01_1

 

ไม่รู้ว่าต้องขอบอกขอบใจนาย จัสติน บีเบอร์ หรือเปล่าที่ทำให้กระแสเสื้อทัวร์หรือเสื้อวงกลับมาฮิตติดตลาด และกลายเป็นไอเท็มที่กำลังอยู่ในกระแส ณ ขณะนี้ ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว จัสติน โพสต์รูปตนเองใส่เสื้อวง Metallica ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว และเผยว่าเป็นแฟนเพลงของวงเมทัลระดับตำนานวงนี้อีกด้วย ซึ่งผลตอบรับก็เดาไม่ยากว่า บรรดาแฟนคลับ Metallica ต่างออกมาคอมเมนต์ด่ากันระงม (แม้ภายหลังวง Metallica จะออกมายกย่องความสามารถของป๊อปสตาร์วัย 22 คนนี้ก็ตาม) นี่ยังไม่นับเหตุการณ์หลังจากนั้นที่หนุ่มจัสตินใส่เสื้อวง Iron Maiden ออกมาเดินเล่นตามท้องถนน, ใส่เสื้อ Nirvana ออกงานอเมริกัน มิวสิค อวอร์ดส์ 2015 และใส่เสื้อ Metallica (อีกครั้ง) ออกรายการทอล์คโชว์ชื่อดังของ เอลเลน ดีเจนเนอเรส

และในที่สุดดราม่าก็เดินทางมาถึงเมืองไทย เมื่อปรากฏภาพดาราสาวระดับเซเลบริตี้ใส่เสื้อวง Iron Maiden อยู่บนโลกโซเชียล จนเกิดปรากฏการณ์ “ใส่ตาม” กันทั่วบ้านทั่วเมือง มุมมองความคิดเห็นถูกแยกออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน ขั้วแรกคือเหล่าแฟนเพลงตัวยงของตำนานวงเฮฟวีเมทัลจากอังกฤษที่มองว่า การใส่เสื้อวงโดยที่ไม่ได้รู้จักหรือไม่เคยฟังเพลงของวงนั้นมาก่อนเลยเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในขณะที่อีกขั้วหนึ่งก็มองว่าเป็นเพียงเรื่องของเทรนด์แฟชั่นที่ใส่กันตามกระแสเท่านั้น จะคิดมากไปทำไมกันเล่า…

อันที่จริงวัฒนธรรมการใส่เสื้อทัวร์นั้นมีมาอย่างยาวนาน บางข้อสันนิษฐานเชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่ปลายยุค 50s โดยเหล่าแฟนคลับของ เอลวิส เพรสลีย์ ที่ทำเสื้อขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของศิลปินคนโปรด แต่ในช่วง 70s ถือเป็นยุคทองของเสื้อทัวร์โดยแท้ วงดนตรีร็อคเริ่มผลิตเสื้อออกมาวางจำหน่ายทั้ง Greatful Dead, Pink Floyd รวมถึงสายพังค์อย่าง Ramones, Sex Pistols, The Clash ต่อเนื่องมาจนถึงยุคแฮร์แบนด์ในช่วง 80s, อัลเทอร์เนทีฟครองโลกในยุค 90s หรือแม้แต่ช่วงฮอตฮิตของนูเมทัล เรามีโอกาสได้เห็นเสื้อทัวร์มากมาย ที่คนไทยพอจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็เช่น Nirvana, The Rolling Stones, Metallica, Guns N’ Roses, Iron Maiden, Kiss และอีกเพียบนับกันไม่หวาดไม่ไหว

02

 

ว่ากันตามข้อเท็จจริง เสื้อทัวร์ก็เปรียบเสมือนสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับตัวศิลปินนอกเหนือจากการขายอัลบั้ม แต่เราเชื่อว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เสื้อทัวร์กลายเป็นหนึ่งในไอเท็มสุดคลาสสิคตลอดกาลของคอดนตรีทั่วทุกสารทิศก็คือ การที่อาร์ตเวิร์คของเสื้อสามารถแสดงตัวตนและสื่อถึงบทเพลงของศิลปินนั้นๆ ได้ มันคือดีไซน์ที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองในความงามของศิลปะที่ส่งผ่านมายังลายเสื้อของแต่ละศิลปิน แม้ว่าเรื่อง “ความสวยงาม” จะเป็นเรื่องของความปัจเจก แต่อย่างน้อยเสื้อแต่ละตัวแต่ละรุ่นก็ทำให้คนซื้อได้ศึกษาพัฒนาการความคิดของศิลปินผ่านยุคสมัย อีกทั้งยังเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของแต่ละวงว่าเคยไปทัวร์ที่ไหนมาแล้วบ้าง รวมถึงผลตอบรับในเรื่องยอดจำหน่ายที่แสดงให้เห็นถึงความรักของแฟนเพลงที่มีต่อตัวศิลปินได้เป็นอย่างดี

ย้อนกลับมาที่ประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ คำถามเกิดขึ้นมากมายท่ามกลางความคิดเห็นอันแตกต่าง เหล่าแฟนเพลงเดนตายผิดไหมที่เรียกร้องให้คนที่ใส่เสื้อวงหรือเสื้อทัวร์ให้เกียรติศิลปินคนโปรดด้วยการทำความรู้จักและฟังเพลงวงนั้นๆ ก่อนจะคิดสวมใส่? แล้วผู้ที่อิงตามกระแสแฟชั่น เห็นแค่เพียงว่า ลายเสื้อสวยดี แถมมีไอดอลในวงการเพลงและวงการบันเทิงใส่ให้เห็นเป็นตัวอย่างล่ะ เป็นสิ่งที่สมควรทำหรือเปล่า? บิลบอร์ด ไทยแลนด์ มีทรรศนะของ 3 บุคคลจาก 3 วงการมาเล่าสู่กันฟังต่อจากนี้

“เราว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องตลก มันเป็นเรื่องความใจแคบนะ ทำไมคนเราจะชอบของที่สวย แต่เขาไม่รู้จักไม่ได้ล่ะ” นี่คือความเห็นแรกจาก บิณฑ์ บัวหมื่นชล ช่างภาพรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยู่เบื้องหลังภาพบนปกนิตยสารหลายหัวของเมืองไทย (รวมถึงปกบิลบอร์ด ไทยแลนด์ ฉบับล่าสุดอย่าง Polycat หรือก่อนหน้านั้นกับ Hip Hop Issue) ผู้ที่ซื้อเสื้อวงจากความชื่นชอบในอาร์ตเวิร์คของเสื้อล้วนๆ และตามซื้อเสื้อของ The Cure และ The Jesus And Mary Chain เป็นของสะสม “เรามองดนตรีทั้งเรื่องอาร์ตเวิร์คและเรื่องเพลง มันก็เหมือนกับเรื่องดีไซน์ที่คนจะชอบแค่หน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอกมันก็ไม่แปลก เราซื้อไวนิล แต่เชื่อไหมว่าเราไม่ได้ฟังไวนิลเลย เพราะเรารู้สึกว่า ฟังก์ชั่นที่ดีที่สุดของเพลงคือซีดี เราจะซื้อไวนิลเฉพาะวงที่เราชอบและอาร์ตเวิร์คสวยเท่านั้น ก็เหมือนกับเรื่องเสื้อวงนั่นแหละ คือฟีดแบ็คจากแฟนเพลงมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา มันเป็นเรื่องรสนิยมส่วนบุคคลมากกว่า คนหนึ่งมองว่าสวย อีกคนอาจมองว่าไม่สวย คนหนึ่งมองว่าผิด อีกคนอาจจะคิดว่าถูกก็ได้”

ชายหนุ่มที่มีเสื้อยืด “ทุกตัว” ภายในบ้านเป็นเสื้อวงกล่าวต่อว่า “เราซื้อใส่โดยที่ไม่ได้คิดว่ามันเป็นแฟชั่นอยู่แล้ว ใส่นอน ใส่เที่ยว ใส่ทำงาน มันเป็นเรื่องความชอบของดนตรีด้วย และที่สำคัญ ลายมันก็สวยด้วย ยกตัวอย่าง Iron Maiden อาร์ตเวิร์คมันมีความชัดเจน เสื้อทัวร์ของ Iron Maiden ที่นิยมเล่นกันที่เป็นแขนลายทหารน่ะแพงมาก แต่มันก็สวยจริงๆ เราไม่มายด์เลยนะว่าคนที่ซื้อใส่จะฟังหรือไม่ฟังเพลง Iron Maiden เขาอาจจะซื้อเพราะมันสวยมากแค่นั้นก็ได้ แล้วมันก็เป็นดีไซน์ที่คนมาฮิตในแค่ช่วงนี้เท่านั้น เดี๋ยวมันก็หายไป”

03
08
07

 

หากจะมองเรื่องราวของเสื้อวงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแฟชั่นที่ผ่านมา แล้วก็จะผ่านไปในอีกไม่ช้า เราจึงสอบถามความคิดเห็นจาก ไก่ – มานิตย์ มณีพันธกุล Fashion Editor ประจำนิตยสาร 2 Magazine ว่ามีมุมมองอย่างไรกับเรื่องนี้ในฐานะแฟชั่นกูรู “เราไม่ได้มองว่ามันผิดหรือถูก มันอาจจะเป็นเทรนด์ แล้วมีการตามเทรนด์ก็เป็นไปได้ แต่ถามว่า ตามเทรนด์แล้วรู้ไหมว่า เทรนด์นั้นมันมาจากอะไร มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าได้รับการตั้งคำถามจากแฟนเพลงของวงนั้นๆ ว่า คุณใส่โดยไม่รู้ที่มาที่ไปหรือเปล่า คนตั้งคำถามก็ไม่ผิด เรามองเป็น 2 กรณี คือถ้าใส่เพราะตามเทรนด์ เขาไม่ผิดที่จะไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะเขารู้แค่ว่ามันเป็นเทรนด์แฟชั่น บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นเสื้อมือสอง แต่ถ้าใส่เพราะรักวงนั้นจริงๆ เราว่ามันก็เป็นผลกับตัวเขาเองที่แสดงสไตล์ส่วนตัวและความชอบออกมาผ่านเสื้อผ้า มันคือเรื่องการตามเทรนด์อย่างรู้ทันหรือเปล่าแค่นั้นเอง”

บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ถามต่อว่า การที่มีเซเลบริตี้ใส่เสื้อวง มันส่งผลต่อคนทั่วไปในการใส่ตามมากน้อยแค่ไหน ไก่ มานิตย์ ตอบกลับมาอย่างน่าสนใจ “ต้องเข้าใจก่อนว่า ในตลาดบ้านเรามันมีเสื้อวงขายมานานแล้ว เห็นชัดๆ ก็ตลาดนัดสวนจตุจักร แล้วมันก็ไม่ใช่เทรนด์หลัก ณ ตอนนี้สำหรับบ้านเราด้วยซ้ำ คือดาราไทยก็ใส่แค่ประเดี๋ยวประด๋าว บางทีเขาตื่นเช้ามาอาจจะเห็นในอินเตอร์เน็ตว่า มาดอนน่า ใส่เสื้อของวงนี้ ก็เลยอยากใส่บ้างแค่นั้น คือถ้ามันเป็นแค่เทรนด์ มันไม่ส่งผลอะไรหรอก แต่อย่างการที่ จัสติน บีเบอร์ ใส่เสื้อเก่าๆ ตัวใหญ่ๆ ใส่รองเท้า Yeezy ตลอดเวลา นั่นก็อาจส่งผลถึงเหล่าบีลิเบอร์อยู่บ้าง แต่อย่าลืมว่า เรื่องเสื้อวงกับคนไทยจริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวเลย คนทั่วไปจะยอมซื้อเสื้อเก่าตัวละ 5,000 บาทหรือ ในเมื่อมีของก็อปตัวละ 79 ขาย ซึ่งสามารถใส่ครั้งเดียวแล้วทิ้งไปเลยได้ เพราะฉะนั้นมันก็อาจเป็นแค่การทดลองทางแฟชั่นของคนๆ หนึ่งแค่นั้นเอง”

05

 

อีกหนึ่งบุคคลที่มาร่วมวงสนทนากับเราด้วยก็คือ เบียร์ – รวิศ วัฒนพันธ์ เจ้าของร้านขายเสื้อวงและเสื้อทัวร์ทางอินสตาแกรมที่ชื่อ itcamefrom90 ซึ่งมีคนติดตามกว่าหมื่นคน ผู้โลดแล่นอยู่ในวงการนี้มามากกว่า 10 ปี และมีเสื้อวงที่ขึ้นชื่อว่า “สะสม” ในหลักพันกว่าตัว ซึ่งเขาก็มีความเห็นว่า “แฟชั่นมันก็คือแฟชั่น บางคนนิยมในตัวศิลปินหรือดาราที่ใส่เสื้อตัวนั้น เขาก็เลยอยากใส่บ้างทั้งๆ ที่อาจจะไม่รู้จักวงที่อยู่บนเสื้อก็ได้ มันเป็นกระแสอย่างหนึ่ง แต่ผมก็เข้าใจความคิดบางคนที่ว่า คุณไม่ฟังแล้วคุณใส่ทำไม บางคนเขาศรัทธาในศิลปินที่เขารัก มันก็เป็นความรู้สึกของคนฟังเพลงที่เขาแอนตี้ว่า เฮ้ย! มันไม่ใช่”

เขาเล่าต่อว่า ล่าสุดมีลูกค้าแคปเจอร์รูปส่งมาให้ แล้วส่งข้อความมาว่า อยากได้เสื้อ Pearl Jam ลาย Choices เพราะพี่ตูน Bodyslam ใส่ และอีกเคสที่แฟนคลับสาวๆ ของศิลปินไทยท่านหนึ่งที่สั่งของตามไอดอลของพวกเธอทุกอย่าง “มันก็ดีแหละ ซื้อไปตัวแรกอาจจะไม่เคยฟัง แต่ผลดีต่อไปก็คือ ตัวที่สองเขาอาจจะไปฟังเพลงก่อนก็ได้ ลองดูสิว่าเพลงวงนี้เป็นอย่างไร หรือไปเปิดกูเกิ้ลว่า Iron Maiden คืออะไร วงดนตรีอาจจะได้รับผลประโยชน์ในเชิงที่ว่า อาจจะมีแฟนคลับเพิ่มอีกสักคนก็ได้” เขากล่าว

เราหย่อนคำถามในมุมมองของพ่อค้าว่า กระแสที่เกิดขึ้นส่งผลอย่างไรบ้างต่อยอดขาย เบียร์ ตอบตามตรงว่า “ในแง่การเป็นพ่อค้ามันดีอยู่แล้วล่ะ ความต้องการสินค้ามีมากขึ้น คนซื้อของเยอะขึ้น ราคาก็กระโดดขึ้นเช่นกัน แต่ผมขายตามต้นทุนที่ได้มา ในขณะเดียวกัน เมื่อมีกระแสเรื่องเสื้อวงเกิดขึ้น พ่อค้าก็เยอะขึ้นตาม ตลาดกว้างขึ้น ร้านในอินสตาแกรมก็เพิ่มจำนวนขึ้นเยอะมาก แต่ถ้าถามในฐานะคนสะสม การที่ทุกคนเปิดกว้างสำหรับการใส่เสื้อวงมันเป็นเรื่องดี แต่บางทีมันก็มีอารมณ์น้อยใจบ้าง เวลาเห็นคนใส่เสื้อปลอม”

และ เบียร์ ก็ขยายความคำว่า “เสื้อปลอม” ให้เราฟังว่า “จริงๆ ผมก็เก็บสะสมเสื้อปลอมนะ แต่เสื้อปลอมในยุคก่อนเขาจะเรียกกันว่า Bootleg ซึ่งเป็นเสื้อที่แฟนคลับหรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำขึ้นมาขาย ไม่ใช่ของออฟฟิเชียลของทางวง ยกตัวอย่างเสื้อ Bootleg ยุค 90s มันก็คือเสื้อปลอมในยุคนั้น คุณลักษณะต่างๆ ของเสื้อทั้งเนื้อผ้า การเย็น การสกรีน มันเป็นของยุคนั้นทั้งหมด ผมเคยซื้อในราคา 5,000 บาท คือมันปลอมก็จริง แต่คุณไม่สามารถทำได้แบบยุคนั้นแล้วนะ ทั้งเรื่องสี สกรีน เนื้อผ้า มันไม่ใช่ของที่หากันง่ายๆ และราคาก็ไม่ถูกด้วย หรือบางคนรู้สึกว่า ของแท้ต้องมีการตอกปีเท่านั้น เช่น เสื้อ The Beatles ตัวนี้จะมีสกรีนว่า ผลิตในปี 1994 ไลเซนส์ของบริษัทอะไร แต่สำหรับผมมันไม่ใช่ ยกตัวอย่างวงดนตรีบ้านเราสมัยนี้ที่สกรีนเสื้อแล้วแบกไปขายตามงานคอนเสิร์ต ตามอีเวนต์ต่างๆ พวกเขาก็ทำเสื้อกันเอง มันก็ของแท้ไม่ใช่หรือ มันก็ออกมาจากตัววงเหมือนกันนั่นแหละ” อีกทั้งหนุ่มเบียร์ยังบอกกับเราอีกว่า เสื้อทัวร์วินเทจ ยิ่งเก่า ยิ่งเป็นวงยอดนิยม สภาพดี ราคาจะยิ่งแพง แต่ไม่ว่าหลักหมื่นหรือหลักแสน ถ้ามีคนชอบ คนๆ นั้นก็ยินดีจะควักเงินเพื่อแลกกับสิ่งที่เขารักอยู่ดี

06

 

เราปิดท้ายด้วยคำถามที่ว่า เสน่ห์ของเสื้อวงหรือเสื้อทัวร์ในมุมมองของทั้งนักสะสมผู้คลั่งไคล้ลายเสื้อที่ถูกตาต้องใจ และพ่อค้าที่ใช้ชีวิตอยู่กับเสื้อวงมากว่า 10 ปีนั้นคืออะไร ช่างภาพหนุ่มอย่าง บิณฑ์ กล่าวกับเราว่า “ดนตรีเป็นสื่อสากล ลายเสื้อวง สัญลักษณ์ของวง หรือตัววงดนตรีเองก็เป็นสื่อกลางที่สามารถสร้างบทสนทนากับคนได้ไม่ว่าจะเป็นชาติใดก็ตาม เสื้อยืดดีๆ สักตัวสามารถทำให้เราคุยกับคนได้ง่าย เข้ากับคนอื่นได้ เหมือนเป็นการคัดคนที่จะเข้ามาคุยกับเราด้วยตัวของมันเอง” ส่วน เบียร์ รวิศ ก็ตอบเราด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผมสะสมเสื้อทัวร์มานาน สะสมมาเรื่อยๆ เริ่มจากเสื้อทัวร์มือสอง ไปเดินจตุจักร อย่างเสื้อแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้ามันผลิตออกมาทีละหลายๆ ตัว แต่ถ้าเราใส่เสื้อ The Cure มันก็ไม่มีใครซ้ำในแง่ของลาย ผมเป็นคนเก็บเสื้อตามศิลปินที่ชอบ มันรู้สึกดีเวลาได้ใส่ อย่างเวลาคุณไปดูคอนเสิร์ต คุณใส่เสื้อ The Beatles หรือ The Cure มันก็เหมือนเป็นการเพิ่มสังคมอย่างหนึ่ง สามารถเข้ามาคุยกันได้ว่า ได้เสื้อตัวนี้มาจากไหน ราคาเท่าไหร่ ผมไม่ได้บอกว่าแบรนด์เนมผิดนะ แต่เราชอบตรงนี้มากกว่า”

ร่ายยาวมาจนถึงบรรทัดนี้ เราได้ละทิ้งประเด็นดราม่าของเสื้อวงที่เกิดขึ้นว่าใครผิดหรือถูกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคลมากกว่าว่าจะมองในเรื่องเดียวกันในทิศทางและความรู้สึกแบบใด แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในความรู้สึกหลังจากการสัมภาษณ์บุคคลทั้งสามสิ้นสุดลง รวมถึงบทความที่ใกล้จะถึงตัวอักษรสุดท้ายก็คือ เสื้อแต่ละตัวที่ศิลปินครีเอตออกมานั้นเต็มไปด้วยคุณค่าทางศิลปะและคุณค่าทางจิตใจที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ และเราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปตัดสินมุมมองของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป ในเมื่อความงดงามมันปรากฏอยู่บนเรือนร่างของผู้สวมใส่เรียบร้อยแล้วต่างหาก

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Binn Buameanchol / Chanon B. / Billboard