HG1

 

เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ปกของ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ มีโอกาสได้ต้อนรับ 3 หนุ่ม 3 สไตล์ที่มาเผยถึงเรื่องราวการทำงานร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือ ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ (อีก 2 คนคือ เจ-มณฑล จิรา และ เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ) ซึ่งในวันนั้นอดีตนักร้องนำวงสิบล้อ และเจ้าของผลงานอัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษอย่าง Old Tyme Religion (2011) และ Deep in the Long Grass (2014) ที่ก้าวไปสู่ระดับสากลด้วยซาวนด์ดนตรีอันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ก็พูดคุยถึงมิตรภาพและการทำงานกับเพื่อนพ้องในวงการอีก 2 คนเสียเป็นส่วนใหญ่ เราจึงชวนเขากลับมาสนทนากันอย่างจริงจังอีกครั้งถึงอัลบั้มเพลงภาษาไทยที่หลายคนรอคอยอย่าง ดำสนิท ที่จะวางจำหน่ายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2017 เป็นวันแรก รวมถึงมุมมองที่มีต่อวงการเพลงบ้านเราที่เขาบอกกับเราว่า ‘ไม่คาดหวังอะไรแล้วทั้งสิ้น’ จะเป็นเช่นไร … เตรียมตบเท้าก้าวเข้าสู่โลกสีดำสนิทที่แสนงดงามของชายหนุ่มที่ชื่อ HUGO ได้ ณ บัดนี้

 

เจอกันคราวที่แล้วคุณบอกว่า การกลับมาทำอัลบั้มภาษาไทยในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด?
อย่างที่บอกไปคราวก่อน ถ้าผมไม่ทำนั่นสิแปลก ผมพักอาศัยอยู่ที่เมืองไทย ประกอบอาชีพอยู่ที่นี่ พอมีครอบครัว มีลูกแล้ว 2 คน รากมันก็ยิ่งลึกลงไป คิดอยู่ตลอดว่าต้องทำอัลบั้มเพลงไทย แต่จะออกมาในรูปแบบไหน ช่องทางใด และเมื่อไหร่ มากกว่าที่จะเป็นคำถามที่ว่า จะทำหรือไม่ ผมไม่เคยรังเกียจที่จะร้องเพลงภาษาไทยเลย

และอัลบั้มเดี่ยวภาษาไทยชุดแรกของคุณก็เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว?
ใช่ครับ อัลบั้มนี้ผมใช้ชื่อว่า ดำสนิท วางจำหน่ายวันแรกอย่างเป็นทางการวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ ผมชอบคำว่า ดำสนิท มากเลยนะ คือมันต้องเป็นสีดำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จริงๆ มันคือคำว่า Pitch Black ซึ่งเป็นเรื่องของ Physical อีกอย่างผมสนุกกับคำว่า สนิท มาก มันบ่งบอกถึงความใกล้ชิดบางอย่าง ก็ได้เพื่อนพี่น้องในวงการมาช่วยหลายคนครับ เจ-มณฑล จิรา มาช่วยมิกซ์กับมาสเตอริ่ง แล้วก็มี เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ, เอก-ฑี สุขโพธิ์เพชร จากวง Zero Hero มาช่วยด้วยเป็นต้นครับ

เป็นชื่ออัลบั้มที่เซอร์ไพรส์เราพอสมควรเลยนะ คุณไปได้คำว่า ‘ดำสนิท’ มาจากไหน?
โดยทั่วไปภาพลักษณ์ของสีดำมันค่อยดีใช่ไหม บ้างก็ว่าเป็นสีที่น่ากลัว อำมหิต โหดร้าย แต่ผมมองตรงข้ามเลย บางทีความมืดมันก็ปรานี มีเมตตา ไม่ต้องเห็นทุกอย่างก็ได้ แต่ความสว่างมันโหดร้ายกว่า เพราะในความสว่างเท่านั้นที่เราจะมองเห็นความจริง ภายใต้แสงสีขาวมันฟ้องทุกอย่างแหละ แล้วผมรู้สึกว่า ความสว่างหรือความขาวสะอาดมันได้รับการนำเสนอมาบ่อยครั้งแล้วในวงการเพลงไทย มีความบ้องแบ๊วทั่วบ้านทั่วเมือง เชิดชูความดีของผิวขาวอะไรต่างๆ เยอะแยะ ผมไม่เอาด้วย ความมืดน่าสนใจกว่าสำหรับผม

HG2

 

นั่นคือความงดงามของ ‘สีดำ’ ที่คุณมองเห็น?
แน่นอน ลองดูตามลายรดน้ำที่ประตูวัดสิ สีทองกลายเป็นสีที่สวยที่สุดด้วยการมาอยู่กับสีดำเท่านั้น สีดำไม่ได้เป็นผู้ร้าย มันเป็นแค่ความมืด และความมืดก็ไม่ได้ผิด สัตว์ต่างๆ ที่ออกหากินตอนกลางคืนก็อาจไม่ใช่สัตว์ร้าย คนทำงานกลางคืนก็อาจไม่ใช่คนเลว เรื่องดีๆ สามารถเกิดขึ้นตอนกลางคืนก็ได้ ภายใต้ความมืดก็เกิดเรื่องน่ารักๆ ได้เช่นกัน บางทียามมืดมิดเราต้องใกล้ชิดกับใครสักคนมาก เพราะมันบ่งบอกถึงความไว้วางใจ หลายคนอาจมองว่าเรื่องเลวๆ มันเกิดขึ้นตอนกลางคืนเยอะ แต่คุณก็สามารถทำชั่วตอนเที่ยงวันได้เช่นกัน กรุงเทพฯ ตอนกลางคืนน่ะสวยกว่าตอนกลางวันนะ

สิ่งที่คุณพูดมาเมื่อสักครู่นี้ทำให้เรานึกย้อนกลับไปถึงมิวสิควิดีโอเพลง Nightshift จากอัลบั้ม Deep in the Long Grass เมื่อปี 2014?
มันเป็นแบบนั้นจริงๆ สมัยที่ทำวงสิบล้อ ผมเริ่มใช้ชีวิตเป็นนักดนตรีอาชีพ ผมเริ่มรู้สึกถึงความผูกพันกับคนอื่นๆ ที่ทำงานตอนกลางคืน ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นหนึ่งในนั้น ความสงบเงียบของตอนกลางคืนทำให้ผมคิดอะไรออก เป็นช่วงเวลาที่ผมชอบเป็นพิเศษ

เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล อย่ามาให้เห็น?
เพลงนี้ได้ เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ มาช่วยดูแลเรื่องเนื้อร้องให้ ผมชอบตรงที่เขาแต่งเพลงไม่เหมือนคนอื่น มันมีความเป็นภาษาพูดคุยกัน แล้วบางทีก็ติด Abstract บ้าง เป็นเรื่องราวที่ไม่ใช่เรื่องทั่วไป เพราะผมไม่มีความจำเป็นหรือความต้องการจะแต่งเพลงที่ซ้ำกับใคร แล้วถ้าดูจากแคตตาล็อคเพลงของเป้มันมีทุกเรื่อง ไม่ได้มีแต่เรื่องอกหักทั่วไป ผมก็ไม่ได้มีเรื่องราวนั้นในชีวิตจริง หรือความอยากที่จะร้องเพลงแบบนั้น ผมอยากจะหยิบพวกอารมณ์แปลกๆ ที่มี หรืออะไรที่ผมสังเกตจริงๆ มาร้องมากกว่า และในเมื่อผมเคยโปรดิวซ์งานให้เขา (อัลบั้ม Wood and Steel ของวง Arak and the Pisat Band) ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเขาแล้ว ผมก็รู้สึกสบายใจที่จะให้เขาวิพากษ์วิจารณ์งานของผมบ้าง ถ้าเป็นคนอื่นที่ผมไม่เคยร่วมงานด้วย ผมอาจจะระคายเคืองก็ได้หากเขาบอกว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ เราอาจจะไม่เชื่อเขาก็ได้ แต่เป้เป็นคนที่เราคุ้นเคย เรารับได้

 

ดูเหมือนกระแสตอบรับในการกลับมาร้องเพลงภาษาไทยของคุณในครั้งนี้จะดีอยู่ไม่น้อย?
ก็ดีครับ บางคนก็บอกว่าสมหวัง สมกับการรอคอย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ผมยินดีมาก แต่ผมไม่ได้เป็นศิลปินหรือบุคคลที่ทุกคนจะชอบนะ มันก็มีความคิดเห็นในส่วนนี้เหมือนกัน คือในอินเทอร์เน็ตคนจะพูดอะไรก็ได้อยู่แล้ว

กระบวนการทำงานในอัลบั้ม ดำสนิท แตกต่างจากตอนทำอัลบั้มสากล หรือแม้กระทั่งตอนทำวงสิบล้อไหม?
แน่นอนว่าระหว่างการเป็นศิลปินเดี่ยวกับการทำงานในรูปแบบวงดนตรีมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และต่างก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวของมัน แต่พอเป็นเพลงภาษาไทย ผมรู้สึกว่ามันจำเป็นต้องมีเนื้อร้องและเมโลดี้ที่เสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนจะแตะห้องอัดได้ หมายความว่า ควรจะเป็นเพลงที่สามารถร้องจนจบด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียวได้ อย่างเพลงสากลบางทีขึ้นดนตรีเอาไว้ก่อนก็ได้ แล้วค่อยมาหาเนื้อเพลงทีหลัง ความหมายก็สำคัญบ้างไม่สำคัญบ้าง เพลงดังๆ ของเมืองนอกสามารถมีเนื้อร้องที่ปัญญาอ่อนและไม่เมคเซ้นส์ ก็ยังดังได้ เมืองไทยไม่ได้เป็นอย่างนั้น แม้แต่เพลง รักต้องเปิด (แน่นอก) ของคุณใบเตย อาร์สยาม ก็ยังชัดเจนว่ามีการตั้งคำถามขึ้นมา และมีการอธิบายว่า ความรู้สึกนี้มันเป็นอย่างไร มีเรื่องราวที่เข้าใจได้ทันทีว่าเพลงเกี่ยวกับอะไร รวมถึงมีมุกมีอะไรต่างๆ นานา ถ้าในเมืองนอก เพลงอย่าง รักต้องเปิด (แน่นอก) ไม่ต้องมีความหมายเลย มีแต่คำว่า แน่นอกๆ และไม่อธิบายอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น เนื้อร้องสำหรับเพลงไทยจึงสำคัญมาก ถ้าไม่มีเนื้อร้อง แสดงว่าเพลงยังไม่ใกล้เสร็จเลยแม้แต่นิดเดียว พอเพลงเสร็จ ทีนี้ก็สนุกแล้ว เข้าห้องอัด ใส่ดนตรี แต้มสี หยิบใส่ ถอดออก อะไรก็ว่ากันไป

ได้นำเอาประสบการณ์จากการทำอัลบั้ม Old Tyme Religion และ Deep in the Long Grass ที่ได้ร่วมงานกับค่ายเพลงระดับโลกอย่าง Roc Nation ของ Jay Z มาใช้กับอัลบั้มนี้บ้างไหม?
เวลาผมจะทำงานหรือทำอะไรสักอย่าง ก็จะทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์และความใส่ใจ ส่วนประสบการณ์มันอยู่ในตัวเราโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เราไม่ได้จงใจหยิบมันมาใช้ในแต่ละครั้ง ก็อาจจะมีอยู่บ้างแหละ โดยเฉพาะเรื่องการร้องเพลงซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ประสบการณ์มีผลมากที่สุด เพราะในเรื่องของมุมมองดนตรีที่ผมอยากฟัง หรืออิทธิพลที่ผมรับมามันก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ ผมชอบดนตรีที่ฟังแล้วเห็นภาพ มีสีที่ชัด และอิทธิพลหลักๆ ของผมก็ยังเป็นดนตรีคันทรี่ บลูส์ ร็อคแอนด์โรลเก่าๆ เพียงแค่อัลบั้ม ดำสนิท ผมมีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนขึ้นในอีกทางหนึ่ง แต่รากเหง้าของมันคือเรื่องเดิม

กับต้นสังกัดใหม่อย่าง Me Records ล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?
คือตอนที่ผมเริ่มทำเพลงเก็บไว้ แต่ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน พอดี ต้น มือกีตาร์วง Silly Fools (จักริน จูประเสริฐ) โทรมาเล่าเรื่องของค่ายนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ฟัง แล้วก็ชวนผมไปอยู่ ถามว่าข้อแม้ของเราคืออะไรบ้าง คือใครที่รู้จักต้น เขาจะเป็นคนตรงไปตรงมา ปากจัด ชัดเจน และไม่ขี้โม้ ถ้าเขาบอกว่าน่าอยู่ก็คงเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้ว Silly Fools ก็เคยถึงจุดสูงสุดมาแล้ว ไม่มีวงไหนน่าเชื่อถือไปกว่านี้อีกแล้วในรุ่นใกล้ๆ ผม ผมก็บอกข้อแม้ของผมไป ทั้งเรื่องงบประมาณ การควบคุมการผลิตทั้งหมด ต้องเป็นอัลบั้มเต็ม และผมต้องได้รับอิสระในการดู art direction ทั้งหมด เขาก็ตอบกลับมาว่าไม่มีปัญหา ก็เลยเป็นไปตามนั้น ซึ่งก็ดีครับ เพราะมันทำให้เริ่มมีเรื่องของเดดไลน์เข้ามา ผมจะเป็นคนที่ถ้ามีลูกค้ารออยู่ การผลิตงานของผมจะเริ่มคล่องแคล่วขึ้น

S04_ 175

 

ความคาดหวังกับอัลบั้ม ดำสนิท?
โดยส่วนตัวก็คาดหวังว่าค่ายจะปั๊มซีดีให้ผมสักพันหรือสองพันแผ่น แล้วผมก็จะหิ้วไปขายตามงานที่ผมเล่น แล้วมันก็จะหมด นอกจากนั้นก็หวังว่าเพลงของผมจะเป็นที่ชื่นชอบเพียงพอที่บุคคลต่างๆ ที่มีอำนาจและฐานะที่จะจ้างผม ก็จะมาจ้างผมไปเล่น หวังได้แค่นั้นแหละครับ และผมคาดหวังแบบนี้ทุกครั้งที่ทำงานเพลง ผมไม่ได้คาดหวังว่าผมจะทำเงินจากมันโดยตรง แต่คาดหวังว่าความชัดเจนและความน่าฟังจะทำไปสู่โอกาสอื่นๆ ที่จะตามมา อาชีพอื่นๆ ที่ผมทำมันก็มาจากดนตรี มาจากกลิ่นที่ชัดเจน ผมเชื่อว่าผมนำเสนอชิ้นงานที่ไม่ซ้ำใคร

อัลบั้มเพลงสากล 2 ชุดที่ผ่านมา คุณมีคอนเสิร์ตใหญ่มาตลอด แล้วสำหรับอัลบั้มนี้ล่ะ?
ต้องมีครับ แต่คงยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ ต้องให้ทุกคนทำความรู้จักกับเพลงล็อตใหม่ของผมก่อน แล้วค่อยมาฟังกันตอนนั้นจะสนุกกว่า

เห็นว่าสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ เทศกาลดนตรี Rock & Roll Comeback ครั้งที่ 3 ซึ่งคุณเป็นหนึ่งในโต้โผจะเกิดขึ้นอีกครั้งที่เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี คุณมองเห็นอะไรบ้างจากการจัดงานครั้งก่อนๆ?
ผม, ใหม่ วงสิบล้อ (สุทธิพงศ์ แจ่มจำรัศ) และ เอก Zero Hero (ฑี สุขโพธิ์เพชร) เป็นแกนนำในการทำเทศกาล จริงๆ ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่จัดกันมา แต่เป็นครั้งที่ 3 ที่เราเก็บค่าเข้าชม ก็ได้เห็นความน่ารักของคนกลุ่มนี้ รวมถึงวงที่ยินดีมาเล่น เพราะแต่ละวงก็ไม่ใช่ว่าได้เงินอะไรเยอะแยะ บางทีก็มีแค่ค่ารถนิดๆ หน่อยๆ เราไม่ได้ทำธุรกิจ เราทำเพื่อขยายพื้นที่ของคนที่คิดหรือชอบในประสบการณ์ที่คล้ายกับเรา มันมีความเป็นกันเอง ความอิสระเสรีอยู่ในนั้น

S04_ 186

 

วงการดนตรีเมืองไทยในมุมมองปัจจุบันของผู้ชายที่ชื่อ จุลจักร จักรพงษ์?
ผมไม่คาดหวังอะไรทั้งสิ้น ผมอยู่ของผมแบบนี้แหละ ผมไม่เคยสนใจหรือแคร์เรื่องกระแสหลักเท่าไหร่ เพราะกระแสหลักมันไม่ได้แตกต่างจากขนมที่ซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ ใช่ มันอร่อยดี แต่มันก็ไม่ได้น่าพูดถึง ผมก็อาจจะแค่หวังว่า จะมีวงดีๆ ให้ผมร่วมงานด้วย ผมคาดหวังว่าวง YENA จะทำอัลบั้มเต็มสักที ผมคาดหวังว่าอัลบั้มที่ผมทำให้ Zero Hero จะเสร็จ และปล่อยออกมาแล้วมีคนชอบ ผมคาดหวังว่าคนจะชอบเพลงที่ผมโปรดิวซ์ให้ เป้ อารักษ์ คาดหวังว่าเห็นเนื้องานของผมตรงนี้แล้วอยากจ้างผมไปโปรดิวซ์เพลงของคนอื่นๆ บ้าง ส่วนวงการเพลงโดยรวมมันคาดหวังอะไรกับมันไม่ได้ เพราะความต้องการของศิลปินแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนไม่ได้ทำเป็นอาชีพหลักด้วยซ้ำ บางคนทำชุดเดียวแล้วก็ไม่ทำอีกเลย บางคนก็เป็นนักร้องที่ร้องเพลงอะไรก็ดังไม่ว่าเพลงจะดีหรือไม่ดี บางคนก็เป็นนักร้องที่ดีแต่ไม่ได้รับความนิยมเพราะอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่รู้เรื่องธุรกิจหรือตัวเลขว่า แต่ละคนมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ หรือเพียงพอหรือเปล่า แต่ผมมองเห็นความหลากหลายที่เกิดขึ้น อย่าง Rasmee, Polycat, Chanudom ผมว่ามันน่าตื่นเต้น และน่าฟังพอๆ กับวงการเพลงเมืองนอก หรืออาจจะน่าฟังกว่าด้วยซ้ำไป

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Binn Buameanchol