_n1a4834

 

เกือบ 15 ปีที่แล้วในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ วงการดนตรีบ้านเราได้สูญเสียนักร้องที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ในน้ำเสียงอย่าง โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ ไปอย่างไม่มีวันกลับ นับจากนั้นวงดนตรีที่ชื่อ Pause ซึ่ง โจ้ รับบทบาทนักร้องนำก็ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งความทรงจำของสตูดิโออัลบั้มทั้งหมด 3 ชุดก็คือ Push (Me) Again (ปี 1996), Evo & Nova (1998) และ Mild (1999) และบทเพลงที่กลายเป็นตำนานไม่ว่าจะเป็น ที่ว่าง, ยื้อ, ข้อความ, สัมพันธ์, ดาว, ความลับ และอีกมากมาย

หลายคนอาจคิดว่า คงไม่มีโอกาสได้ฟังเพลงของ Pause อีกต่อไป แต่เมื่อต้นปี 2016 ซึ่งครบรอบ 20 ปีวง Pause พอดี 3 สมาชิกยุคก่อตั้งวงอย่าง นอ-นรเทพ มาแสง (เบส), เอ-พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ (กีตาร์) และ บอส-นิรุจ เดชบุญ (กลอง) ก็กลับมาปล่อยซิงเกิ้ลที่ชื่อว่า รักอยู่รอบกาย กับค่าย Me Records พร้อมเซอร์ไพรส์กับการที่ทุกคนได้ฟังเสียงที่แสนจะคิดถึง กับการนำเสียงร้องของ โจ้ ที่บันทึกเอาไว้เป็นเพลงสุดท้ายก่อนจะเสียชีวิตมาผสมผสานกับดนตรีที่พวกเขาบันทึกกันใหม่ และปล่อยเพลงในวันที่ โจ้ เสียชีวิตพอดีอีกด้วย

ช่วงปลายปี 2016 วง Pause กลับมาอีกครั้งกับซิงเกิ้ลที่เต็มไปด้วยกลิ่นอาย Pause แบบเต็มๆ อย่าง แค่ได้เป็นคนสุดท้ายที่เธอคิดถึง พร้อมจิ๊กซอว์ชิ้นใหม่ที่จะทำให้การเดินทางต่อของพวกเขาสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอย่าง เฟ้น-ประภาพ ตันเจริญ ผู้มารับหน้าที่นักร้องนำอีกคนของวง และบทสัมภาษณ์นี้จะพาคุณย้อนกลับไปรับรู้ถึงความรู้สึกแห่งการสูญเสีย รวมถึงเรื่องราวในทุกวันนี้ที่ Pause พร้อมจะกดปุ่ม Play และออกเดินทางในถนนสายดนตรีอีกครั้ง

 

หลังจากหยุดพักวง Pause ไปเมื่อปี 2002 ช่วงเวลาระหว่างนั้นแต่ละคนไปทำอะไรกันมาบ้าง?
บอส :
หลังจากคุณโจ้เสียก็คุยกันว่าจะเอาไงกันต่อ สรุปก็คือตัดสินใจพักวง หลังจากนั้นผมก็ไปทำงานประจำ เป็นครูสอนหนังสือ สอนพิเศษ แล้วก็มีเล่นดนตรีกลางคืนบ้าง เล่นตามห้องอัดบ้าง จนมาถึงปี 2012 พี่นอก็ชวนไปอยู่วง Crescendo
เอ : ส่วนผมก็ไปเป็นครูเหมือนกัน แล้วก็มีไปทำวงสิบล้อ
นอ : คือตั้งแต่ตอนที่คุณโจ้ยังมีชีวิตอยู่ ผมก็มีโอกาสได้ไปเล่นกับ T-bone, Yokee Playboy ซึ่งก็เป็นเพื่อนๆ กันอยู่แล้ว หลังคุณโจ้เสียก็เลยไปอยู่กับ T-bone เต็มตัว ไปๆ มาๆ ก็เริ่มอยากทำวงเอง เลยรวบรวมสมัครพรรคพวกตั้งวง Crescendo ขึ้นมา จนไปอยู่ที่แกรมมี่ก็มีงานพิธีกรบ้าง งานโปรดิวเซอร์บ้าง
เฟ้น : ตอนนั้นผมอายุเพิ่งจะ 10 ขวบ ยังไม่ได้เริ่มฟังเพลงของ Pause เลย เริ่มมาฟังตอน 13-14

ตอนนั้นคือตัดสินใจจบทุกอย่างของวง Pause เลย?
นอ :
ใช่ครับ กด stop แล้ว eject ออกมาเลย มันไม่รู้จะอย่างไรกันต่อ อีกอย่างผมก็ไปทำ Crescendo จนเป็นรูปเป็นร่างแล้ว พี่เอก็ไปอยู่วงสิบล้อ กับบอสก็มีเจอตามห้องอัดบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เจอกันเลย ผมเคยชวนบอสด้วยนะว่าจะกลับมารวมตัวกันดีไหม แต่เขาบอกว่าไม่เอา เขาไม่เอาวงการนี้แล้ว
บอส : คือหลังจากเป็นศิลปินมา 5-6 ปีในตอนนั้น ช่วงที่ทำ Pause มันมีความสุขมากนะ แต่ในขณะเดียวกันมันเจออะไรหลายอย่างที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี แล้วถ้า Pause มันจบลงในตอนนั้น ชื่อของ Pause มันกำลังสวย ก็ให้มันค้างอยู่อย่างนั้น ไม่มีขึ้น ไม่มีลง ก็เลยอยากให้มันจบลงแค่นั้น

กับการที่เพื่อนคนหนึ่งและสมาชิกวง Pause ได้เสียชีวิตไป ณ ตอนนั้นการใช้ชีวิตดำเนินไปอย่างยากลำบากไหม?
นอ :
ถ้าไม่นับเรื่องความเสียใจ ก็ไม่ยากนะครับ คือเราก็อยู่ในสายงานนี้ ต่างคนต่างมีความสามารถ เรียกได้ว่ามีงานรองรับ มันก็ไปต่อได้ แต่สิ่งแวดล้อมก็อาจจะเปลี่ยนไป ถามว่าล้มลุกคลุกคลานไหมเกี่ยวกับเรื่องอาชีพ ก็ไม่ถึงขนาดนั้น
เอ : แต่ผมไม่แข็งแรงขนาดนั้น ผมค่อนข้างเซ้นซิทีฟมากกว่า ก็เลยไปอยู่กับแก๊งเพื่อนอีกกลุ่มไปเลย คนละตลาดเลย เล่นดนตรีก็คนละแบบ ไปเล่นตามร้านเพื่อชีวิตอะไรแบบนั้นไปเลย ก็ได้ไปเจอตลาดดนตรีในอีกแบบหนึ่ง

_n1a4852-1

 

แล้วอะไรที่ทำให้พวกคุณตัดสินใจนำพาวง Pause กลับมาในยุคสมัยนี้?
นอ : จริงๆ มันไม่ได้เกิดจากพวกเรานะ แต่มันเกิดจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อมและเรื่องของยุคสมัยมากกว่า อาจจะด้วยความที่เราทำเพลงเอาไว้ แล้วเพลงมันยังดำเนินต่อไปในวิถีของมันอยู่เรื่อยๆ จาก 4-5 ปีที่แล้วที่ Pause มีโอกาสได้เป็นส่วนร่วมในการเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตๆ หนึ่ง จนมาถึงคอนเสิร์ตใหญ่ที่ช่อง Majung จัดอย่าง “PAUSE Push (Me) Again Concert by Majung” เมื่อปี 2012 ซึ่งพวกเราทั้ง 3 คนได้กลับมาทำงานด้วยกันอย่างเต็มตัว ก็มีกระแสเรียกร้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะต้องเดินหน้าต่อ

ช่วงนั้นมีนักร้องรับเชิญมาร่วมงานกับ Pause เยอะมาก?
นอ : อย่างในคอนเสิร์ตใหญ่ที่จัดไปก็มีทั้งคุณบอย-ตรัย ภูมิรัตน, คุณโตน Sofa (จักรธร ขจรไชยกูล), คุณนัท Crescendo (ชาติชาย มานิตยกุล) หลังจากนั้นก็มีคุณเอ๊ะ-จิรากร สมพิทักษ์, มาเรียม เกรย์ แห่ง B5, คิว Flure (สุวีระ บุญรอด), เก้ง Crescendo (เขมวัฒน์ เริงธรรม), ปิงปอง-ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ แต่ความไม่สะดวกก็คือ นักร้องแต่ละท่านก็มีโปรเจกต์ส่วนตัว มีงานจ้างทีก็ต้องมาดูตารางว่าใครว่างบ้าง เอาแน่เอานอนไม่ได้ หรืออย่างพวกเรานักดนตรี พอเปลี่ยนนักร้องทีก็ต้องเปลี่ยนคีย์ตาม

แล้วพวกคุณก็กลับมาอย่างเต็มตัวกับซิงเกิ้ล รักอยู่รอบกาย?
นอ : ก็ไม่เชิงเต็มตัวนะครับ คือปีที่แล้วเป็นปีครบรอบ 20 ปีของวง Pause และเราก็ย้ายมาอยู่กับ Me Records ก็จัดปาร์ตี้ฉลอง 20 ปีของวงกับแฟนคลับ ซึ่งเราก็ทำซิงเกิ้ล รักอยู่รอบกาย ที่มีเสียงร้องของคุณโจ้มาเป็นของขวัญให้แฟนคลับในวันนั้นเท่านั้น เพราะมันไปต่อไม่ได้ และผมก็ไม่ได้อยากให้ใครมาร้องแทนคุณโจ้ในเพลงนั้น แต่กลับกลายมีกระแสมากขึ้นว่าอยากให้ Pause กลับมาทำเพลงกันอีกครั้ง มีน้องๆ ทักแชตมาหาพี่เอทางเฟซบุ๊กว่าขออนุญาตเอาเพลงไปคัฟเวอร์ ซึ่งพี่เอตอบกลับไปว่า ‘เอาสิครับ ดีไม่ดีเราอาจจะได้ร่วมงานกัน’ มันก็เลยเป็นที่เลื่องลือว่า Pause รับสมัครนักร้องแล้ว มีคนส่งคลิปเข้ามา 200-300 คลิปเลย เรา 3 คนก็มาคุยกันว่า จริงๆ ก็เหมือนเรารออะไรแบบนี้อยู่มั้ง น้ำมันก็ไหลมาพัดมาให้สุดท้ายเราจะต้องมาทำเพลงกันอีกครั้ง ก็เลยสรุปว่า จาก 300 คน ผม พี่เอ พี่บอส จะคัดเลือกมาคนละ 1 รายชื่อ และสุดท้ายก็ได้ เฟ้น มา

 

ทำไม เฟ้น จึงตัดสินใจส่งคลิปเข้ามาออดิชั่น?
เฟ้น : ผมตื่นเต้นและรอฟังตั้งแต่เห็นพี่ๆ ปล่อยทีเซอร์เพลง รักอยู่รอบกาย ออกมาแล้ว ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบสายดนตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เอกเปียโน ก็มีสอนเปียโน ร้องเพลงกลางคืนตามร้าน พอได้ยินข่าวเรื่องออดิชั่นก็มีความคิดจะอัดคลิปส่งมาเลย ระหว่างนั้นพี่เอก็รับแอดเฟซบุ๊กผม และเป็นอีกหนึ่งแรงชักชวนที่สำคัญ
เอ : คือหลังจากเพลง รักอยู่รอบกาย ปล่อยออกไปก็มีคนแอดเฟซบุ๊กผมเข้ามาเยอะมาก รวมทั้งเฟ้นด้วย ก็เลยเข้าไปดูสักหน่อย ซึ่งเฟ้นเขาทำวงอินดี้ชื่อ เจ้าฟาฟา มหาสนุก อยู่ด้วย ฟังไปครึ่งเพลงก็รู้สึกว่าเสียงเฟ้นคลับคล้ายคลับคลาและมีความก้องกังวาน ก็ตามไปดูที่ร้านที่เฟ้นเล่นกลางคืน ซึ่งเขาก็ร้องในสไตล์ที่พวกเราเล่นอยู่ เพลงของ เบเกอรี่ มิวสิค อะไรแบบนั้น ก็เลยนำมาเสนอกับทางวง
บอส : แต่ก่อนหน้านั้นมีน้องที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายมา 3 คน ก็ให้ทุกคนตระเวนขึ้นเล่นสดกับพวกเราหลายคน แต่ด้วยโชคชะตาล่ะมั้ง มีอยู่งานหนึ่งที่อีก 2 คนติดงานพอดี ก็เลยเหลือเฟ้นคนเดียว เฟ้นก็เลยร้องเพลงของ Pause ยาวทั้งโชว์ แล้วทุกอย่างมันก็ไหลไปตามกระแสของโชคชะตาที่นำพาพวกเรามาจนถึงตอนนี้ หรืออาจจะด้วยชะตากรรมของเฟ้นก็ไม่รู้ (หัวเราะ) วันนั้นคนดูทุกคนเข้าใจว่า เฟ้นคือนักร้องวง Pause แล้วแน่นอน ทั้งๆ ที่ตอนแรกผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าเฟ้นจะผ่านด่านนี้ไหม แต่เฟ้นกลับทำให้เราได้เห็นทั้งความพยายาม ความมั่นใจ ความใจสู้ และก่อนจบเพลงสุดท้าย เราก็พูดบนเวทีเลยว่า ให้ทุกคนปรบมือต้อนรับนักร้องอีกคนของ Pause

มีเหตุผลอื่นอีกไหมที่เลือก เฟ้น?
นอ : หลังจากนั้นมีงานของ Crescendo ผมก็บอกให้เฟ้นมาเป็นแขกรับเชิญ ก็ประกาศเลยว่ามีนักร้องอีกคนของ Pause เฟ้นขึ้นมาร้องเพลง ที่ว่าง ซึ่งเรามองออกนะว่าคนดูข้างล่างเขาชอบกัน ยิ่งทำให้มั่นใจ แล้วผมก็ถามทุกคนเลยนะ ทั้งทีมงาน หรือแม้แต่พี่คนขับรถตู้ว่าจะเลือกใคร ซึ่งคะแนนมันก็เทไปทางเฟ้นนั่นแหละ
บอส : พี่นอเคยพูดว่า เฟ้นเป็นเหมือนน้ำที่ไม่เต็มแก้ว ยังสามารถเติมน้ำเข้าไปได้อีก เฟ้นเคยเป็นนักร้องในโบสถ์ เรียนเปียโนแจ๊ซ ซึ่งตอนนี้เฟ้นก็ไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมด้วย

ย้อนกลับไปตอนที่เหลือ 3 คนสุดท้าย เฟ้น หวังไหมกับการเป็นนักร้องอีกคนของ Pause?
นอ : หวังอยู่แล้ว (หัวเราะ)
เฟ้น : ก็หวังนะครับ แต่ตอนนั้นความรู้สึกดีใจที่ได้ร้องเพลงกับพี่ๆ มันมีมากกว่า งานแรกกดดันมาก กลัวว่าจะร้องได้ไม่ดี แต่วันที่พี่ๆ พูดบนเวทีว่า ผมเป็นนักร้องอีกคนหนึ่งของวง Pause ผมดีใจมาก ดีใจจนพูดอะไรไม่ถูก ลงเวทีมาก็ขอบคุณพี่ๆ อย่างเดียว นึกอะไรไม่ออกเลย คิดแต่ว่า ทำไมเราถึงโชคดีขนาดนี้

 

ในที่สุด นักร้องนำอีกคนของ Pause ก็เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล แค่ได้เป็นคนสุดท้ายที่เธอคิดถึง?
นอ : คือซิงเกิ้ลมันก็มีหน้าที่ของมัน เมื่อก่อนทำอัลบั้ม หน้าที่ของทั้ง 10 เพลงก็จะไม่เหมือนกัน มีเพลงที่บ่งบอกถึงตัวตน เพลงสนุก เพลงช้าโดนๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่สำหรับตอนนี้ ซิงเกิ้ลนี้ เราไม่ต้องการบอกตัวตนของ Pause แล้ว เพราะคนฟังก็รู้กันอยู่แล้ว เราแค่ต้องการให้ แค่ได้เป็นคนสุดท้ายที่เธอคิดถึง ได้แนะนำนักร้องอีกคนของเราแค่นั้นเอง ผมก็บอกค่ายว่า ให้โฟกัสที่นักร้อง บอกเฟ้นด้วยว่าโจทย์ของซิงเกิ้ลนี้คืออะไร ส่วนภาคดนตรีผมไม่ห่วงเลย ทำงานด้วยกันมาตั้งนานแล้ว
เฟ้น : ซึ่งผมก็ไม่กดดันนะครับ พี่ๆ ก็ไม่ได้กดดันเรา มีแต่จะสอนเรามากกว่า เรื่องร้องให้ชัด เรื่องจังหวะ ก็กลับไปทำการบ้านมา ทำอย่างไรก็ได้ให้เรายิ้ม ให้คนฟังยิ้มตามเนื้อหาของเพลงให้ได้

แต่ก็มีดราม่าตามมาเรื่องการเปรียบเทียบระหว่าง เฟ้น และ โจ้?
เฟ้น : ตอนแรกเครียดมาก เฮ้ย อยู่ดีๆ มาว่าเราได้ไง แต่พี่ๆ ก็คอยบอกคอยสอนเราตลอด ก็เลยไม่สนใจเรื่องนี้แล้ว
นอ : ผมบอกเฟ้นอยู่ตลอดว่า มันต่างจากยุคสมัยก่อน สมัยก่อนเสียงพวกนี้มันไม่มาถึงเรา ทุกวันนี้ใครจะพิมพ์จะพูดอะไรก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเองก็ได้ ตอนที่คุณโจ้ออกซิงเกิ้ลแรกก็ไม่ใช่ว่ามีแต่คนชอบ โดนด่าก็เยอะ มันยากอยู่แล้วที่จะมีแต่คำชม มันต้องมีทั้ง 2 ด้าน การที่เฟ้นเหมือนโจ้มันทำให้เขาสานต่อได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากก็คือ เฟ้นต้องเป็นตัวของตัวเองในอนาคต ซึ่งเป็นภาระที่เขาต้องทำนับจากวันนี้เป็นต้นไป ก็ต้องให้เวลาครับ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ งานที่พวกเราทำมันเหมือนภูเขาน้ำแข็ง ทุกคนเห็นแค่ส่วนที่โผล่ออกมา แต่ข้างใต้ที่เต็มไปด้วยอะไรเยอะแยะ คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอก พวกเราก็ไม่อธิบาย เพราะมันเข้าใจยาก ฟังเพลงไปเถอะ กว่าคุณโจ้จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีเขาก็ใช้เวลาเหมือนกัน แค่เราตั้งใจดีก็โอเคแล้ว

ด้วยช่วงวัยที่ค่อนข้างห่างกัน มีปัญหาเรื่องการปรับจูนเข้าหากันไหม?
เฟ้น : ไม่ยากนะครับ เพราะพี่ๆ เขาก็ยังวัยรุ่นอยู่ (หัวเราะ)
นอ : มันเป็นเรื่องของคนสมัยใหม่กับประสบการณ์ของคนยุคเก่ามารวมกัน บางทีพวกเรา 3 คนก็ต้องการอะไรที่อัพเดต ต้องการไอเดียจากคนรุ่นใหม่ เฟ้นเขาก็ต้องการประสบการณ์ของเราเหมือนกัน สมัยก่อนพวกเรากับคุณโจ้ฝ่าฟันอะไรมาเยอะแยะ โดนโห่โดนไล่ก็โดนมาด้วยกัน แต่เฟ้นก้าวกระโดดมายืนอยู่ในจุดนี้เลย ก็มีเรื่องที่เฟ้นยังต้องเรียนรู้อีก ก็ช่วยเหลือกันไป
บอส : ช่วงนี้ก็เป็นช่วงปรับจูนเข้าหากันแหละครับ แต่ที่ผ่านมาไม่ยากนะ เพราะอินเนอร์ของเฟ้นกับพวกเราไปในทิศทางเดียวกัน

_n1a4861

จากซ้าย: เอ-พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ, เฟ้น-ประภาพ ตันเจริญ, บอส-นิรุจ เดชบุญ และ นอ-นรเทพ มาแสง 

คาดหวังอะไรกับการกลับมาของ Pause ในครั้งนี้บ้าง?
บอส : ผมเคยฝันว่าอยากเป็นศิลปิน ตอนอัลบั้มแรกผมสมหวังมาก แต่ก่อนหน้านี้สิ่งที่เราทำมามันล่มสลายไปหมดแล้ว แต่ตอนนี้เหมือนเราได้เกิดใหม่อีกครั้ง Pause กลับมาอย่างเต็มตัวร้อยเปอร์เซ็นต์ มันคือการเดินหน้าที่สมบูรณ์แบบของพวกเรา น้องๆ รุ่นใหม่ที่อาจจะโตไม่ทันสมัย Pause ในยุคแรกและมาทันตอน Pause ในยุคของเฟ้นก็อยากให้ติดตามผลงานกัน นึกเสียว่าพวกเราเป็นศิลปินหน้าใหม่ก็ได้
เอ : สิ่งที่ผ่านมาเราแก้ไขอะไรไม่ได้ เราทำหน้าที่จบสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ทุกวันนี้เรามีปัจจุบันที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราควรทำประโยชน์ให้กับตนเอง เพื่อนๆ คนรอบข้าง หรือสังคมก็ได้ นอกจากเพลงรักที่เป็นความบันเทิง เราอาจจะทำเพลงเพื่อสังคมหรือเพิ่มเติมคุณค่าลงไปในบทเพลงมากขึ้น มันก็จะสร้างความงามของวงการและบทเพลงได้ด้วย
นอ : ส่วนตัวทุกวันนี้ผมแฮปปี้มาก เหมือนผมได้ทำงานทุกอย่างเสร็จสิ้นไปหมดแล้ว ภาคแรกของ Pause จบอย่างสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าจะจบไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ แต่สำหรับเด็กคนหนึ่งที่ได้ขึ้นไปแตะถึงฝัน ได้ออกเทป มันคือที่สุดแล้ว ทุกวันนี้มันคือโอกาสครั้งที่ 2 ผมไม่อยากสูญเสียมากกว่าที่จะอยากได้อะไร อยากให้มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เป้าหมายในเส้นทางของ Pause ตอนนี้มีอยู่ 2 แบบ หนึ่งคือ เพลงยังคงอยู่ วันหนึ่งผมอาจจะไม่เล่นแล้วก็ได้ หรืออาจจะมีมือเบสคนใหม่ขึ้นมาแทน แต่ Pause ยังคงอยู่ คล้ายๆ กับวงสุนทราภรณ์ที่อยู่ไปเรื่อยๆ สองคือ ไปอยู่ในจุดเดียวกับที่วงอย่าง Aerosmith ทำได้ไปเลย เล่นกันไปจนแก่ อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับฟีดแบ็คว่าเป็นแบบไหน
เฟ้น : ผมยังไม่เคยก้าวไปอยู่ในจุดที่พวกพี่ๆ เขาทำได้ ก็อยากให้ทุกคนมาร่วมกันร้องเพลงของ Pause ด้วยกันเยอะๆ เพราะตั้งแต่ที่ผมไปเล่นแล้วมีเพลงเป็นของตัวเองแล้วมีคนร้องตาม มันรู้สึกดีมาก และผมโชคดีมากที่ได้มาอยู่ครอบครัวนี้

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.