

Story and photos by: Chanon B.