ในยุคนี้เราคงต้องยอมรับว่าร้านขายซีดีเพลงที่ยังเปิดกิจการอยู่คือผู้แข็งแกร่งจริง อึดจริง ท่ามกลางกระแสดิจิตัลดาวน์โหลดและสตรีมมิ่งในช่วง 15 ปีให้หลังมานี้ที่ทำให้ทุกคนบริโภคเพลงได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องไปยืนเลือกซื้อซีดีให้เมื่อยกันอีกต่อไป จากปี 2006 เคยมีการบันทึกสถิติว่ายอดขายซีดีอยู่ที่ 9.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่พอมาปี 2015 กลับลดฮวบเหลือเพียง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะที่ยอดขายแผ่นเสียงไวนิลกระเตื้องขึ้นตามเทรนด์แต่ก็ไม่หวือหวามากนัก “ตอนนี้ผมไม่เห็นแววว่าร้านขายซีดีจะเป็นธุรกิจที่พัฒนาต่อไปได้อีกแล้ว” จอช เมเดล เจ้าของร้าน Other Music ที่ย่านดาวน์ทาวน์ของนิวยอร์กพูดด้วยน้ำเสียงถอดใจ เพราะเขาเองก็เพิ่งเลิกกิจการไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วเนื่องจากยอดขายตกเกินครึ่งจากเดิมที่เคยทำรายได้ 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

แต่…อย่าสิ้นหวังไปใย เมื่อขณะนี้กัญชากลายเป็นสินค้าถูกกฎหมายให้ซื้อ-ขายกันได้ใน 28 รัฐที่สหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ทางการแพทย์หรือเพื่อความเพลิดเพลินก็ตาม

weddrecordstorefinalv2

แล้วกัญชามันเกี่ยวอะไรกับร้านขายซีดี? รู้หรือไม่ว่าเดี๋ยวนี้เจ้าของร้านซีดีหลายคนเริ่มสนใจอยากให้เจ้าพืชเสพติดชนิดนี้มาช่วยหนุนธุรกิจ จากเดิมบางร้านก็มีวางจำหน่ายของใช้ภายในบ้านควบคู่กับหิ้งซีดีอยู่แล้ว ซึ่งต่อไปถ้ารับกัญชามาขายก็จะยิ่งช่วยเสริมรายได้อีกแรง

“กัญชากับดนตรีอยู่คู่กันมาตั้งแต่ยุคแจ๊สแล้ว” ไมเคิล เคิร์ทซ ผู้ร่วมก่อตั้งร้าน Record Store Day ช่วยให้เราเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้ “เมื่อไหร่ก็ตามที่สิ่งที่มนุษย์ทำเป็นเรื่องปกติกลายเป็นของถูกกฎหมาย มันจะนำมาซึ่งธุรกิจที่งอกงาม”

ลำพังธุรกิจยาสูบเองก็กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แค่ในโคโลราโดก็ทำเอารายได้เติบโตขึ้นมา 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพราะเป็นหนึ่งในรัฐที่กัญชาถูกกฎหมาย และอีกไม่นานเกินรอประมาณปี 2018 กฎหมาย Proposition 64 ของแคลิฟอร์เนียจะมีผลบังคับใช้ และจะส่งผลให้กัญชากลายเป็นของธรรมดาสามัญครอบคลุมตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศ ลากยาวตั้งแต่ชายแดนแคนาดาไปถึงเม็กซิโก และด้วยอนาคตที่แลดูจะสดใสนี้เองที่ทำให้ผู้ประกอบการร้านซีดีทั้งหลายเริ่มรู้สึกอยากฮึดสู้อีกครั้งหลังจากที่พยายามประคองธุรกิจไว้มาเป็นสิบปี

“กัญชาช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น” พอล เอพสไตน์ กล่าว เขาคือผู้อยู่เคียงคู่กับร้าน Twist & Shout Records ของเขาในเมืองเดนเวอร์มา 28 ปีแล้ว “ดูท่าจะงานหนักเอาการ ถ้าคุณต้องนั่งสำรวจว่ามีธุรกิจไหนบ้างที่กัญชาไม่ได้ช่วยชีวิตเอาไว้”

และข้อดีอีกอย่างคือมีสถิติบ่งชี้ว่ากัญชาช่วยให้คนในโคโลราโดมีงานทำมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เพิ่มมาแล้ว 18,000 อัตราด้วยกัน รุ่งไหมล่ะ

แต่บิลบอร์ดได้คุยกับผู้ประกอบการท่านอื่นอีกหลายคนในโคโลราโด ซีแอตเทิล และ ลอสแอนเจลิส และพบว่าบางคนยังไม่เห็นถึงความแตกต่าง “ยอดขายของร้านผมไม่เห็นจะดีขึ้นตรงไหน” หลุยส์ แลมเบิร์ต หนึ่งในเจ้าของร้าน Independent Records & Video ในโคโลราโดบอกไว้ “นี่ขนาดผมตั้งร้านขายยา (กัญชา) ไว้ข้างๆ แล้วนะ แต่เผอิญว่าร้านที่อยู่ถัดไปอีก 10 ร้านก็ขายยาเหมือนกันหมด”  

อีกสิ่งที่อาจต้องคำนึงถึงคือเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีก็ไม่แน่ว่ากฎหมายข้อห้ามเรื่องกัญชาจะกลับมาก็เป็นได้ ชวนให้นึกถึงสมัยโรนัลด์ เรแกนที่มีแคมเปญดัง Just Say No เหมือนที่เคยเป็นคำติดปากในบ้านเราอยู่พักหนึ่ง นำโดยแนวความคิดที่ว่ากัญชานั้นอันตรายและไม่ควรเป็นสินค้าถูกกฎหมาย

ส่วนร้าน Amoeba Music ร้านขายเพลงชั้นนำในแคลิฟอร์เนียอาจจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากต่อให้กัญชากลับมาเป็นของผิดกฎหมายอีกครั้ง อย่างสาขาเบิร์คเลย์ได้ใบอนุญาตประกอบการตั้งนานแล้วก่อนที่จะมีเรื่องกฎหมาย Proposition 64 เสียอีก มาร์ค ไวน์สไตน์ หนึ่งในเจ้าของร้าน Amoeba Music บอกว่า “เราพยายามอุ้มสาขาเบิร์คเลย์ให้อยู่รอดมาตั้งหลายปีทั้งที่ไม่ได้กำไรมากนัก” เขายังบอกอีกว่าจากที่เคยจ้างพนักงาน 90 อัตรา ตอนนี้เหลืออยู่แค่ 35อัตราเท่านั้น “เราพยายามขอใบอนุญาตนี้มาเพราะคิดว่ากัญชาและเพลงน่าจะไปด้วยกันได้ และมันจะช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจได้ในระยะยาว” แถมตัวเลขยังบอกอีกว่ากำไรที่ได้จากการขายกัญชานั้นยังสูงกว่ากำไรจากการขายซีดีในร้านเสียอีก “อ้อ และขายกัญชาเนี่ย เป็นอะไรที่ Amazon เล่นงานเราไม่ได้”

“โมเดลธุรกิจของเราตลอด 26 ปีมานี้คือหาสินค้ามาวางจำหน่ายให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้และต้องรู้จักสินค้าเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง”

ส่วนจอช มาเดล เจ้าของร้าน Other Music ที่ปิดตัวไปแล้วดังที่เรากล่าวถึงในตอนแรก เขารู้สึกว่ากว่าที่ดนตรีและกัญชาจะมาเจอกันมันก็สายไปเสียแล้ว “สำหรับลูกค้า รวมถึงตัวผมด้วย ผมว่ามันคือส่วนผสมของสองสิ่งที่เราใฝ่ฝัน ถ้าเราได้โอกาสแบบนี้ตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่แน่ว่าผมจะปิดกิจการหรือเปล่านะ แต่ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าถ้ามีร้านไหนในนิวยอร์กที่ทำให้ฝันเป็นจริงได้เป็นร้านแรก ผมจะไปอุดหนุนเป็นขาประจำเลย”

 

Story by: Andy Gensler
Illustration by: Ryan Snook
Translated by: Sutthimas R.