grammy_walkout1.2

 

“บียอนเซ่ต้องทำอะไรถึงจะชนะรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปีให้ได้?” อเดลตั้งคำถามในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังการประกาศรางวัลแกรมมี่ ประจำปี 2017 ที่เธอสามารถคว้ารางวัลใหญ่สุดของงานอย่างอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีไปครอบครองได้ด้วยอัลบั้ม 25 ที่ออกมาในปี 2015 ของเธอ “ฉันโหวตให้บียอนเซ่นะ” เธอกล่าว ไม่นับรวมกับการที่เธอได้กล่าวขอโทษขอโพยบียอนเซ่เป็นการใหญ่ขณะขึ้นรับรางวัล  หลังจากการพ่ายแพ้ของบียอนเซ่ในสาขาที่เธอเรียกได้ว่าเป็นตัวเก็งและมีโอกาสที่คว้ารางวัลสูง ซึ่งนับว่าเธอได้เข้าใกล้กับชัยชนะสูงสุดในเส้นทางดนตรีแต่แล้วเธอก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ และนำพามาซึ่งคำถามมากมายที่ไร้คำตอบว่าเหตุใดทำไมบียอนเซ่ถึงไม่ชนะ ถ้าย้อนกลับไปนับตั้งแต่เธอออกอัลบั้มเดี่ยวในปี 2003 เทย์เลอร์ สวิฟต์และอเดล (ไม่นับรวมริแอนน่า) ต่างก็คว้ารางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีกันไปถึงสองครั้งแล้ว

ถึงกระนั้นเหล่าผู้มีสิทธิลงคะแนนของ Recording Academy ก็ดูเหมือนกับว่าจะมีปัญหากับเพลงฮิปฮอปไม่มากก็น้อย จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดช่องว่างของเชื้อชาติและสีผิว ระหว่างเหล่าคณะกรรมการและผู้ชนะจากสาขาใหญ่ๆ ทั้ง ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยมแห่งปี, เพลงยอดเยี่ยมแห่งปี และอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี

นับตั้งแต่ปี 2000 มีศิลปินผิวสีเป็นผู้ชนะเพียงแค่สองครั้งคือ OutKast ในปี 2004 และเฮอร์บี้ แฮนคอก ในปี 2008 ถึงแม้ว่าจะมีศิลปินผิวสีปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้เข้าชิงทุกปี แต่ชัยชนะของพวกเขานั้นมีเพียงแค่สองครั้งข้างต้น

“ผมไม่ได้เกลียดแกรมมี่นะ แต่ปีนี้ผมไม่ดูการประกาศรางวัลก็ด้วยเหตุผลนี้แหละ” สเตฟาน บรูเนอร์ หรือ Thundercat กล่าว ซึ่งเขาเองยังเป็นผู้มีส่วนร่วมกับอัลบั้ม A Pimp a Butterfly จากเคนดริก ลามาร์ที่คว้าไปถึงห้ารางวัลแต่ชวดรางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีให้กับ 1989 จากเทย์เลอร์ สวิฟต์ “ผมรู้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้มันจะต้องเกิดขึ้น พวกเราเห็นมันมาหมดแล้ว”

การพ่ายแพ้ของอัลบั้ม Lemonade จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจเท่าไรนัก เฉกเช่นเดียวกันคนอื่นๆ ในวงการเพลง ที่น่าสนใจก็คือหลายต่อหลายคนที่บิลบอร์ดได้ร่วมพูดคุยด้วยต่างก็คิดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าอัลบั้มของบียอนเซ่นั้นสามารถถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเสียงดนตรีได้เข้าถึงอารมณ์และเห็นภาพได้มากกว่าอัลบั้ม 25 ของอเดล ที่สามารถทำยอดขายไปกว่า 9.2 ล้านก็อปปี้ภายในเฉพาะสหรัฐอเมริกา “อัลบั้ม Lemonade ของบียอนเซ่ถือเป็นที่สุดของเส้นทางอาชีพของเธอ” ลิเวีย ทอร์เทลล่า มิวสิคเอ็กเซ็กคลูทีฟกล่าว “แต่เธอต้องไปสู้กับอีกหนึ่งอัลบั้มที่กระแสแรงจากศิลปินที่ดังมากเช่นกัน”

แต่สำหรับศิลปินม้ามืดอย่าง Beck ที่เฉือนชนะบียอนเซ่ไปในปี 2015 หรือเช่นเดียวกับ Mumford & Sons ที่ชนะแฟรงก์ โอเชี่ยนไปในปี 2013 ก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าถึงแม้จะเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ที่มาพร้อมกับอัลบั้มขายดีก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าศิลปินคนนั้นจะได้รางวัลกลับบ้านไป หรือไม่ได้เป็นการกล่าวถึงสัดส่วนของศิลปินผิวสีแต่อย่างใด ซึ่งในระหว่างปี 1974 ถึง 1994 มี 8 อัลบั้มจากศิลปินผิวสีที่ชนะรางวัลใหญ่ โดยสามอัลบั้มนั้นเป็นของหนึ่งในศิลปินคนโปรดของแกรมมี่อย่าง สตีวี่ วันเดอร์

   “ฉันรู้สึกว่ามุมมองมันดูแคบลง” เฮเลน บรูเนอร์ ผู้จัดการดูแลของเวทีแกรมมี่คนปัจจุบันกล่าว “ฉันเชื่อว่าหากสตีวี่ วันเดอร์ปล่อยอัลบั้ม Innervisions (อัลบั้มที่มีการพูดถึงประเด็นทางการเมืองอย่างชัดเจนที่ปล่อยออกมาในปี 1974) ออกมาสมัยนี้ เขาไม่มีทางที่จะคว้ารางวัลไปได้”

การที่จะเลือกผู้ชนะในแต่ครั้งจะมาจากเสียงโหวตของสมาชิก Recording Academy ที่มาจากหลายหลายอาชีพในแวดวงดนตรีจึงทำให้ผู้ที่มีสิทธิโหวตนั้นมีความหลากหลาย  แต่อย่างไรก็ตามความหลากหลายนั้นก็เป็นที่ก่อให้เกิดช่องว่างเมื่อพูดถึงการทำอัลบั้ม “พวกเขาอาจพูดได้ว่าพวกเขาไม่สามารถเล่นเพลง Formation ในเวอร์ชั่นเปียโนได้ แต่พวกเขาสามารถเล่นเพลง Hello ได้” เฮเลน บรูเนอร์กล่าวเสริม

แฟรงก์ โอเชี่ยนเองก็ตัดสินใจไม่ส่งอัลบั้ม Blonde เพื่อเข้ารับการพิจารณา โดยเขาให้ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ว่าเวทีแกรมมี่นั้น “นำเสนอผู้คนที่มาจากที่ที่เดียวกับที่ผมมาไม่ค่อยจะเข้าท่าสักเท่าไร” ในขณะที่คานเย่ เวสต์ก็ปฏิเสธที่จะไปร่วมงานด้วยเช่นกัน “ใช่ ผมมีปัญหาข้องใจกับแกรมมี่” คานเย่ทวิตในช่วงต้นปี 2016 “ผู้คนทั่วไปต่างต้องการที่จะเห็นศิลปินอย่าง Future บนเวทีแกรมมี่ ไม่ใช่แค่ผมหรือเจย์-ซี”

ทางด้านแกรมมี่ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับความหลากหลายของผู้เข้าชิงในสาขาต่างๆ ทั้งด้านเชื้อชาติ สีผิว และอายุ ที่เห็นได้ชัดจากในปีล่าสุดกับห้าศิลปินที่มีรายชื่อเข้าชิงในสาขาต่างๆ มากที่สุดอย่าง คานเย่ เวสต์, บียอนเซ่, ริแอนน่า, เดรก และ Chance the Rapper “คุณจะไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้เลย หากเราไม่มีความหลากหลายของระบบสมาชิก” นีล พอร์ทนาวกล่าวกับบิลบอร์ด อ้างถึงระบบระสมาชิกที่มีสิทธิโหวตของแกรมมี่พร้อมกับกระแสที่มีการพูดถึงความอคติในเชื้อชาติของคะแนนโหวต “มันขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคน ดังนั้นมันเป็นเรื่องยากที่ผมจะไปวิจารณ์ถึงความอคติตรงนั้นที่ไม่มีอะไรนอกจากดนตรีเท่านั้น และไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติแน่นอน” ในขณะเดียวกันเขาก็ยอมรับว่าถึงแม้ว่าแกรมมี่จะเดินทางมาอย่างยาวนานในฐานะองค์กร “พวกเราก็ไม่ได้พึงพอใจหรือรู้สึกยินดีกับจุดที่พวกเรายืนอยู่ แต่พวกเราก็ต้องการความร่วมมือจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน”

เทอร์เรส มาร์ติน ที่นอกจากจะเป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิโหวตแล้ว เขายังเป็นศิลปินที่ถูกเสนอเข้าชิงในสาขาอัลบั้มอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมปี 2017 อีกด้วย ได้กล่าวว่า “คนที่ออกมาบ่นกันส่วนใหญ่ก็คือพวกที่ไม่ยอมโหวตกันนั้นแหละ ผมพยายามให้เพื่อนสมาชิกโหวตกัน แต่ทุกคนที่นั้นทำเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระและไม่สนใจ จนกระทั่งงานแกรมมี่มาถึงเท่านั้นแหละ”

“บางคอมเมนต์ที่ผมเห็นนั้นมาจากความที่ไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรล้วนๆ” นีล พอร์ทนาวกล่าว “มันคือสิ่งที่แรกเริ่มมาจากการวิเคราะห์และวิจารณ์ก่อนที่จะมีการโหวตและเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่คุณอยากจะเห็น”

การที่ศิลปินอย่าง เดรก, แฟรงก์ โอเชี่ยน, คานเย่ เวสต์ และจัสติน บีเบอร์ กอดคอกันไม่มาร่วมงานแกรมมี่ที่ผ่านมาก็ส่งผลกระทบกับการประกาศรางวัลเต็มๆ “พวกเราไม่สามารถทำให้เวทีแกรมมี่นั้นยิ่งใหญ่ขึ้นได้โดยปราศจากศิลปินเบอร์ต้นๆ เหล่านั้น” ฮาร์วีย์ เมสัน จูเนียร์ โปรดิวเซอร์และอดีตผู้จัดการดูแลของเวทีแกรมมี่กล่าว

“การเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น (ในอุตสาหกรรมดนตรี) แต่มันก็มีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ” เทอร์รี่ โจนส์ อีกหนึ่งโปรดิวเซอร์และอดีตผู้จัดการดูแลของเวทีแกรมมี่กล่าว “แต่กว่าจะถึงจุดที่คนยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม”

“ผมเข้าใจว่าบางคนอาจจะรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีส่วนร่วม” นีล พอร์ทนาวกล่าว “แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างมันเป็นเรื่องที่เรียบง่ายไม่มีอะไรเลยแค่เข้ามามีส่วนร่วมและโหวต เท่านี้คุณก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการสนับสนุนและการต้อนรับจากพวกเราเท่านั้น” เขากล่าวปิดท้าย “พวกเราต้องการมันต่างหาก”

 

Story by Nathalie Weiner

Translated by Aekkachai S.