01

ตัวตนของ พีธ พีระ หรือ พีราวัชร์ อัศววชิรวิท ในฐานะนักร้องนักแต่งเพลงเจ้าของผลงาน คนรักคนที่สอง, ผ่านมาให้แค่จำ หรือแม้แต่ซิงเกิ้ลล่าสุด อยู่ต่อหรือพอแค่นี้ คือมาดที่ทุกคนรู้จักกันดีตั้งแต่สมัยยังเป็นหนึ่งในสมาชิกวงดูโอ้ Peacemaker เขาคือศิลปินผู้สามารถกุมหัวใจคนฟังผ่านน้ำเสียงเฉพาะตัว แต่ล่าสุดเขากลับมาพร้อมกับบทบาทใหม่ที่ทุกคนไม่เคยเห็นมาก่อนนั่นก็คือการเป็น Music Creator ของ “GSB 2 Tone Concert” คอนเสิร์ตปฐมฤกษ์จาก Mono Group ที่ขอเปิดตัวด้วยความพิเศษไม่เหมือนใคร เพราะนี่คือการจับคู่ศิลปินต่างขั้วต่างสไตล์มาแสดงร่วมกันบนเวทีที่สร้างขึ้นมาเพื่อการแสดงคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ ความเหมือนในความแตกต่างของเหล่าศิลปินจะกลายเป็นเวทมนตร์ซึ่งสร้างสีสันและบรรยากาศสุดพิเศษให้กับงานๆ นี้ โดยปรากฏการณ์ 7 คอนเสิร์ต 7 คู่ศิลปินสุดฮอตครั้งนี้จะเริ่มด้วย พีธ พีระ คู่กับ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ในชื่อตอน Magical Love Tunes ซึ่งจะจัดแสดงในวันเสาร์ที่ 11 มิถุนายนที่จะถึงนี้เป็นตอนแรก อีกทั้งยังมีโชว์จากศิลปินอื่นๆ ไปจนถึงเดือนกันยายนเลยทีเดียว นอกจากเรื่องราวของคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เราจะได้รับทราบรายละเอียดแล้ว หนุ่มผมยาวคนนี้ยังได้แบ่งปันเรื่องราวทางเดินชีวิตหลากหลายรูปแบบในช่วงเวลาที่ผ่านมา แถมยังบอกกล่าวความลับของการเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์เพลงผิดหวังมาโดยตลอดอีกด้วย

 

จู่ๆ คุณก็ก้าวเข้าสู่ธุรกิจการจัดคอนเสิร์ตในเมืองไทย อยากให้เล่าให้ฟังหน่อยว่าโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ที่มาที่ไปคือทางผู้ใหญ่อยากให้มีการริเริ่มทำคอนเสิร์ตของ Mono Group เอง เป็นการเริ่มธุรกิจจัดคอนเสิร์ตในนามของคลื่น Mono Fresh 91.5 เพื่อก้าวเข้าสู่ธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต ก็เลยมอบหมายให้ผมเขียนโปรเจกต์นี้ขึ้นมา ซึ่งจะมีประมาณ 20 ครั้งต่อปี กลายมาเป็นโปรเจกต์ “2 Tone Concert” ในที่สุด โดยหน้าที่หลักของผมคือการเป็น Music Creator ดูภาพรวมของโปรเจกต์ทั้งหมดรวมถึงด้านเสียงเพลงด้วย ซึ่งการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจการจัดคอนเสิร์ตแบบนี้ เราจะต้องหาจุดแข็งของเราก่อน ซึ่งจุดแข็งของเราคือ เรามีสตูดิโอของตัวเองที่สร้างไว้แล้ว แต่จุดด้อยคือมันไกล ตั้งอยู่แถวถนนชัยพฤกษ์ การจะดึงจุดนี้ให้กลายเป็นจุดแข็งได้เต็มตัวก็คือต้องทำให้พรีเมียมที่สุด ต้องทำให้เป็นฮอลล์ระดับประเทศให้ได้ ถึงแม้ว่าจะไกลแต่คนก็อยากจะมา สเกลเฉกเช่นเดียวกับรอยัล พารากอน ฮอลล์ แต่จุได้เพียง 450-500 คนเพื่อมอบความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟที่สุด Studio Mono 29 จะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า รอบๆ ฮอลล์ 270 องศาจะเป็นไฟแอลอีดีทั้งหมด ใช้คอมพิวเตอร์ตกแต่ง ไม่ว่าเราอยากจะให้ภาพที่ปรากฏขึ้นบนจอเป็นอะไร ก็สามารถทำหรือเขียนกราฟิกขึ้นมาได้ นี่คือความแตกต่าง

อะไรคือแรงบันดาลใจให้คุณหันมาหยิบจับธุรกิจนี้?
ผมได้ไปดูพี่ๆ วงอินคาเล่นที่ร้านแห่งหนึ่ง คือพอจะจัดคอนเสิร์ตก็ต้องขายบัตรหน้างาน แถมขายโต๊ะอีก เบ็ดเสร็จก็แสนสองแสน ร้านก็มีสเกลเท่ากับฮอลล์ของเรา ถ้าเอาเงินนั้นมาเช่าที่นี่แล้วให้ฮอลล์ที่ยอดเยี่ยมเพื่อไปเล่นโชว์กับแฟนคลับของตัวเอง ผมว่าแบบนี้มันเข้าท่ากว่ากันเยอะเลย เพราะแฟนเพลงของทุกคนก็มีเกิน 500 คนอยู่แล้วแหละ มันน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ ถ้าเขาไปเช่าสถานที่อื่นที่สเกลใหญ่กว่า มันจะยากและแพงมากด้วย ซึ่งในอนาคตเราจะเปิดสตูดิโอแห่งนี้ให้เช่า เป็นเวทีแห่งใหม่ที่ทำให้เพื่อนๆ ศิลปินมีโอกาสมาสร้างงานด้วยกันก็ได้ เวทีนี้สร้างมาเพื่อทำคอนเสิร์ตโดยเฉพาะเลย

เห็นว่าเฟสแรกจะมีถึง 7 คอนเสิร์ต พร้อมกับศิลปินจำนวนมาก?
ใช่ครับ คำว่า ‘2 Tone’ คอนเซ็ปต์คือศิลปินต่างขั้วจะมาเจอกัน อย่างคอนเสิร์ตรอบแรกในวันที่ 11 มิถุนายนนี้จะเป็นผมกับพี่บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ผมเล่นแนวบัลลาด พี่บุรินทร์เป็นฟังก์ดิสโก้ เมื่อมาอยู่บนเวทีก็อาจจะเปิดด้วยบัลลาด เป็นดราม่าใหญ่ๆ ก่อน พอถึงจุดเชื่อมผมก็จะเอาเพลงพี่บุรินทร์มาทำเป็นบัลลาด และอาจจะหาอีกสักเพลงมาเชื่อมเพื่อเปลี่ยนเข้าสู่โหมดดิสโก้ มู้ดแอนด์โทนก็จะเปลี่ยน กราฟิกก็จะมีการดีไซน์ให้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละเพลง เราจ้างตัวท็อปของประเทศมาทำเรื่องโมชั่นให้ ส่วนรอบที่ 2 ในสัปดาห์ถัดไปจะเป็นคุณเบน (ชลาทิศ ตันติวุฒิ) กับวง B5 ทั้งหมด ซึ่งพิเศษตรงที่ว่าเป็นคอนเสิร์ตการกุศล รายได้ทั้งหมดมอบให้ UNAIDS

02

มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกศิลปินมาร่วมในคอนเสิร์ตครั้งนี้หรือเปล่า?
ก็จะพยายามมองหาคนที่มีความชัดเจนทางด้านแนวดนตรีของตัวเองน่ะครับ พอได้มาคนหนึ่งก็พยายามจะหาจุดที่ตรงข้าม แต่ทั้ง 2 ศิลปินจะต้องมาเจอกันตรงกลาง เช่น ถ้าเล่น 8 เพลง ก็จะมีจุดที่มาเจอกันประมาณ 3 เพลง เป็นต้น มีการนำแนวดนตรีของอีกคนมาใส่ให้อีกคนหนึ่ง คล้ายๆ แบทเทิลแต่ไม่ใช่ มันน่าจะสนุกกว่าแบทเทิล เพราะเราจะพูดถึงภาคของดนตรีมากกว่าการแบทเทิลด้วยเสียงร้อง ซึ่งต่อจากคู่คุณเบนและ B5 ก็จะเป็นคู่ที่เอนเตอร์เทนเก่งของทั้ง 2 ยุคอย่าง พี่บอย-ตรัย ภูมิรัตน และ คุณป๊อป-ปองกูล สืบซึ้ง ถัดไปจะเป็นพี่โอ๋-ธีร์ ไชยเดช กับพี่เล็ก-อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร หรือ Greasy Café อันนี้ชอบมาก น่าจะพีค เขาดูเหมือนจะคล้ายกันแต่ก็ไม่ใช่ ตรงนี้แหละที่ผมต้องพยายามหาจุดเชื่อมให้เจอ แล้วก็จะเป็น Boom Boom Cash กับ Polycat ซาวนด์เก่าและใหม่มาเจอกัน มีคุณสิงโต นำโชค ที่จะให้เขาร็อคตามพี่ป๊อด-ธนชัย อุชชิน จาก Moderndog เสียหน่อย และปิดท้ายด้วยความแมสจาก Room39 และคุณสงกรานต์-รังสรรค์ ปัญญาเรือน

เฟสแรกมีถึง 7 โชว์ แล้วเฟสที่สองล่ะ มีอะไรมาเซอร์ไพรส์บ้าง?
ตอนนี้ก็เตรียมการไว้แล้วประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ครับ และพอจบเฟสสองในปีหน้า อาจจะมีเฟสติวัลเกิดขึ้น อย่างไรก็ดีผมพยายามจะมุ่งให้ศิลปินมาใช้สตูดิโอนี้กันเยอะหน่อย มันน่าจะเป็นอีกเวทีหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็นการประกวดหรือคอนเสิร์ตอะไรก็ตาม ตัวผมเองมีความฝันมาก่อน ถ้าเรามีโอกาสมาอยู่ในจุดนี้ แล้วสามารถผลักดันเพื่อนๆ พี่น้องในวงการได้ เราควรต้องทำครับ

กดดันไหม ในเมื่อปีนี้มีคอนเสิร์ตทั้งไทยและเทศเกิดขึ้นเยอะมาก?
กดดันครับ กดดันมากด้วย เพียงแต่เราโชคดีที่ได้สปอนเซอร์แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็น่าจะโอเคในเบื้องต้นนะครับ หลังจากนี้คือ สิ่งที่ทำออกมาจะได้อย่างที่หวังหรือเปล่า จะดีได้อย่างที่คิดไหม อันนี้คือโจทย์ที่ต้องทำให้ได้ เราต้องทำให้ดี เพราะมันเป็นพรีเมียมคอนเสิร์ต บัตรสองพันสามพันถามว่าราคาสูงไหม ก็สูงนะ แต่ถ้าเทียบกับความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟมันก็รับได้ ซึ่งก็จะมีของพรีเมียมที่ไม่เหมือนกันแจกในแต่ละรอบด้วย เราพยายามคิดถึงคนที่เสียเงินขับรถไปดูไกลๆ ว่าเขาจะคุ้มหรือเปล่า ต้องตอบโจทย์ให้ชัดเจน

04

เปลี่ยนมาคุยเรื่องผลงานของคุณบ้าง ก่อนหน้านี้คุณเคยทำงานในฐานะศิลปินดูโอ้ พอแยกมาทำเดี่ยวแล้วมันแตกต่างกันมากไหม?
แตกต่างมาก ตอนแรกเราอยู่ในระบบใหญ่มันก็สนุก จะทำอะไรก็มีคนทำให้ทุกอย่าง กีตาร์ยังไม่ต้องยกเองเลย แต่พอออกมาทำอินดี้ในช่วงแรก เราต้องทำเองหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำแผ่นซีดี การส่งแผ่น การเดินสายหานักข่าว แม้เราจะจ้างพีอาร์ แต่เราก็ต้องทำเองด้วย ผมเริ่มประสบความสำเร็จจากเพลง คนรักคนที่สอง ตอนนั้นดีใจมาก เพราะเราเป็นอินดี้เจ้าแรกๆ เหมือนกันที่ขึ้นไปติดอันดับ 1 บนชาร์ตวิทยุคลื่นแมส ก็ภูมิใจนะ แต่มันเหนื่อย สุดท้ายได้มาอยู่ที่ Mono Music เราก็รู้แล้วว่า ปลายทางการผจญภัยของเรามันก็คือที่เดิม ฉะนั้นขอเข้าระบบดีกว่า แต่ขอเป็นระบบที่เราเข้าไปแล้วสบายใจ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เลยกลายเป็นจุด ณ ปัจจุบันนี้

แล้วซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง อยู่ต่อหรือพอแค่นี้ ล่ะ ผลตอบรับยังดีเหมือนเดิมหรือเปล่า?
เพลงนี้ผมตั้งใจมากเลยนะ ทำอยู่เป็นปี ตอนแรกทำเป็นเวอร์ชั่นเปียโน เรียบเรียงคอร์ดยากสุดขีด นั่งฟังไปๆ มาๆ คิดว่าต้องกลายเป็นเพลงเกาหลีแน่เลย ไม่เอาดีกว่า ก็เลยรื้อทิ้งหมด ตัดสินใจย้อนกลับไปสู่เบสิคคือกีตาร์โปร่ง ก็นึกต่อว่าในเมืองไทยมีใครที่จะมาเล่นกับเราได้ ตอนแรกก็นึกถึงพี่โอ๋ (ธีร์ ไชยเดช) แล้วก็นึกไปถึงพี่จั๊ก (ชวิน จิตรสมบูรณ์) ซึ่งเขาก็เป็นไอดอลของผมด้วย เลยตัดสินใจโทรหาพี่จั๊ก บอกพี่เขาว่า “พี่จั๊กครับ มาอัดกีตาร์ให้หน่อย” พอส่งคอร์ด อัดเสร็จเรียบร้อยก็ “พี่จั๊กร้องคอรัสให้หน่อยได้ไหมพี่” พอร้องเสร็จก็ “พี่จั๊ก ขอสักฮุกได้ไหมครับ” ไปๆ มาๆ ก็ “ฟีทเลยละกันนะครับพี่จั๊ก” (หัวเราะ)

ซึ่งเนื้อเพลงก็ยังคงความเศร้าไม่เปลี่ยน?
มันพูดถึงเวลาเรามีปัญหากับคนรัก รักกันมาตั้งนาน แต่อยากเลิกแล้ว เพราะทะเลาะกันอยู่ได้ อยากเลิกมากนะ แต่อีกใจหนึ่งมันยังรัก ก็เลยเลิกไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ดี มันก้ำกึ่ง ไม่มีคำตอบ ส่วนมากเพลงของผมเวลาเข้าไปอยู่ในเฟซบุ๊กหรือยูทูป มักจะมีเพื่อนๆ พี่น้องเข้ามาเล่าเรื่องราวชีวิตดราม่า คือผมจับจุดนี้มาตั้งแต่เพลงแรกๆ แล้ว

แล้วที่ผ่านมาเราก็ไม่ค่อยเห็นคุณร้องเพลงสมหวังสักเท่าไหร่เลย?
มันเริ่มมาจากตอนเพลง คนรักคนที่สอง แล้วครับ พอออกจากค่ายเก่าปุ๊บ ผมก็ออกไปผจญภัยในวงการอินดี้มา 6 ปี คือเพลงสมหวังมันก็มีนะ แต่ส่วนมากไม่รู้ทำไมพอสรุปเนื้อเพลงออกมาก็เป็นแนวผิดหวังหมดเลย เนื้อเพลงสมหวังก็เคยร้องนะ แต่เขาไม่เอา (หัวเราะ) เอาแบบผิดหวังดีกว่า คาแรคเตอร์เสียงของผมคงมาทางนี้

โดยส่วนตัวชอบเพลงผิดหวังมากกว่า?
ใช่ครับ ชอบ เดเมียน ไรซ์ ชอบคอร์ดไมเนอร์ที่ให้บรรยากาศเศร้าๆ หม่นๆ ซึ่งเวลาเล่นดนตรีกลางคืนหรือเล่นโฟล์คผมก็จะใส่ท่อนระเบิดอารมณ์ไมเนอร์ไปแทบทุกโชว์อยู่แล้ว (หัวเราะ)

หลายคนมักคิดว่าเพลงเศร้าหรือเพลงผิดหวังจะทำให้คนฟังรู้สึกเศร้าหนักไปอีก?
ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่จากประสบการณ์ที่ได้ไปเล่นคอนเสิร์ตมาทั้งหมด เมื่อไหร่ที่เขาได้ร้องไห้ เขาจะรู้สึกดีขึ้นทุกคนนะ ดีกว่าคนที่เศร้าแล้วไม่ร้อง อั้นเอาไว้ เก็บกด มันจะยิ่งหนักหน่วง ดำดิ่งเข้าไปอีก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาได้ปล่อยโฮออกมา แล้วมีเพื่อนคอยปลอบในคอนเสิร์ต เขาจะก็ดีขึ้น มีเข้ามาขอบคุณเราก็มี เพลง ผ่านมาให้แค่จำ กับ เจ็บกว่าจาก นี่ตัวดีเลย (หัวเราะ)

03

อยู่ในวงการดนตรีบ้านเรามากว่า 10 ปี ตอนนี้เป้าหมายในการทำเพลงของคุณคืออะไร?
ความสุขครับ อันดับแรกเราทำเพลงจากความสุขก่อน และก็ต้องให้คนฟังชอบด้วย คือจะทิ้งความแมสไม่ได้ จะติสท์แตกร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้เช่นกัน แต่ท้ายที่สุดต้องไม่ทิ้งตัวตนของตัวเอง จากประสบการณ์ตรงตอนอยู่วง Peacemaker มีแฟนคลับเยอะมาก ผ่านมาถึงวันนี้ก็น่าจะประมาณ 15 ปีแล้ว แฟนคลับก็แต่งงานมีลูกไปหมดแล้ว ไม่มีเวลามาดูเราแล้ว ก็เริ่มจะเข้าใจสัจธรรมว่า ถ้าเราอยู่ตรงนั้นกับความสำเร็จเดิมๆ มันก็จะตายไปพร้อมกาลเวลา เราต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย แต่ก็ต้องไม่ทิ้งตัวเองด้วย

สุดท้ายแล้ว เหตุใดจึงไม่ควรพลาดคอนเสิร์ต “GSB 2 Tone Concert”?
ผมพยายามจะทำให้เจ๋งที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียบเรียงดนตรีใหม่ การเชื่อมโยงกันระหว่าง 2 ศิลปินในแต่ละโชว์ คุณจะเป็นเพียง 450 คนของประเทศที่จะได้ดูคอนเสิร์ตนี้ ซึ่งโชว์แรกจะเป็นผมกับพี่บุรินทร์ มั่นใจได้เลยว่า บัตร 2,000 และ 3,000 บาทไม่ได้แพงกับโปรดักชั่นและความเอ็กซ์คลูซีฟ มันคือความแตกต่างที่คุณจะสัมผัสได้อย่างแน่นอน

 

*** “GSB 2 Tone Concert” ตอน Magical Love Tunes กับการโคจรมาพบกันของ พีธ พีระ และ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2017 ณ Studio Mono 29 ถ.ชัยพฤกษ์ เวลา 19.00 น. (ประตูเปิด 18.00 น.) บัตรราคา 2,000 และ 3,000 บาท ซึ่งมีเพียง 450 ที่นั่งเท่านั้น สามารถซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ ticket.mthai.com/concert ส่วนคอนเสิร์ตในรอบต่อๆ ไปจะมีคอนเซ็ปต์และชื่อตอนว่าอะไร สามารถติดตามรายละเอียดได้ทั้งจากทาง บิลบอร์ด ไทยแลนด์ และ facebook.com/monomusic ***

2Tone#1_900

Story by: Pannathorn P.
Photos by: Purin A.