_N1A7879-1

 

เซอร์ไพรส์ไม่น้อยเมื่อเราได้ฟังเพลง เมื่อวาน จากน้ำเสียงของ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน ซึ่งถือเป็นซิงเกิ้ลแรกอย่างเป็นทางการในฐานะการเป็นศิลปินของเขา เนื่องด้วยความเศร้าระดับพีคที่ค่อนข้างขัดกับภาพลักษณ์สนุกสนานเฮฮาแบบจัดหนักจัดเต็มในรายการ Paloy’s Diary ที่ติดลมบนไปเรียบร้อยแล้ว และหลายคนก็อาจลืมไปแล้วเสร็จสรรพว่า โอ๊ต เป็นนักร้องเสียงดีที่ก้าวเข้าสู่วงการครั้งแรกจาก คำสาป เพลงประกอบภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง รักสุดท้ายของนายไฮโซ เมื่อปี 2007 ก่อนจะมีผลงานเพลงออกมาเป็นระยะ อาทิ ที่รัก เพลงประกอบละครเรื่อง เกมร้ายเกมรัก เมื่อปี 2011 รวมถึงอีกหนึ่งเพลงฮิตเมื่อปี 2013 อย่าง กะทันหัน ซึ่ง โอ๊ต เป็นหนึ่งในสมาชิกวง Lowfatband และร่วมร้องกับ ฟิล์ม-บงกช เจริญธรรม และ รุจ-ศุภรุจ เตชะตานนท์ ในโปรเจกต์ Love Pill 2 by Fongbeer อีกทั้งเขายังเป็นคนร้องไกด์ให้ศิลปินมากหน้าหลายตาไม่ว่าจะเป็น กอล์ฟ-ไมค์, ป๊อบ-ปองกูล สืบซึ้ง, เอ๊ะ-จิรากร สมพิทักษ์ และซูเปอร์สตาร์เมืองไทย เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ รวมถึงก้าวขึ้นมารับบทบาทโปรดิวเซอร์ในช่วงหลังอีกด้วย โอ๊ต บอกกับเราว่า แม้การกลับมาในฐานะ ‘นักร้อง’ ของเขาในคราวนี้จะเต็มไปด้วยความกดดัน แต่อย่างน้อยเขาก็มีโอกาสได้โชว์ศักยภาพในด้านการร้องเพลงซึ่งเป็นอีกหนึ่งแง่มุมของชีวิตที่หลายคนอาจไม่เคยรู้หรือแม้กระทั่งอาจลืมเลือนไปแล้ว ลองอ่านบทสัมภาษณ์นี้พร้อมนึกภาพชายหนุ่มที่อยู่หลังพวงมาลัยรถในคลิป Paloy’s Diary ดู รับรองว่าอรรถรสมาเต็มแน่

 

แอบสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า ทำไมคุณจึงเลือกเพลงเนื้อหาเศร้าๆ อย่าง เมื่อวาน มาเป็นซิงเกิ้ลแรกอย่างเป็นทางการในชีวิต?
เรารู้สึกว่าเราอยู่ในวงการมานาน แล้วคนจะชอบติดภาพว่าเราเป็นคนสนุก ร้องแต่เพลงรัก พอเราห่างหายจากการปล่อยเพลงไปนาน แล้วถ้ากลับมาในลักษณะเดิม มันก็จะเหมือนเดิมไปตลอด ก็เลยคิดใหม่หมดเลย จากเพลงเร็วมาเป็นเพลงช้าก่อน จากเรื่องที่เป็น positive ก็มาเป็นมุมดาร์คๆ

ไม่กลัวคนฟังไม่อินเหรอ เพราะภาพลักษณ์คุณมักจะมาพร้อมความเฮฮาตลอดเวลา?
กลัวครับ แล้วในคอมเม้นต์ก็จะมีแต่ประมาณว่า โ-ตรคูลเลย หรือ ฟังเพลงแล้วกลับไปดูพี่ในรายการมันไม่ได้ฟีลเลย (หัวเราะ) แต่เวลาที่เจอคนอื่นหรือไปออกรายการก็ตาม เราก็พยายามบอกตลอดว่า คนเราไม่สามารถตลกได้ 24 ชั่วโมง มันก็ต้องมีอารมณ์ที่เศร้าบ้าง คือเราเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าเพลงนี้ประสบความสำเร็จมันจะแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยก็มีวุฒิภาวะพอในการเลือกจะมองคนๆ หนึ่งในหลายมุมได้ ไม่ใช่เอาแต่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ

คุณมองว่าคนไทยอาจยังไม่มีวุฒิภาวะพอในเรื่องเหล่านี้?
ยกตัวอย่างเรื่องดนตรีก็แล้วกัน สังเกตเวลาศิลปินต่างชาติออกอัลบั้มใหม่สิ อย่าง Incubus แต่ละอัลบั้มไม่เหมือนกันเลยนะ อ้าว แล้วของเก่าที่เราชอบล่ะ หรือเพลงใหม่ของ Linkin Park ป๊อปมาก นูเมทัลหายไปไหนวะ แต่เขาก็กล้าเปลี่ยนไง เพราะรู้ว่า แฟนเพลงของเขาเปิดกว้างที่จะรับในสิ่งที่เขาเป็น ซึ่งถ้าคนไทยมีวุฒิภาวะ EQ หรือวิจารณญาณพอ มันจะข้ามผ่านจุดนี้ไปได้ แล้วไม่ใช่แค่เรื่องของเราคนเดียวนะ มันรวมไปถึงวงที่เปลี่ยนนักร้อง เปลี่ยนมือกีตาร์ บางวงเปลี่ยนแนวเพลง ถ้าสิ่งนี้มันเกิดขึ้น ทุกคนก็จะสามารถตัดสินใจได้ว่า จะเลือกเสพคนๆ นั้นในแง่มุมไหน เพราะแต่ละคนมันมีหลายด้านอยู่แล้ว ส่งผลมาถึงเราที่จะต้องแสดงให้เขาเห็นว่า เราก็ไม่ได้มาทำเล่นๆ นะ เราก็จริงจังนะ เหมือนอัลบั้มล่าสุดของ จัสติน บีเบอร์ ดีทุกเพลงเลยนะ จากที่เราก็ไม่ได้ชอบตัวตนของเขา แต่พอพูดถึงเพลง ต้องยอมเขาเลยนะ ก็โหลดเพลง ซื้อซีดี คือถ้าคนไทยละทิฐิตรงนั้นได้ เดินออกจากสิ่งเก่าแล้วก้าวไปสู่สิ่งใหม่พร้อมกับศิลปินได้ เราว่ามันจะทำให้วงการเพลงรวมไปถึงสังคมน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย เพราะมันจะไม่มีอีโก้ใส่กันไง

_N1A7907-1

 

ซึ่งในพาร์ตดนตรีก็ดูมีความเป็นอาร์แอนด์บีเล็กๆ ผสมโซลหน่อยๆ ซึ่งไม่ใช่เพลงป๊อปฟังง่ายทั่วๆ ไป?
ใช่ คือเราชอบฟังพวกแนวๆ นี้ พวก Earth, Wind and Fire อยู่แล้ว ซึ่งถามว่าเพลง เมื่อวาน ฟังยากไหม ท่อนเวิร์สมันฟังยากนะ แต่เราเลือกที่อยากจะให้คนอื่นเห็นว่าจริงๆ เราเป็น musician นะ เราเรียนดนตรีมา เราอยู่ในวงการมานาน อีกอย่างเราก็ไม่ใช่คนที่ร้องเพลงกะโหลกกะลา ก็ตัดสินใจทำให้คนฟังรู้ไปเลยว่า เรากลับมาแล้ว อย่างในท่อนเวิร์สก็มีคนไม่ชอบนะ เขาอาจจะไม่เก็ตกับสิ่งที่เราทำก็ได้ แต่เราก็รู้สึกว่า แล้วทำไมเราถึงจะต้องมาร้องแบบเนือยๆ ย้วยๆ แบบเพลงป๊อปไทยทั่วไปล่ะ ก็เหมือนที่เราบอก ลองฟัง ลองเปิดรับสิ่งใหม่ๆ บ้าง ถ้าฟังแล้วคุณเก็ตก็หมายความว่าคุณเข้าใจในดนตรีไง ไม่ต้องร้องเหมือนเราหรือสัดส่วนเหมือนเพลงเป๊ะๆ ก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วดนตรีคือศิลปะแขนงหนึ่งที่ไม่มีสูตรตายตัวว่าร้องอย่างนี้ถูก ร้องอย่างนี้ผิด คุณจะร้องคีย์อะไรก็ได้ แต่ขอให้ร้องแล้วเพราะในเส้นทางของคุณก็โอเคแล้ว แล้วมันจะมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ

จริงๆ คุณมีมุมเศร้าในชีวิตเยอะไหม?
เยอะ จริงๆ คนอื่นไม่รู้นะว่าเราเป็นคนขี้น้อยใจมาก มีมุมเศร้า มุม deep แล้วเวลาน้อยใจหรือเสียใจจะไม่พูด ยิ่งตอนมีปัญหากับแฟนหรือเลิกกันจะเลิกคิดไม่ได้ ดิ่งเยอะเลยแหละ เคยมีช่วงหนึ่งไปหาหมอเพราะกลัวเป็นโรคซึมเศร้า ช่วง 2-3 ปีที่หายหน้าหายตาไป ก็เลยแชร์ความรู้สึกนี้ให้พี่เอก (เผ่าพันธุ์ อมตะ) และพี่ต้น (สุวัธชัย สุทธิรัตน์) ทีมบลูด็อกซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ฟัง ก็กลายมาเป็นเพลง เมื่อวาน นี่แหละ

ก้าวข้ามผ่านความรู้สึกดิ่งๆ ที่ต้องเผชิญอย่างไร?
ตอนแรกก็ไม่ได้ จริงๆ ก่อนจะทำคลิป Paloy’s Diary มันเป็นช่วงรอยต่อที่เราจะหมดสัญญากับแกรมมี่พอดี ก็คิดว่าจะเลิกทำทุกอย่างแล้วออกจากวงการเลย กลับไปทำงานที่บ้านดีกว่า เพราะอยู่ในวงการมาก็เกือบ 10 ปี แต่มันไม่ประสบความสำเร็จสักที คงจะตันแล้วล่ะ คงได้แค่นี้แหละ งั้นเลิกดีกว่า แต่ก็มีสิ่งที่เข้ามาจุดประกาย หนึ่งคือรายการ Paloy’s Diary ด้วย สองคือ อะไรหลายๆ อย่างมันทำให้เรารู้สึกว่า เรามาถึงจุดนี้ได้จากการร้องเพลงนี่หว่า แล้วทำไมเราจะทิ้งมันไป ก็เลยตัดสินใจต่อสัญญาเพิ่ม คิดว่าลองอีกสักตั้ง

จำความรู้สึกตอนที่รู้ว่ากำลังจะมีซิงเกิ้ล Official แรกของตัวเองได้ไหม?
ตอนนั้นมวนท้องมาก มันหน่วงๆ กลัวว่าคนจะติดภาพว่าเราเป็นพิธีกร ตลกโปกฮา ไม่อยากฟังเราร้องเพลงอีกแล้ว มีแต่ความกังวล คนจะรับกับผลงานลักษณะนี้ของเราได้ไหม แต่พอปล่อยเพลงออกมาเหมือนได้ระบายทุกสิ่งทุกอย่างออกไปจากท้อง คือเราเต็มที่กับมันแล้วล่ะ ทีนี้สิ่งที่ตอบกลับมาจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่คนฟังจะเป็นคนตัดสินแล้ว

_N1A7883-1
_N1A7882-1

 

เคยรู้สึกท้อหรือน้อยใจในโชคชะตาบ้างไหมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา?
เราว่ามันเป็นเรื่องดีที่สามารถสอนคนอื่นได้นะ สอนเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ที่มีความอดทนต่ำมากได้ว่า คิดดูว่าเราใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าจะมีเพลงแรก ถ้าคิดว่าตัวเองรักในสิ่งที่ทำจริงๆ เราว่าวันหนึ่งมันจะประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้นอย่าท้อ ขอแค่อดทน และคุณต้องเก่งจริงๆ คือคุณต้องเป็นตัวจริงน่ะ ทุกวันนี้วงการเพลงมันฉาบฉวย ใครสักคนอยู่บ้าน ตั้งโทรศัพท์ เล่นกีตาร์ หน้าตาหล่อหรือสวยสักหน่อย เขาก็มีงานแล้ว แต่คำถามคือ แล้วจะใช้ชีวิตตรงนั้นได้นานหรือเปล่า

ก่อนหน้านี้คุณมีหน้าที่ร้องไกด์ให้กับศิลปินมากมาย การร้องไกด์มันสำคัญอย่างไร?
คงเป็นเรื่องความรวดเร็วในการทำงาน ซึ่งศิลปินบางคนใช้เวลากับเมโลดี้ในเพลงเยอะ สมมติว่าต้องร้องว่า ฉัน-รัก-เธอ แต่เขาไม่เข้าใจว่าจะต้องลงน้ำหนักที่คำไหน คำไหนสั้นหรือยาว คือรายละเอียดในจุดนั้นมันเยอะมาก จริงๆ เราไม่ใช่คนเก่งหรอก แต่เราไหวพริบดี และพอได้ทำบ่อยๆ มันเหมือนเป็นการฝึกตัวเอง กลายเป็นร้องได้ทุกแนว ส่งเพลงเร็กเก้มาเราก็ต้องไกด์เป็นเร็กเก้ให้ได้ ต้องฟังว่าเร็กเก้ว่าร้องอย่างไร เนื้อเสียงเป็นอย่างไร ยืดหดท่อนไหน ซึ่งเราแฮปปี้มากนะในการร้องไกด์ให้ศิลปิน อีกอย่างคือคอรัส ซึ่งก็ยาก แต่ความโชคดีของเราคือ ตอนเด็กๆ เวลาฟังเพลงชอบฟังไลน์คอรัส ไม่รู้เป็นอะไร เวลาเพื่อนร้องเพลงแล้วเราร้องไลน์คอรัสได้จะรู้สึกว่าตัวเองเท่ มันก็เหมือนเป็นการฝึกไปในตัว หรืออย่างตอนเริ่มเล่นดนตรีกลางคืน ชอบเจอร้านที่ไม่มีมอนิเตอร์ เราต้องฟัง PA อย่างเดียว ซึ่งนั่นทำให้เรากลายเป็นคนแม่นโน้ตมาก คือถ้าเล่นกีตาร์หรือเปียโนคอร์ดแรกที่เป็น route chord มาคือพอเลย เราสามารถร้องได้โดยไม่เพี้ยนเลย แล้วมันทำให้ตอนเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ เราไม่เคยใช้ ear monitor เลย เหมือนหัวมันสั่งการไปแล้วว่า พอเราได้ยินคีย์นี้ เราสามารถเล่นเมโลดี้ตัวไหนได้บ้าง

ดูเหมือนคุณจะมีพรสวรรค์ในเรื่องดนตรีอยู่ไม่น้อยเลยนะ?
(คิดนาน) คืออย่างนี้ อย่างที่บอก เราไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งนะ แต่เราชอบเรียนรู้ แล้วเรามีไหวพริบ เป็นคน tricky เราชอบอาจไปถึงจุดหมายด้วยวิธีที่ไม่เหมือนคนอื่นหรือฝึกอะไรแปลกๆ เราจำเนื้อเพลงด้วยวิธีการมองแล้วเหมือนแคปเจอร์เป็นภาพแล้วเก็บไว้ในสมอง ประโยคต่อไปเราต้องร้องอะไร แล้วความเข้าใจของเรามันจะลากไปหาคำต่อไป คือเราสมาธิสั้น อ่านเนื้อเพลงแล้วจะจำไม่ได้ รูปแบบความคิดมันเลยแปลกกว่าคนอื่น เราเลือกสิ่งที่จะนำมาใช้กับตัวเองในสิ่งที่เราถนัด เรื่องการร้องเพลงเราก็ดูไอดอลของเราอย่าง ไมเคิล บูเบล แล้วพยายามนำมาประยุกต์ให้เข้ากับตัวเรา

 

จากวันที่คนยังจำชื่อ ปราโมทย์ ปาทาน ไม่ได้ หรือบางคนอาจจำสลับกับ ปราโมทย์ วิเลปะนะ จนมาถึงวันนี้ที่คุณกลายเป็นที่รู้จัก ต้องปรับตัวกับชีวิตเยอะไหม?
(หัวเราะ) ต้องปรับเยอะมาก มันกลายเป็นว่าทุกวันนี้เวลาไปเจอใครที่ไม่ได้สนิทด้วย แต่เราต้องไปหยาบคายใส่เขา ซึ่งเราก็มีความรู้สึกเคอะเขินนะ เจอหน้ากันครั้งแรกแต่ให้ด่าให้ฟังหน่อย บางทีมันก็ไม่ได้ไง (หัวเราะ) เราเป็นคนหยาบ แต่เราก็มีกาลเทศะ เรารู้ว่าเราควรหยาบคายในพื้นที่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นในรถหรือในรายการของเราเอง หรือกับเพื่อนสนิทก็ตาม แล้วจากที่เราไปผับ ขึ้นไปแจมกับคนนั้นคนนี้ซึ่งไม่มีคนรู้จักเราเลย จนวันนี้เวลาเราไปเล่นงานจ้างหรือคอนเสิร์ต มีคนมารอดู ขอถ่ายรูป 70-80 คนจนการ์ดต้องดึงตัวเราออกไป หรือล่าสุดทำรายการ เที่ยว อยู่ ได้ กับพี่เป๊กซ์ (ปราชญ์ พงษ์ไชย-นักร้องนำวง Zeal) คนดูคลิป 3-4 แสนคน จากเพจร้างๆ ไม่เคยบูสต์เพจเลย คนไลค์เพจเกือบแสนคนแล้ว คือชีวิตคนเรามันก็ตลกดี บางทีมันไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย คงต้องใช้เวลาปรับตัวอีกสักพัก แต่โอเคมันก็สนุกดี เราพยายามมองว่าเป็นเรื่องตลกมากกว่า

ความสำเร็จของรายการ Paloy’s Diary และ เที่ยว อยู่ ได้ นอกจากจะแสดงให้เห็นว่าคนไทยชอบความบันเทิง มันแสดงให้เห็นถึงอะไรอีก?
ในมุมเรา มันแสดงให้เห็นว่าคนไทยชอบอะไรที่จริงและดิบ เราว่าคนไทยเริ่มเบื่อกับละครหลังข่าวที่นางเอกนอนป่วยแต่แต่งหน้าเต็ม หรือรายการที่มีฟอร์แมตแบบเดิมๆ เราก็เลยรู้สึกว่า ทำไมเราต้องทำอย่างนั้นล่ะ มันปลอม ในเมืองไทยมันมีการถูกจำกัดความคิดเอาไว้ว่าอย่างนี้คือดี คุณต้องดูแบบนี้ ถูกป้อนมาตั้งแต่เด็ก ลองดูซีรี่ส์ต่างประเทศ เกาหลี ญี่ปุ่นสิ เขาไปถึงไหนกันแล้ว เพราะคนเขาไม่ยึดติดไง หรืออย่างวง Depapepe ไม่มีเนื้อร้องเลย เล่นกีตาร์ 2 ตัว แต่ฮิตมาก เขาไปถึงจุดนั้นกันแล้ว บนโลกเรายังมีอะไรที่น่าดูอีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งพอเราทำรายการออกมามันก็มีทั้งคนด่าและคนชม แต่เราเป็นอย่างนี้ เป็นคนกักขฬะแบบนี้ ด่าเราแล้วไง นี่ชีวิตเรา คือถ้าทำอะไรแล้วมีความสุขหรือว่ารักในสิ่งที่ทำก็ทำไปเลย ทำไปเถอะ เดี๋ยวมันจะประสบผลเอง

_N1A7873-1

 

วางแผนในฐานะการเป็นนักร้องต่อไปอย่างไร?
ไม่ได้วางแผนเลย ดูเป็นเพลงๆ มากกว่า ด้วยความที่ก็ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ศิลปินมันอยู่ไม่ได้ คือมันเป็นเรื่องน่าน้อยใจของศิลปินนะ ดาราไปโชว์ตัว ร้อง 2-3 เพลงได้ 1 แสนบาท แล้วจ่ายค่าลิขสิทธิ์มาถึงตัวศิลปินกับคนแต่งเพลงแค่หลักร้อยหลักพันบาท ศิลปิน 1 โชว์ สมมติ 1 แสนบาท แต่คุณต้องร้อง 16 เพลงกับเวลา 1 ชั่วโมง แล้วต้องเล่นเพลงตัวเองด้วย นี่คือสัจธรรมของประเทศไทย ทำเพลง 1 เพลง รวมค่าโปรดักชั่น มิวสิควิดีโอ โปรโมต กล้าบอกเลยว่าใช้ประมาณ 3-4 แสน แต่รายได้ที่กลับเข้ามาคืออะไร ที่สำคัญคือคนไม่ซื้อผลงานของศิลปินแล้ว ซีดีเจ๊ง คนไทยอยู่กับของฟรีมาตลอดชีวิต ความเป็นศิลปะในเมืองไทยดูต่ำต้อยทั้งรูปวาด กราฟิกดีไซน์ เพลง หรืออะไรก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปะ ซึ่งเมืองนอกเป็นอะไรที่ราคาแพงมากเพราะเขาให้ความเคารพกับศิลปะ เราไม่สามารถรับประทานอุดมการณ์ได้ แล้วทัศนคติคนไทยเปลี่ยนแปลงยากมาก

แต่คุณก็จะยังคงอยู่ในวงการนี้ต่อไป?
เราต้องอยู่ เพราะอย่าลืมว่าเพลงเป็นสิ่งที่นำพาให้เราเข้ามาในวงการและมาถึงจุดนี้ แล้วเราจะทิ้งมันทำไม เราก็พอมีความสามารถในการร้องเพลง ทำงานเบื้องหลังมาตลอด ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะออกจากวงการไปโดยที่ยังไม่ได้ทิ้งอะไรไว้เพื่อวันหนึ่งเราจะกลับมามองมันได้ว่า เฮ้ย นี่งานศิลปะที่เราทำไว้นะ เราไม่อยากดูถูกตัวเองโดยที่เลือกไปทำอย่างอื่นแล้วทิ้งในสิ่งที่ให้กำเนิดเราขึ้นมา ถึงจะได้เงินน้อย แต่สุดท้ายเราก็ต้องร้องเพลง เพราะมันเป็นสิ่งที่เรารัก รักมาตลอด และมันก็นำพาสิ่งอื่นเข้ามาหาเราด้วย

อยากให้คนจดจำชื่อ ปราโมทย์ ปาทาน ในฐานะอะไรมากที่สุด?
สิ่งที่เรามีความสุขที่สุดคือ คนรู้แล้วว่าถ้าเจอเราแล้วเขาจะรู้สึกสนุก ทุกวันนี้คนเจอเราเขาไม่ได้อยากแค่ฟังเพลง เขาอยากยืนฟังเราด่า อำคนนู้นคนนี้ ทำอะไรบ้าๆ บนเวที แค่นั้นเรามีความสุขแล้ว นั่นคือสิ่งที่เราอยากให้เขาจดจำว่า เมื่อไหร่ที่เจอเรา ขอให้มีรอยยิ้มหรือความสุขกลับบ้านไป

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.