The logo of YouTube can be seen at the Google offices in Zurich, Switzerland, 9 August 2016. Photo by: Jenny Tobien/picture-alliance/dpa/AP Images

สงครามเย็นระหว่างบริษัทวิดีโอรุ่นใหญ่กับค่ายเพลงต่างๆ ได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยคราวนี้ ลีออร์ โคเฮน ผู้บริหารแห่งยูทูปได้ปล่อยผลการวิจัยล่าสุดสู่สาธารณชนเพื่อโต้แย้งคำกล่าวร้ายเกี่ยวกับคุณค่าและจุดยืนของบริษัทที่มีผลต่ออุตสาหกรรมดนตรี ขณะที่สมาชิกแห่งสหภาพยุโรปกำลังไตร่ตรองถึงกฎหมายการจำกัดขอบเขตของบริการสตรีมมิ่งในอนาคต ซีอีโอแห่ง Warner Music Group สตีฟ คูเปอร์ ก็ขอฟาดข้อตกลงใหม่กับบริษัทวิดีโอแห่งนี้ไว้ก่อนเลย พร้อมเขียนบันทึกภายในสัญญาถึงการพูดคุยตกลงกันว่าเป็น “การเจรจาภายใต้สถานการณ์อันยากลำบาก”

บริษัทยูทูปได้ปล่อยงานวิจัยส่วนแรกออกมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม โดยภายในมีข้อมูลซึ่งสำรวจเกี่ยวกับรายได้ของบริษัท การเข้าถึงคอนเทนต์ของผู้บริโภค การโปรโมตช่องทางการฟังเพลง และยังกล่าวถึงการระงับเพลงที่ผิดลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อผู้บริโภคในช่องทางอื่น นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยที่กล่าวว่า หากไม่มีเว็บไซต์ยูทูป เวลาจากผู้ใช้บริการราว 85 เปอร์เซ็นต์จะถูกโอนไปยังช่องทางย่อยซึ่งอาจทำให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น เมื่อทางค่ายเพลงได้ทราบเช่นนั้นจึงโต้ตอบกลับว่า ด้วยงานวิจัยเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่ายูทูปได้ทำร้ายศิลปินและค่ายเพลงด้วยการเปิดช่องทางการฟังดนตรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

หากไม่มียูทูปอยู่จะเกิดอะไรขึ้น เป็นคำถามที่น่าศึกษาและติดตามเพราะทางบริษัทเองก็คงไม่หายตัวจากไปในเร็ววัน ไม่มีใครอยากให้ยูทูปหายไปหรอก กล่าวโดยสมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา ศิลปินเองก็อยากให้ผลงานของพวกเขาส่งถึงผู้ฟังผ่านยูทูป ด้วยราคาที่เป็นธรรมทางการตลาด ในงานวิจัยดังกล่าวได้สำรวจไปยังประชากรผู้ฟังดนตรีจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้แยกประเภทว่าเป็นผู้ฟังที่ใช้บริการช่องทางย่อยอย่าง Spotify ด้วยหรือเปล่า แถมยังมีการนับยอดรวมผู้ที่เคยซื้อเพลงไปแล้วอีกด้วย

จำนวนผู้ใช้บริการจริงของบริษัทวิดีโอชื่อดังแห่งนี้ยังคงเป็นปริศนาตลอดมา ทางยูทูปได้กล่าวอีกว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้จ่ายเงินให้กับการเสพดนตรีอยู่แล้ว ดังนั้นการเปิดโอกาสให้ได้ฟังเพลงฟรีจึงเป็นการเพิ่มช่องทางที่ดีให้กับทางค่ายเพลง แต่คำถามถัดไปนั้นคือ หากไม่มีช่องทางในการฟังเพลงฟรีแล้วผู้บริโภคส่วนน้อยที่กระเป๋าหนักจะเปลี่ยนใจมาสนับสนุนช่องทางย่อยหรือเปล่า

LOS ANGELES, CA - FEBRUARY 12:  Youtube Head of Global Music Lyor Cohen and Chance The Rapper attend GQ and Chance The Rapper Celebrate the Grammys in Partnership with YouTube at Chateau Marmont on February 12, 2017 in Los Angeles, California.  (Photo by Emma McIntyre/Getty Images for GQ)

ลีออร์ โคเฮน ผู้บริหารเว็บไซต์ YouTube.com กับแร็ปเพอร์ชื่อดัง Chance the Rapper

งานวิจัยดังกล่าวไม่สามารถตอบคำถามข้างต้นได้อย่างชัดเจน เพราะภายในงานวิจัยมีเพียงข้อความที่ระบุใจความว่า จำนวนเวลาที่ใช้บริการของผู้บริโภครายใหญ่ซึ่งอาจจะถูกโอนไปยังช่องทางอื่นมีประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่สามารถระบุออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ เพราะเป็นการเปรียบเทียบช่องทางที่แตกต่างกันโดยมีปัจจัยอื่นมากทำให้ยากต่อการคำนวณ แพทริก สมิธ แห่งบริษัท RBB Economics ผู้ทำผลงานวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างช่องทางว่าอาจจะเป็นการ ใช้ข้อมูล (ซึ่งสำรวจมาแล้ว) อย่างไม่ถูกต้อง

จากสงครามน้ำลายระหว่างสองบริษัทใหญ่ซึ่งดำเนินไปถึงจุดที่อาจเรียกได้ว่า คุยกันคนละเรื่อง ทำให้เราสามารถเห็นมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงสองแบบ ค่ายเพลงยังยืนหยัดว่าดนตรีเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่า ขณะที่จุดประสงค์ของยูทูปคือการจ่ายเงินตามราคาที่สามารถทำโฆษณาได้ มาร์ก มัลลิแกน ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยมิเดีย MIDiA ได้กล่าวไว้

แม้ว่ายูทูปจะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้กว่า 763 ล้านคนต่อปี (ข้อมูลโดย MIDiA) รายได้จากการโฆษณาบนเว็บไซต์กลับมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับช่องทางอื่นๆ โดยเมื่อปีที่ผ่านมาทางบริษัทรายย่อยซึ่งเก็บค่าบริการจากการฟังเพลงสามารถสร้างรายได้ประมาณ 31 เหรียญสหรัฐฯ ต่อผู้ฟังหนึ่งคน ขณะที่ยูทูปสามารถสร้างรายได้เพียง 1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อสมาชิกหนึ่งคน สถิติดังกล่าวสามารถแสดงให้เห็นว่าหากจำนวนผู้ใช้บริการยูทูปเพียง 3.5 เปอร์เซ็นต์เปลี่ยนใจมาใช้บริการช่องทางย่อย ก็สามารถชุบชีวิตค่ายเพลงขึ้นมาได้เลย ถ้าจะให้เทียบกันจริงๆ คงยาก…” มาร์ก มัลลิแกน ผู้เคยร่วมงานกับทั้งสองบริษัทใหญ่กล่าวถึงรายได้โดยรวมที่ทางค่ายเพลงจะได้รับจากช่องทางต่างๆ แต่หากเราลองเทียบจากจำนวนของผู้ใช้บริการแล้ว ช่องทางย่อยยังคงสามารถสร้างเงินได้มากกว่าอยู่ดี

 

Story by: Robert Levine
Translated by: Pannathorn P.
Photos by:
Billboard