boytri

 

บอย – ตรัย ภูมิรัตน คือเจ้าของน้ำเสียงอันอบอุ่นที่เราคุ้นเคยกันดีในบทบาทนักร้องนำของวง Friday กับบทเพลงที่ทุกคนรู้จักไม่ว่าจะเป็น ฉันมีความสุข, ชั่วโมงต้องมนต์, เปลี่ยนไปทุกอย่าง, ไม่ว่าเธอจะรักฉันหรือไม่, ปิดผนึก ฯลฯ ในอีกแง่มุมหนึ่ง เขาเป็นนักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมที่เคยฝากผลงานเพลงฮิตประดับวงการมากมายในนาม Zentrady อาทิ ความลับ และ ต่อให้ใครไม่รัก (Project H), เผลอ (Mr.Z feat. นภ พรชำนิ), ย้ำ (Bodyslam), รักที่เธอเพิ่งผ่านพ้นไป (Groove Riders) เป็นต้น แต่อีกหนึ่งบทบาทที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยครั้งนักก็คือการเป็นศิลปินเดี่ยว ซึ่งปีหน้าเราจะได้เห็นผลงานอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 3 ที่มีชื่อว่า ขุนเขาแห่งหมี นับตั้งแต่อัลบั้ม My Diary Original Soundtrack (2004) และ บุคคลที่ 3 (2006) บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จึงเชิญชวนชายหนุ่มอารมณ์ดีผู้นี้มาพูดคุยถึงขุนเขาลูกดังกล่าวว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รวมถึงบทบาทการเป็นนักแต่งเพลงในยุคสมัยนี้ที่อาจ ‘เปลี่ยนไปทุกอย่าง จากเมื่อวาน’ แล้วอย่างสิ้นเชิง

 

ในฐานะที่คุณเป็นนักร้องที่บทบาทในการเป็นนักแต่งเพลงอาจจะเข้มข้นกว่าด้วยซ้ำ ทุกวันนี้แรงบันดาลใจในการเขียนเพลงแตกต่างจากเมื่อก่อนมากไหม?
แรงบันดาลใจในการเขียนเพลงก็ยังเป็นเรื่องรอบๆ ตัวที่มาตกกระทบเรา แล้วเรารู้สึกประทับใจจนอยากจะเขียนออกมา ยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจจะเป็น… เรารู้สึกว่า ชายหนุ่มคนที่พูดเองเออเองคนนั้น วันนี้เขาพูดในแบบที่อยากให้คนอื่นฟังด้วย อยากให้คนได้มาแชร์เรื่องนี้กับเรา ให้คนรู้สึกไปกับเราด้วย คือเมื่อก่อนจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่า เวลาที่คนฟังกับเราเชื่อมโยงถึงกันได้มันดีจังเลย

หลายคนมองว่า เพลงไทยยุคนี้เนื้อหาซ้ำๆ เดิมๆ วนไปวนมา?
เรารู้สึกว่า การเล่าเรื่องเดียวกันให้ไม่ซ้ำกัน มันก็ยังทำได้อยู่นะ จริงๆ สมัยนี้ความรักมีหลายรูปแบบมากขึ้นกว่าเดิมอีก ไม่ได้ซ้ำอยู่แค่ฉันรักเธอ เธอรักฉัน ผมคิดว่ามันไม่ซ้ำหรอก มันขึ้นอยู่กับว่า จะขี้เกียจเล่าหรือขี้เกียจลงลึกไปในความรู้สึกหรือเปล่าต่างหาก

และคุณกำลังจะมีเรื่องเล่าเรื่องใหม่ในอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 3 ในชีวิต?
ใช่ครับ ชื่ออัลบั้มว่า ขุนเขาแห่งหมี มีทั้งหมด 11 เพลง คาดว่าน่าจะได้ฟังเต็มๆ กันปีหน้าครับ

boytri3

 

เป็นชื่ออัลบั้มที่น่ารักมาก?
จริงๆ ตอนแรกตั้งไว้เล่นๆ เฉยๆ คือไม่ได้ทำอัลบั้มเดี่ยวมา 10 ปี ช่วงที่เริ่มทำแรกๆ มันมีความฝืดมาก มันไม่ชินน่ะ เพราะเราทำวงมาตลอด ก็รู้สึกว่าต้องปรับความคิด ปรับอารมณ์นิดหน่อย ช่วงแรกก็เลยรู้สึกว่ามันยากจัง ยากทุกขั้นตอนเลย เรารู้สึกว่ามันเหมือนการขึ้นเขาเลยนะ ก็เลย… ขุนเขาแห่งหมี นี่แหละ (หัวเราะ) คือหมีมันก็อาศัยอยู่ในป่า ขุนเขาลำเนาไพร หุบเขาเป็นถิ่นที่อยู่ของหมีอยู่แล้วด้วย จริงๆ มีชื่อก่อนหน้านั้นด้วยคือ จดหมายถึงชายวัยสี่สิบ แต่ไม่ได้ใช้เพราะวัยเลยมาแล้ว (หัวเราะ)

บอย-ตรัย กับความฝืดในการทำเพลง?
(หัวเราะ) ซึ่งเรารู้สึกว่ามันฝืดทุกขั้นตอนเลยนะ มันฝืดในแง่ของการทำแล้วไม่มีคนมาห้ามเรา แต่ก่อนยังมีเพื่อนในวงช่วยแชร์ความคิด แต่พอทำเดี่ยวแล้วบางทีรู้สึกว่า ทำอะไรก็ได้เหรอ (หัวเราะ) มันไม่ชิน ไม่มีคนมาบอกว่า เฮ้ย อย่าเพิ่งเพริศแพร้วไอเดียขนาดนี้ แต่โปรเจกต์ Friday ก็ยังไม่หายไปไหนนะ เป็นเพื่อนรักที่ยังไงก็ต้องกลับมาทำเพลงด้วยกันอยู่แล้ว แค่ตอนนี้ทุกคนมีสิ่งที่ต้องทำอยู่

กับอัลบั้มเดี่ยวก่อนหน้านี้ แต่ละขั้นตอนจะผ่านไปง่ายกว่าชุดนี้?
ตอนนั้นมันยังไม่ได้คิดไง (หัวเราะ) ตอนนั้นยังหนุ่มอยู่ ความกลัวมันน้อยกว่านี้ ประสบการณ์ก็ยังน้อย เราก็เลยทำไปโดยที่ไม่ต้องคิดหรือแคร์อะไรมาก แต่จริงๆ อัลบั้มชุดนี้เราก็ยังทำไปตามสิ่งที่เราชอบอยู่เหมือนเดิมนะ อาจจะแค่เหงา ไม่มีเพื่อนช่วยคิด

ภายใต้ขุนเขาลูกนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?
อย่างซิงเกิ้ลแรก ฮานาบิ ก็จะเป็นเรื่องความรักในวันนี้ของเรา ความรักในงานที่ทำ ความรักในสิ่งที่มี ความรักที่มีต่อเพลงไทย และวงการเพลงบ้านเรา ความรักที่มีต่อแฟนเพลง ก็พยายามจะถ่ายทอดความรักเหล่านี้ออกมาเป็นเพลง หรืออย่างซิงเกิ้ลถัดมา เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม ก็เป็นเรื่องความรักของครอบครัวหรือคู่รักที่ผ่านช่วงเวลาของความสัมพันธ์มาสักระยะหนึ่ง คือก็จะเป็นความรักที่จริงขึ้น เป็นด้านที่มีรสชาติที่แท้จริง

hanabi
boytrai02-1024x1024

 

เรื่องภาคดนตรีมีความเปลี่ยนแปลงจากที่เราคุ้นเคยบ้างไหม?
คืออย่างเพลง เรื่องน่าเบื่อที่สวยงาม ก็จะมีอารมณ์คันทรี่นิดๆ ซาวนด์ในอัลบั้มก็จะประมาณนี้ มีทั้งความเป็นป๊อปและคันทรี่ผสมกัน แต่ก็จะมีเพลงแก้เบื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง คือเราอยากให้เพลงในอัลบั้มสามารถขับเน้นในเรื่องเนื้อหาออกมาให้ได้มากที่สุด ก็เลยจะไม่เอาเครื่องดนตรีที่หวือหวามากมาใช้ อยากให้ฟังตัวเพลงและเนื้อเพลงมากกว่า

คนฟังอาจจะไม่ค่อยคุ้นเพลงของคุณในสไตล์คันทรี่เล็กๆ สักเท่าไหร่?
(หัวเราะ) จริงๆ ผมชอบฟังเพลงคันทรี่นะ แต่ก็ไม่ได้หนักขนาดเพลงของ จอห์น เดนเวอร์ แต่ชอบเพลงที่มีลักษณะของการเล่าเรื่อง

เพลงที่เหลือในอัลบั้มจะเป็นมู้ดแอนด์โทนอย่างไร?
อืม… ก็ยังมีเพลงรักอยู่ เพลงรักวัยรุ่นหวือหวาก็มีนะ คือด้วยความที่ผมได้เข้าจัดรายการวิทยุกับ Cat Radio ช่วง จดหมายเด็กแมว ก็ได้อ่านจดหมายที่มีคนเขียนเข้ามาเล่าให้ฟังเรื่องความรักของหนุ่มสาวสมัยนี้ แล้วเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันเจ๋งดีนะ จริงๆ ความรู้สึกของคนสมัยนี้ก็ละเอียดเหมือนกัน หรือแม้แต่เพลงเพื่อชีวิตก็มี เหมือนกับตอนที่เราทำเพลง พื้นที่เล็กๆ แต่เป็นเรื่องของพ่อ หรือเพลง ขุนเขาแห่งหมี ก็เป็นเพลงรัก แต่งเพื่อให้กำลังใจตัวเองที่จะทำภารกิจในการทำอัลบั้มให้สำเร็จ

แล้วเพลงรักอกหักอย่าง ส่งแค่นี้ หรือ โลกที่เธอไม่ให้ฉันเข้าไป ล่ะ?
อัลบั้มนี้จะมีเพลงที่อกหักด้วยตัวเอง คือรักข้างเดียวอะไรประมาณนั้น ก็ต้องรอฟังกันนะครับ

ได้อะไรจากการได้เข้าไปจัดรายการวิทยุช่วง จดหมายเด็กแมว บ้าง?
เยอะไปหมด ทั้งเรื่องราวที่คนฟังเอามาแชร์กับเราโดยการส่งจดหมายเข้ามา และมีเรื่องที่เราได้แชร์และพูดในมุมมองของเราออกไปด้วย คือชีวิตประจำวันไม่ใช่คนพูดอะไรเยอะ (หัวเราะ) ซึ่งการจัดรายการวิทยุเป็นสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้ทำมาก่อน

ซึ่งการส่งจดหมายกับยุคสมัยนี้ถือได้ว่าเป็นขั้วที่อยู่ตรงข้ามกันก็ว่าได้?
ก็นั่นน่ะสิ จริงๆ เราก็ไม่ได้คิดว่าจะสโลว์ไลฟ์อะไรขนาดนี้นะ คือชื่อช่วง จดหมายเด็กแมว มันมาจากชื่อเพลง จดหมายเด็กแนว ที่เราเคยแต่งกับพี่คมสัน (คมสัน นันทจิต-ซึ่งร่วมจัดรายการวิทยุกับ บอย-ตรัย ด้วย) ที่มีป๋าเต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) มาฟีทเจอริ่งด้วย เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Fat Siam เมื่อปี 2005 ตอนนั้นเป็นคู่ดูโอ้ชื่อ The Siamese Twin ทำเพลงลูกทุ่งกัน (หัวเราะ) เวลาล่วงเลยมาหลายปี Cat Radio เลยคิดว่าน่าจะเอาคู่นี้กลับมาจัดรายการด้วยกัน ก็เลยกลายเป็นจดหมายเด็กแมวในที่สุด

boytri4

 

จากยุคที่วงการเพลงอินดี้รุ่งเรืองมาก สมัย Bakery Music, Fat Radio หรือแม้แต่ Fat Festival คุณต้องปรับตัวมากไหมกับการอยู่ในวงการเพลงทุกวันนี้?
ก็ต้องปรับนะ รู้สึกแก่ บอกตรงๆ เลย (หัวเราะ) รู้สึกว่าภาษามันเปลี่ยนไป ความสนใจของคนก็เปลี่ยน บางทีเพลง กลับมา (เพลงดังจากโปรเจกต์ 2 Days ago Kids อัลบั้ม Time Machine เมื่อปี 2001) ผมไปร้องบางที่ น้องๆ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ก็ไม่รู้จักแล้ว (หัวเราะ) คือคนสมัยนี้จะมีสิ่งที่ชอบใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ เราก็ปรับตัวเท่าที่ทำได้ เรื่องที่เราปรับได้มากที่สุดเลยก็คือ เปิดกว้างที่จะฟังเพลง เหมือนกับที่เราชอบฟังเพลงหรืออ่านหนังสือพิมพ์ ก็ฟังก็อ่านไปเรื่อยน่ะแหละ เพราะมันก็จะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ แต่จะให้ปรับตัวเองให้เป็นไปตามเทรนด์ของเพลงก็อาจจะทำได้แค่ประมาณหนึ่ง อาจจะปรับในส่วนของเรื่องราวว่าคนกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ แต่ถ้าจะให้ปรับความชอบของเรามันยาก

การใช้ชีวิตล่ะ เปลี่ยนไปมากไหม?
เยอะมากครับ ในแง่ของการทำงานนะ เปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนเราทำงานตามอารมณ์ศิลปิน คิดถึงแต่เรื่องเพลง เจออะไรเราดึงเข้าเรื่องเพลงหมด ว่าเราจะแต่งได้ไหม เป็นเพลงได้ไหม แต่เดี๋ยวนี้เรามีหน้าที่ในเรื่องอื่นด้วย เรื่องครอบครัว การเลี้ยงลูก ซึ่งเวลาที่จะได้ทำเพลงก็จะน้อยลง และอยู่ในกำหนดเวลา ทำงานได้แป๊บเดียวก็จะต้องไปทำอย่างอื่นแล้ว ความอิสระมันน้อยลง แต่ข้อดีของมันก็คือ พอถึงเวลาทำเพลงมันจะมีความสุขมาก เพราะเหมือนเราได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่ใช่ล่องลอยไปเรื่อยๆ

เคยผ่านช่วงเวลาอิ่มตัวในการเป็นศิลปินและนักแต่งเพลงมาแล้วหรือยัง?
ก็มาเป็นวูบๆ นะ มีช่วงเวลาที่ไม่อยากพูดอะไรเลยก็มี คือเราก็ถามตัวเองตลอดนะว่า จะแต่งเพลงไปถึงเมื่อไหร่ จริงๆ ไม่ได้กลัวว่าจะถึงเวลาที่ไม่มีคนฟังนะ แต่กลัวว่าไม่มีอะไรจะพูดแล้วต่างหาก แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงจุดนั้นนะ เรายังนึกภาพตัวเองอายุ 50-60 ปี แล้วทำเพลงออกมาอยู่ แต่ไม่ได้นึกว่าจะมีคนฟังหรือเปล่านะ แค่นึกว่าต้องยังอยากแต่งเพลงถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้แน่ๆ เลย อะไรประมาณนั้น

คาดหวังอะไรกับอัลบั้ม ขุนเขาแห่งหมี ที่เราจะได้ฟังกันปีหน้าบ้าง?
ให้คนกดไลค์เยอะๆ (หัวเราะ) คือก็คาดหวังไม่ได้อยู่แล้ว เรารู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นอัลบั้มที่ออกมาตามกำหนดการแบบ 3 ปีออกชุดหนึ่ง ขุนเขาแห่งหมี คืออัลบั้มที่เป็นหลักไมล์ของเรา ว่าเราอยากจะบันทึกเรื่องราวของเรา ณ วัยนี้ อายุเท่านี้ ความรู้สึกตอนนี้ ทุกเพลงที่เขียนออกมามันก็เลยรู้สึกฟินไปแล้วแต่ตั้งแต่ตอนแต่ง ทุกเพลงเลยนะ พอแต่งเสร็จรู้สึกว่า ต้องโทรบอกใครสักคนให้เขาฟัง ก็เลยรู้สึกว่า สิ่งที่คาดหวังก็คือ คาดหวังให้มีสิ่งนี้ มีเพลงแบบนี้ออกมานี่แหละ แต่หลังจากนี้ถ้ามีคนชอบด้วยก็จะฟินเวอร์ (หัวเราะ)

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Pisut S.