2

 

นอกจากจะเป็นหนึ่งในสมาชิกแร็พเปอร์ 3 สีอย่าง Buddha Bless แล้ว “โก๋เอ็ม – กิตติพงษ์ คำศาสตร์” ยังมีอีกหลากหลายแง่มุมในชีวิต … 20 ปีที่เขาอยู่ในแวดวงกราฟฟิตี้ และสร้างลายเส้นของตัวเองจนได้รับการยอมรับในหมู่คนทำงานศิลปะด้วยกัน … อีก 10 ปีที่เขาทำงานเป็นจิตอาสาเรื่องของสิทธิสัตว์ และทำรายการเกี่ยวกับสัตว์จรจัดเผยแพร่ทางแชนแนลยูทูบของตัวเองมากว่า 80 ตอน จนกระทั่งนิทรรศการ GOH-M Buddha Bless – Solo Exhibition and Installation ที่ให้นิยามและมุมมองด้านชีวิต ความรัก และความผูกพันอันยิ่งใหญ่ที่เขามีต่อสัตว์ร่วมโลกได้ถือกำเนิดขึ้น บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จึงนัดหนุ่มมาดกวนคนนี้มาพูดคุยถึงชีวิตในด้านต่างๆ ที่เราและหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน รวมถึงซิงเกิ้ลใหม่ที่ Buddha Bless ฟีทเจอริ่งกับ เจนนิเฟอร์ คิ้ม!

 

ปกติจะเห็นคุณในมาดกวนๆ เป็นหนึ่งในสมาชิกวง Buddha Bless … แล้วชีวิตด้านงานศิลปะทั้งภาพวาดและประติมากรรมของคุณเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่?
ตั้งแต่เด็กๆ เลย มีคุณอาเป็นไอดอลตั้งแต่อนุบาล ผมโชคดีด้วยที่รู้ตัวเองเร็วว่าชอบขีดๆ เขียนๆ ก็วาดรูปมาตลอด แต่แม่ผมอยากให้เรียนบัญชี ก็อยากให้ลูกมีอาชีพที่มั่นคงนั่นแหละ พอได้เวลาต้องเรียนสายอาชีพ แม่ไปสมัครเรียนบัญชีแทนผมเลย ไปปฐมนิเทศแทนด้วย ผมก็ไปเรียนแบบไม่มีความสุข เอากระดานวาดรูปไปวาด สุดท้ายก็เรียนไม่จบ หลังจากนั้นก็ไปสอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลป

ได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนศิลปะอย่างนี้ชีวิตก็เต็มไปด้วยความสุขเลยล่ะสิ?
เปล่าเลย อึดอัดมาก เพราะการเรียนการสอนของเขาเน้นการดรอว์อิ้งและเพ้นท์ ใช้พวกสีน้ำ สีอะคริลิค เศร้ามาก ไม่ทำงานส่งอาจารย์เลย รู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเอง คือตอนนั้นอยากเข้าเพราะมันคือโรงเรียนของ น้ำพุ (ตัวละครที่สร้างชื่อให้ อำพล ลำพูน ในปี พ.ศ. 2527) ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยโอเคหรอก

4

 

แล้วศิลปะที่คุณชอบเป็นแบบไหน?
ตอนนั้นก็เริ่มเล่นดนตรี ชอบวงอย่าง Rage Against The Machine แล้วก็วงนูเมทัลต่างประเทศหลายวง แล้วมันจะมีศิลปะรูปแบบหนึ่งที่อยู่ในคอมมูนิตี้เหล่านี้ก็คือ กราฟฟิตี้ และสตรีทอาร์ต ซึ่งเป็นศิลปะที่ยังไม่กระจายในวงกว้าง ผมก็สงสัยว่ามันคืออะไร แต่ก็ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตให้ศึกษาหาความรู้ ได้แต่ดูตามนิตยสารต่างประเทศ แล้วก็เริ่มฝึกวาดตัวอักษรแปลกๆ ดู เริ่มรู้ว่ามันใช่สีสเปรย์พ่น ก็ไปซื้อสเปรย์มาเลย แรกๆ ก็ใช้ถ่านร่างก่อน แล้วค่อยใช้สีพ่นตาม ซึ่งยุคนั้นภาพลักษณ์ของสีสเปรย์จะเปรียบเสมือนการทำลายล้าง พู่กันจะเป็นอะไรที่ทรงคุณค่า ก็เลยโดนอาจารย์และเพื่อนๆ มองในด้านลบ ว่าเราแปลกแยก แต่ผมก็ไม่แคร์นะ

คุณฝึกวาดหนักแค่ไหน?
หนักมากๆ ฝึกเขียนทั้งตัวหนังสือ คาแรกเตอร์ที่มีลักษณะเฉพาะ ศึกษาลายเส้นต่างๆ ทำเท่าที่ทำได้ ถึงขั้นเอาโทรศัพท์มือถือไปขายเพื่อที่จะเอาเงินไปซื้อสีสเปรย์ ตอนนั้น 3 กระป๋อง 120 บาทมั้ง อดข้าวเก่งมาก (หัวเราะ) ผมชอบซื้อสีไว้เยอะๆ เห็นสีสเปรย์วางอยู่รอบตัวแล้วมีความสุข เราจะเอามาพ่นเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วผมฝึกพ่นกราฟฟิตี้ทุกวัน หลังจากนั้นก็เริ่มมีจ๊อบ เริ่มรู้จักเพื่อนในแวดวงนี้ เริ่มกลายเป็นกลุ่มก้อนในวงแคบๆ หลังจากนั้นก็ไม่ทำอะไรอีกเลย ลาออกจากวิทยาลัยช่างศิลป ทำแต่งานกราฟฟิตี้ เที่ยวกลางคืน แต่เราก็ยังรักดีที่ยังทำงานต่อเนื่อง ถึงตอนนี้ก็ประมาณ 20 ปีแล้ว

ศิลปะของ “โก๋เอ็ม” มีลักษณะเฉพาะหรือเปล่า?
เวลาผมไปพ่น ผมไม่ค่อยเซ็นชื่อหรอก แต่คนในวงการกราฟฟิตี้จะรู้ว่าผมเป็นคนทำ มันอาจจะอยู่ที่ลายเส้น ซึ่งกว่าจะเจอลายเส้นของตัวเองก็นานนะ ทุกวันนี้ก็ยังจะหาอยู่ต่อเนื่อง เพราะผมเป็นคนเบื่อง่าย ผมไม่ชอบหยุดนิ่ง อาจจะมีเรื่องสีที่ผมชอบใช้สีแรงๆ เป็นลักษณะคัลเลอร์ฟูล และภาพของผมไม่ได้เป็นอะไรที่ซับซ้อน ความง่ายน่ะคือความยากสำหรับผม

8

 

งาน Solo Exhibition ของคุณมักจะเกี่ยวข้องกับสัตว์เสมอ?
ผมเขียนรูปสัตว์อยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว เพราะผมถนัด แต่ Solo Exhibition ครั้งนี้ยิ่งใหญ่และชัดเจนที่สุดในเรื่องของสิทธิสัตว์ และอุตสาหกรรมสัตว์ ด้วยความที่ผมเป็นจิตอาสาเรื่องสิทธิสัตว์ ทำรายการเกี่ยวกับสัตว์จรจัด มีเพื่อนพี่น้องทั้งในมูลนิธิเพื่อสัตว์ป่าและสมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) เรื่องราวต่างๆ นานามันเข้าหูผ่านตาอยู่ตลอด และผมก็มีข้อมูลที่ชาวบ้านอาจจะไม่มีโอกาสได้รู้ เรื่องพวกนี้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานศิลปะของผม แล้วผมเป็นคนในยุคที่ไม่ใช่เด็กวาดรูปเล่นน่ะ ผมจริงจัง และผมก็อยากจะให้อะไรกับสังคมและคนดูด้วย

เคยได้ยินว่าเวลาศิลปินจะทำงานศิลปะ จะต้องบิ๊วด์อารมณ์ก่อน คุณเป็นอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า?
มันเป็นข้ออ้างสำหรับเด็กวัยรุ่น ตอนอยู่ช่างศิลปผมก็เป็น ต้องบิ๊วด์อารมณ์ก่อน ต้องกินเหล้ากินเบียร์ ต้องมีสถานที่ที่เหมาะสม อยากจะบอกว่า ผมวาดรูปทุกที่เลยนะ พื้นบ้าน ห้องนอน ห้องน้ำ ผมวาดหมด แล้วเวลาวาดรูปผมจะเครียด แต่ก็จะเอาความเครียดมาลงที่งานแทน เอาจริงๆ ผมก็วาดรูปไม่เก่งหรอก แต่ต้องอยู่กับมันนานๆ ตอนเพ้นท์น่ะแป๊บเดียว เอาแปรงปาดๆ แป๊บเดียวก็เสร็จ แต่ตอนที่เอาความคิดจากหัวใส่ลงบนกระดาษน่ะนานมากนะ คอลเลคชั่นที่คุณเห็นอยู่นี่ใช้เวลาคิดเกือบปี

คุณเอาเวลาที่ไหนไปสร้างงานศิลปะได้ใหญ่โตขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เราก็เห็นผลงานของ Buddha Bless อยู่เรื่อยๆ?
ก็ตอนช่วงทัวร์คอนเสิร์ตของ Buddha Bless นั่นแหละ เวลาไปทัวร์ตามต่างจังหวัด พวกผม 3 คนจะไม่ได้นอนด้วยกัน คนก็จะชอบคิดว่า พวกแกน่ะหญิงเยอะ แต่ไม่มีเลยนะ พอซาวนด์เช็คเสร็จกลับมาที่โรงแรม ผมก็ใช้เวลานั้นสเก็ตช์ภาพงานของผมเก็บไว้ นั่นคือห้องจินตนาการของผมเลย ส่วนกระบวนการเพ้นท์หรือปั้นก็กลับมาทำที่บ้าน คือผมเป็นคนเขียนรูปรุ่นโบราณ จะร่างแบบช้ามาก ก็ต้องสู้กับตัวเอง คือผมจะไม่เอาเปรียบคนดูงานของผม ไม่ใช้วิธีลัดใดๆ ทั้งสิ้น ใครใช้เครื่องสไลด์ฉายแล้วมาเขียน ผมก็ไม่ใช้ ไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วย เพ้นท์ทุกขั้นตอนด้วยสองมือของผม ใครสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามันไม่เนียนหรอก ซึ่งผมตั้งใจ

gohm

 

คุณทำหลายอย่างมาก เป็นทั้งจิตอาสา ทำรายการเกี่ยวกับสัตว์ ทำงานเพลง แถมยังวาดภาพทำนิทรรศการอีก … ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?
ก็เหนื่อยนะ ผมเคยหยุดทำไปช่วงหนึ่ง แต่พอหยุดช่วยสัตว์แล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า คือผมรู้สึกว่า ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยทำความดีอะไรในชีวิตเลย แต่การช่วยเหลือสัตว์ทำให้ชีวิตผมมันมีสีเทาเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นสีขาวหรอกนะ

ความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะภาพวาดกับงานดนตรี?
Buddha Bless จะทำเพลงที่ไม่ชวนคนไปดื่มเหล้าหรือทำความเลว บางทีมันดูไม่มีสาระนะ แต่ถ้าลองฟังดีๆ เพลงพวกเราไม่เคยชวนใครไปเอาสาว ไปปาร์ตี้ หรือไปเมา ไม่มีเลย นี่คือแกนหลักในการทำเพลงของ Buddha Bless ซึ่งก็จะมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนและลงตัว แต่ถ้าเป็นเรื่องงานศิลปะ ผมจะโฟกัสคนเดียว แล้วเรื่องเครียดๆ อย่างเรื่องสิทธิสัตว์มันเป็นคอนเทนต์ที่ผมควรเอามาลงในงานศิลปะ จะไปสื่อกับเนื้อเพลงก็คงแปลกๆ สรุปคือ แตกต่างกันในแง่ของการนำเสนอ แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันก็คือ ต้องการให้คนทำความดี

จะได้ฟังซิงเกิ้ลใหม่ของ Buddha Bless เมื่อไหร่?
นี่ยังไม่ได้บอกใครเลยนะเนี่ย (หัวเราะ) ซิงเกิ้ลต่อไปพวกเราจะทำงานร่วมกับพี่เจนนิเฟอร์ คิ้ม ซึ่งเป็นเพลงที่เครียดด้วย (หัวเราะ) ชื่อเพลง โลกหมุนไป ดูจริงจังไหม เล่นกับวงออเคสตร้าด้วย

Buddha Bless กับวงออเคสตร้าเนี่ยนะ?
บอกเลยว่าอลังการมาก (หัวเราะ) ผมแต่งเมโลดี้เพลงนี้มาสักพักแล้ว มีเนื้อเพลงนิดๆ หน่อยๆ แล้ว อุ๋ย ก็มาเรียบเรียง เป็นเพลงจังหวะกลางๆ ช้าๆ เนื้อหาพูดถึงการสูญเสีย โดยเปรียบเปรยกับคู่รัก แต่พอสูญเสียไปแล้ว ทุกอย่างก็ต้องดำเนินต่อไป เป็นเพลงที่ให้กำลังใจคน แนวดนตรีถ้าฟังผิวเผินก็จะเป็น Raggamuffin เป็นแดนซ์ฮอลล์อีกสไตล์หนึ่งที่มีออเคสตร้ามาผสม

3

 

Buddha Bless จะไม่คึกคักบ้าพลังเหมือนที่พวกเราเคยเห็นแล้วเหรอ?
ยังมีอยู่แล้ว แต่รูปแบบการแสดงสดของพวกเราก็เปลี่ยนรูปแบบจากที่เล่นกัน 3 คนแบบเหงาๆ ก็มีแบนด์มาช่วยเล่น แต่เราก็ยังเต้นแร้งเต้นกากันอยู่แหละ แต่สำหรับซิงเกิ้ลนี้อยากให้คนเห็นว่าพวกเราก็ทำอย่างนี้ได้ สาระก็ยังมีอยู่ ไม่ดังก็ทำใหม่ ไม่เป็นไร ไม่ได้ซีเรียส คือไม่ว่ายังไงพวกเราจะไม่หยุดทำเพลงกันหรอก ก็คงทำไปเรื่อยๆ แต่มันก็คงมีวัยของมัน เพลงดูจริงจังมากขึ้นตามวัยก็แค่นั้นเอง

มีแพลนจะทำ Solo Exhibition เกี่ยวกับเรื่องดนตรีบ้างหรือเปล่า?
ดนตรีเหรอ… ไม่นะ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะทำก็คือเรื่องปรัชญาธรรมะ แต่ยังคิดเรื่องการนำเสนอไม่ได้ พอพุทธศาสนาผ่านมาสองพันกว่าปี ผมว่าธรรมะถูกบิดเบือนไปเยอะ ตอนนี้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่เลยว่า พุทธศาสนาแท้ที่จริงแล้วเกิดขึ้นที่ไหนกันแน่ มันคงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาหาความรู้ และทำความเข้าใจ หรือต้องปฏิบัติเอง ผมเคยนั่งวิปัสสนา นั่งดูลมหายใจตัวเอง แล้วเวลานั่งสมาธิมันจะมีลายเส้นออกมา ผมอยากได้ลายเส้นพวกนั้นมาทำงานศิลปะ แต่มันยังโฟกัสไม่ได้ ถ้าในอนาคตมีโอกาสไปอยู่ไร่อยู่สวน ไปอยู่แกลเลอรี่ส่วนตัวที่ราชบุรีซึ่งใกล้จะเสร็จแล้ว ผมคงมีเวลาปลีกวิเวกเพื่อที่จะโฟกัสเรื่องนี้โดยเฉพาะ

 

นิทรรศการ GOH-M Buddha Bless – Solo Exhibition and Installation ยังคงจัดแสดงอยู่ที่ชั้น  L ศูนย์การค้าเกสร จนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ แล้วคุณจะได้รู้จักกับแร็พเปอร์มาดกวนนามว่า “โก๋เอ็ม” มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Pisut S.