tony jaa-900-2

เมื่อแอ็คชั่นสตาร์ชาวไทยที่โกอินเตอร์ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศถึงวงการฮอลลีวู้ดอย่าง โทนี่ จา ลุกขึ้นมาจับไมค์ ร้องแร็พ และแดนซ์สนั่นเป็นครั้งแรก ผลที่ออกมาจะเป็นเช่นไรกันแน่? นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นในความคิดตั้งแต่ทราบข่าวว่า จา พนม หรือ ทัชชกร ยีรัมย์ จะขอพลิกบทบาทสู่การเป็นนักร้องกับซิงเกิ้ลแรกในชีวิตที่มีชื่อว่า ลุยเฮลุย (Groundbreaking) ซึ่งได้สร้างความฮือฮาไปทั่วทุกสารทิศไม่น้อยไปกว่าภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก ที่สร้างปรากฏการณ์ให้วงการภาพยนตร์ไทยเมื่อ 14 ปีที่แล้ว แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนในวันนี้ก็คือ เขาไม่ได้เป็น nobody อีกต่อไป อีกทั้งยังเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสปอตไลท์มานานนับ 10 ปี การสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาด้วยมันสมองและสองมือของเขาจึงเต็มไปด้วยการจับตามองจากผู้อื่น บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จึงนัดแนะ โทนี่ จา ให้มาพูดคุยถึงที่มาที่ไปของโปรเจกต์นี้ที่เขาขอเรียกมันว่า ‘นวัตกรรมทางดนตรี’ และความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอรากเหง้าแห่งความเป็นไทยอีกครั้งผ่านศิลปะแห่งเสียงเพลง ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันที่แทบไม่เคยมีใครล่วงรู้มาก่อน

 

ก่อนหน้านี้ทุกคนเคยเห็นบทบาทของคุณในฐานะนักแสดงภาพยนตร์แอ็คชั่น จู่ๆ พลิกบทบาทมาเป็นนักร้องได้อย่างไร?
แรกเริ่มเดิมทีมันคือความฝัน ฝันหนึ่งคือการทำหนัง ผมมีนักแสดงที่เป็นไอดอลอย่าง บรูซ ลี, แจ็คกี้ ชาน, เจ็ท ลี ส่วนอีกฝันที่ไม่เคยหยิบยกออกมาให้ใครเห็นก็คือการเป็นศิลปินเพลง ไอดอลผมคือ ไมเคิล แจ็คสัน และ พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) ผมมองว่า การเต้นกับท่าแอ็คชั่นล้วนแล้วแต่เป็นการใช้ร่างกายในการสื่อสารให้คนดู แล้วก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่อง SPL 2: A Time for Consequences เมื่อปี 2015 ก็มาอัดที่แกรมมี่นี่แหละ ได้รู้จักกับพี่ เอกชัย เอื้อครองธรรม (ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Beautiful Boxer เมื่อปี 2003) รวมถึงพี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) และพี่นิ่ม สีฟ้า (กัลยารัตน์ วารณะรัตน์) ซึ่งวันนั้นก็มีโอกาสได้โชว์แม่ไม้มวยไทย 15 ท่า แล้วก็แร็พไปด้วย ลองเต้นให้พี่ๆ เขาดู หลังจากนั้นผมก็กลับไปถ่ายหนังเรื่อง xXx: Return of Xander Cage ที่โตรอนโต้ ประเทศแคนาดา

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่คุณได้มาร่วมงานกับ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่?
ใช่ครับ หลังจากนั้นทาง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ก็ติดต่อมาทางผู้จัดการของผม บอกว่าจะสานต่อเรื่องงานเพลง เผื่อว่ามีไอเดียอะไรที่คลิกกัน ผมก็เลยลองทำเดโม่เพลง ถ่ายเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ ด้วย ชื่อเพลงว่า หนุมาน ซึ่งมีท่อนแร็พด้วย วันที่เข้าไปที่แกรมมี่ก็ไปร้องให้เขาฟัง ก็คลิกกัน และตกลงกันว่ามาสร้างสรรค์กันต่อดีกว่า ซึ่งก็อย่างที่บอก มันเป็นอีกหนึ่งความฝันของผม ระหว่างที่ผมถ่ายหนังอยู่ที่แคนาดา ทางแกรมมี่ก็ส่งลิงค์ท่าเต้นมาให้ผมฝึกซ้อม ระหว่างนั้นก็ส่งงานกลับไปกลับมาผ่านอีเมล พอกลับมาเมืองไทย ผมก็มาเรียนร้องเพลง เรียนเต้นเพิ่มอีก 3-4 เดือน กลายมาเป็นท่าเต้นที่นำเอาแม่ไม้มวยไทยมาต่อยอด

tony jaa-900-3

จนกลายมาเป็นซิงเกิ้ลแรกในชีวิตของคุณที่ใช้ชื่อว่า ลุยเฮลุย (Groundbreaking)?
ตัวผมมาจากดิน ก็ส่งไปถึงชื่อเพลงภาษาอังกฤษอย่าง Groundbreaking แค่ฟังชื่อก็รู้สึกฮึกเหิมแล้ว เหมือนเรากำลังโผล่ขึ้นมาจากดิน มากระทืบพื้นธรณีเพื่อปลุกจิตวิญญาณของคนไทย โดยใช้ท่าของแม่ไม้มวยไทยมาผสมผสาน ผมมองว่ามันเป็นพลังของแผ่นดินเลยนะ ซึ่งพลังที่ว่าก็มาจากชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพลงนี้ใช้โปรดิวเซอร์ทั้งหมด 3 คน มีคุณกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ (ณัฐวุฒิ ศรีหมอก), คุณเอ้ Botcash (สัณหภาส บุนนาค) และคุณแม็ก วง The Darkest Romance (ธิติวัฒน์ รองทอง) จะเป็นแนวเพลงแบบฮิปฮอปไทยร่วมสมัย มีเสียงของเครื่องดนตรีไทยต่างๆ ผสมกับจังหวะฮิปฮอปร่วมสมัย

ได้อะไรจากการทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ทั้ง 3 คนบ้าง?
ในศาสตร์ของดนตรี ยังมีสิ่งที่ผมไม่รู้อีกเยอะ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่ง เขาสามารถใช้ภาษาที่เป็นกวีสื่อสารกับวัยรุ่น ซึ่งจริงๆ แล้ว กอล์ฟ มีเพลง ลุยเฮลุย มานานแล้วนะ เขาตั้งใจจะทำเพลงนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เขาก็เลยบอกผมว่า ‘ผมว่าเพลงนี้มันเหมาะกับพี่ สงสัยมันตามพี่มา’ หรืออย่างก่อนหน้านี้ผมก็ได้เห็นพลังจากคนกลุ่มหนึ่งจากการที่ได้ไปแร็พเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเพลง สยาม / มนุษย์ / สติ กับ Rap is Now ซึ่งเพลงนั้น กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ เขาก็ร้องด้วย วัยรุ่นกลุ่มนี้มีความสามารถมาก หรืออย่าง แม็ก The Darkest Romance เล่นดนตรีไทยได้แทบทุกอย่าง กลองสะบัดชัยก็เล่นได้ เรียกได้ว่ากระบี่อยู่ที่ใจเลย ไหนจะ เอ้ Botcash ซึ่งเป็นสมาชิกวง Boom Boom Cash อีก เป็นดีเจคนไทยที่ไปดังเมืองนอก แต่ในเมืองไทยกลับมองว่า การนำเอากลิ่นอายดนตรีไทยไปผสมกับซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องเชย เป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิตที่ยอดเยี่ยมมากๆ สำหรับผม

ต้องปรับตัวเยอะไหมกับการทำงานเพลงครั้งแรกในชีวิต?
ไม่มาก ผมเป็นคนให้โจทย์กับโปรดิวเซอร์ทั้ง 3 คน หลังจากนั้นก็เป็นขั้นตอนของการสร้างคอนเทนต์ร่วมกัน ผมมีแม่ไม้มวยไทย มีท่าไหว้ครู ก็ส่งไปให้ กอล์ฟ ช่วยดูว่ามันสามารถประยุกต์ไปเป็นท่อนแร็พหรืออะไรได้บ้าง กับเอ้หรือแม็ก ก็ส่งเรเฟอร์เรนซ์เรื่องดนตรีกลับไปกลับมาตลอด ไม่ชอบก็ลองเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นดู อยากอัดอีกครั้ง ยังไม่พอใจ ก็อัดใหม่เลย ใครได้ฟังแล้วก็จะได้ยินทั้งเสียงกลองสะบัดชัย พิณ เสียงลาวกระทบไม้ หรือแม้แต่ว่าวธนู หรือที่ภาษาท้องถิ่นเขาเรียกว่า ว่าวสะนู มาผสมกับซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผมมองว่ามันคือนวัตกรรมของดนตรี มันสานต่อไปได้ทุกอย่าง ศิลปะไม่มีที่สิ้นสุดหรอก ชีวิตคนเรามีเกิด มีดับ แต่ศิลปะมันยืนยาว แล้วทุกอย่างต้องไปด้วยกัน ต้องเอื้อซึ่งกันและกัน มันก็เหมือนการยกทัพนั่นแหละ หนุมานเชิญธง พร้อมจะลุยแล้ว มันก็ต้องมีการโหมโรง รวมใจ และปลุกเร้าทุกคนให้เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน แต่เราไม่ได้สร้างดนตรีเพื่อไปประหัตประหารกันนะ มันคือการปลุกใจเพื่อเอาชนะใจตนเองต่างหาก

คุณเรียกซิงเกิ้ล ลุยเฮลุย ว่าเป็นนวัตกรรมทางดนตรี?
ผมกลับมาเมืองไทยเพื่อมาสร้างนวัตกรรม ในศาสตร์ภาพยนตร์ผมทำได้สำเร็จแล้ว แต่ในเรื่องของเพลง เราจะปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ เหรอในเมื่อเราก็มีสิ่งๆ นั้นอยู่ในตัว ผมได้แรงบันดาลใจเรื่องนวัตกรรมมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 จากพ่อหลวงของเราในการได้คิด ทำ สร้าง และต่อยอด คุณรู้ไหมว่า ภาพตอนสมัยผมยังเด็กมันย้อนกลับมาหมดเลย ตอนเล่นดนตรีกับเพื่อน เอากะละมังมาตีเป็นกลอง เข้าค่ายลูกเสือก็เปิดเพลง ไมเคิล แจ็คสัน มาเต้นรอบกองไฟ ตีลังกาไปด้วย มันเลยกลายเป็นนวัตกรรมที่เรานำมาต่อยอดจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ขอแค่เราได้คิด กล้าที่จะทำ และนำเสนอออกไปให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่า นี่คือความภาคภูมิใจของคนไทย นี่คือรากเหง้าของคนไทยที่ไม่ว่าใครก็เอาไปไม่ได้

อย่างเรื่องแนวดนตรีฮิปฮอปร่วมสมัย มันเกิดจากการที่คุณไปขลุกอยู่ในวัฒนธรรมดังกล่าวระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ฮอลลีวู้ดด้วยไหม?
มีส่วนมากๆ เลยครับ อย่าง วิน ดีเซล, ลูดาคริส หรือ คริส วู ก็ฟังฮิปฮอปกันหมด เวลาเขาจะบิลด์ไปสู่การเป็นตัวละครหรือคาแรคเตอร์ต่างๆ เขาก็บิลด์ด้วยเสียงเพลง ด้วยจังหวะ เราก็ซึมซับบีตแบบนั้นมา หรือแม้กระทั่งเวลาได้คลุกคลีอยู่กับเพื่อนๆ ที่ต่างแดน เราก็ได้มองโลกในมุมที่ต่างออกไป ได้เห็นวิถี วัฒนธรรมต่างๆ เป็นการเดินออกจากกรอบบางอย่าง ดนตรีมันไม่มีพรมแดนหรอก เราก็เลยลองทำบีตฮิปฮอปแบบไทยๆ บ้าง ลองนำเอาแม่ไม้มวยไทยมาเคลื่อนไหวเป็นท่าเต้น ลองพัฒนา ต่อยอดนวัตกรรมให้กับศิลปะไทยดูบ้าง ซึ่งชาวต่างชาติเขาก็มองว่าเป็นความมหัศจรรย์

รวมถึงเรื่องของการแร็พด้วย?
ใช่ เมื่อก่อนร้องได้แต่หมอลำ (หัวเราะ) ไปถ่ายหนังที่นู่นกลับมาก็แร็พเลย แต่หมอลำของบ้านเราก็ไม่ธรรมดานะ อย่างเรื่องการแร็พ พอดีว่าชื่อของแม่ไม้มวยไทยมันเป็นคำคล้องจองกัน เหมือนกวีที่ร้อยกันอยู่แล้ว ก็จดจำเอาไว้ ลองใส่จังหวะ ลองแร็พดู พอเริ่มได้เรียนร้องเพลงก็รู้ว่า มันมีโทนสูงโทนต่ำ ก็ลองอีก แล้วถ้าบวกกับการเต้นอีกล่ะ มันเลยกลายเป็นพลังบางอย่างขึ้นมา

tony jaa-900-7

แอบคิดหรือกังวลไหมว่า ซิงเกิ้ล ลุยเฮลุย จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะในโลกของภาพยนตร์ คุณประสบความสำเร็จมาตลอด?
ผมอยากให้มองเป็นเรื่องของศิลปะมากกว่า อย่าไปคิดเรื่องความสำเร็จเลย ร้อยล้านวิว เราเป็นดารา เป็นศิลปินที่ทั่วโลกรู้จัก ผมไม่ต้องการแบบนั้น ผมอยากให้ศิลปะมันคงอยู่ รวมถึงมองเห็นคุณค่าของตัวงานที่เราสร้างขึ้นมา เราจะรอถึงวันที่แก่แล้วค่อยมาทำเพลงอย่างนั้นเหรอ เรามีความคิดความฝันในเรื่องนี้อยู่แล้วทำไมเราไม่ทำมันเลยล่ะ คิดแล้วก็ต้องทำ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมก็คือ อาจจะมีเด็กสักคนที่ได้รับแรงบันดาลใจ แรงจูงใจจากสิ่งที่ผมทำ เอาท่าโขน ท่ามวยไทยมาประยุกต์ ต่อยอดเป็นศิลปะรูปแบบใหม่ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เจริญงอกงามต่อไป ใครอยากทำดนตรี ก็อาจจะทำเป็นหมอลำ กันตรึม มันคิดได้สารพัดเลย

ศาสตร์ภาพยนตร์กับดนตรีมีอะไรเชื่อมโยงกันบ้างในมุมมองของคุณ?
มันใกล้กันเลยแหละ อย่างภาพยนตร์มันรวมศาสตร์และศิลป์เอาไว้ทั้งหมด มีการสร้างสตอรี่ สร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมา เพลงก็เหมือนกัน ต้องสร้างสตอรี่ สร้างคอนเทนต์ขึ้นมาแล้วก็คิดกันต่อ ภาพยนตร์มีหลายแนว ดนตรีก็มีทั้งแจ๊ซ ร็อค ฮิปฮอป ป๊อป แดนซ์ คันทรี่ ลูกทุ่ง หมอลำ เหมือนกัน หรือแม้แต่นักแสดงกับศิลปินเพลง เขาก็ต้องถ่ายทอดฟีลลิ่งออกมาเหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับว่า คุณจะสร้างอะไรขึ้นมา จงสร้างเป้าหมายร่วมกัน และเดินไปด้วยกันมากกว่า

tony jaa-900-1

หากมองในฐานะคนที่อยู่นอกแวดวงดนตรีในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ คุณมองวงการเพลงบ้านเราเป็นอย่างไร?
ศิลปินไทยมีความสามารถเยอะแยะ แต่มันก็มีบ้างที่ค่อยๆ หายไป อาจจะสู้กับกระแสของโซเชียลเน็ตเวิร์คไม่ไหว ทุกวันนี้คนดูเลือกเสพในสิ่งที่เขาต้องการได้ ผมว่าทุกๆ วงการต้องการไม้ยืนต้นสักต้นที่มีรากอันแข็งแรง พอมันยืนหยัดอยู่ได้ก็จะแพร่ออกไปเป็นไม้เกล็ดไม้ย่อยเต็มไปหมด ซึ่งพวกไม้ยืนต้นเนี่ย ถ้าไม่รักในสิ่งๆ นั้นจริงก็ไม่มีทางจะเป็นได้นะ พอรักแล้วก็อยากให้มันคงอยู่ต่อไป บางคนอาจมองว่า ตอนนี้เราลืมรากของเราแล้วไปตามกระแสของต่างประเทศ คือเราเอาของเขามาประยุกต์ต่อยอดน่ะทำได้ แต่อย่าทิ้งรากของตัวเองซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษคิดและสร้างเอาไว้ เพราะถ้าเราทิ้งในจุดนี้ไป วัฒนธรรมไทยก็จะถูกกลืน จิตวิญญาณเราก็จะหายไป

วางแผนในการเป็นเป็นศิลปินเพลงต่อไปแล้วหรือยัง?
ถ้ามีโอกาสก็อยากทำ แต่งานเพลงจะออกมาเป็นแนวไหน อาจจะเป็นคอนเสิร์ต หรือจะเป็นอะไรก็คงต้องรอดูกัน อยากให้ทุกอย่างมันดูเซอร์ไพรส์ การใช้เวลาในการทำบางสิ่งบางอย่าง แล้วพอได้เห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง มันจะรู้สึกว่ามีคุณค่า

ความคาดหวังกับซิงเกิ้ล ลุยเฮลุย (Groundbreaking) ล่ะ?
ในต่างประเทศเขาอาจรับรู้ถึงชื่อเสียงของผมในด้านภาพยนตร์ ซึ่งถ้าเพลงนี้สามารถทำให้ชาวต่างชาติได้เห็นอีกครั้งกับศิลปะอีกแขนง ผมภูมิใจนะ มันคือรากของความเป็นไทย ความภูมิใจของคนไทย หรืออย่างน้อยพอเขาเริ่มรู้แล้วว่า เพลงนี้เป็นเพลงไทย เขาก็อาจจะเสิร์ชหาว่ามันเป็นอย่างไร หรือมันแปลว่าอะไรกันแน่ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่สามารถจุดประกายอะไรบางอย่างได้ เหมือนภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก จากจุดเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากมวยไทยที่แพร่หลายออกไปทั่วโลก ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ มันสำเร็จตั้งแต่ได้ทำแล้ว ทุกคนมารวมตัวกันสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้แล้วบอกว่า ขนลุก บอกว่าเพลงนี้มีคุณค่า ก็อยากให้ทุกคนมาร่วมฟังและแผลงศรออกไปด้วยกัน ช่วยกันผลักดันเพลงนี้ออกไปสู่ต่างประเทศ ให้เขารู้ว่า คนไทยก็สามารถทำได้

 

Story by: Chanon B. & Tanachot K.
Photos by: Purin A.