01

“…ดนตรีนี้มีไว้สำหรับให้บันเทิง แล้วก็ให้จิตใจสบาย ดนตรีนี่คือเสียง แต่สิ่งประกอบยังมีว่า เสียงนั้นเป็นเสียงอะไร นั่นน่ะ ยังเป็นคุณภาพของเสียง …พวกเราเป็นนักดนตรี นักเพลง นักเกี่ยวข้องกับเรื่องศิลปะในด้านการแสดง การแสดงโดยเฉพาะดนตรี พวกเรานี่มีความสำคัญมาก ไม่ใช่น้อยสำหรับส่วนรวม เพราะว่าดนตรีนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่จะแสดงออก ซึ่งความรู้สึกของชนหมู่หนึ่ง ในที่นี้ชนคนไทยก็คือ ประชาชนคนไทยทั้งหลาย จะแสดงความรู้สึกออกมา หรือจะรับความรู้สึกที่แสดงออกมา ก็ด้วยดนตรี พวกเราที่เป็นนักเพลงนักดนตรี จึงมีความสำคัญยิ่ง…”

พระบรมราโชวาทพระราชทาน เนื่องในงานสังคีตมงคล ครั้งที่ 2 ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคมปีพุทธศักราช 2512

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี นอกจากพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงชนชาวไทยเสมอมา พระองค์ยังทรงเป็นคีตกวีและนักดนตรีที่เต็มไปด้วยพระอัจฉริยภาพที่ชาวโลกต่างยกย่อง

02

 

ครั้นเมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 13 พรรษา ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์ทรงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการดนตรีขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงดนตรีคลาสสิคและแจ๊ซเป็นเวลา 2 ปีกับครูสอนดนตรีชื่อ นายเวย์เบรชท์ ซึ่งเป็นชาวอัลซาส หนึ่งในแคว้นของประเทศฝรั่งเศส แซกโซโฟนและคลาริเนตคือเครื่องดนตรีที่พระองค์โปรดที่สุด จนกระทั่งพระองค์ทรงตัดสินพระทัยว่าจะทรงดนตรีในแนวทางของแจ๊ซ โดยทรงศึกษาประวัตินักดนตรีที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก และทรงเริ่มต้นฝึกกับแผ่นเสียงของวงดนตรีต่างๆ ด้วยพระองค์เอง อาทิ วงดนตรีของ ซิดนีย์ บาเชต์ ซึ่งเป็นนักเป่าโซปราโน แซกโซโฟนที่มีชื่อเสียงของโลก แนวทางการเป่า ออโต แซกโซโฟน ของ จอห์นนี่ ฮอดเจส หรือแม้แต่ทางด้านเปียโนของ ดยุค เอลลิงตัน ซึ่งนอกจากคลาริเนตและแซกโซโฟนหลากหลายประเภททั้งตระกูลโซปราโน, อัลโต, เทเนอร์, บาริโทน พระองค์ยังทรงกีตาร์ เปียโน ทรัมเป็ต รวมถึง คอร์เน็ต อีกด้วย

03

 

บทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งหมด 48 เพลงที่พระองค์พระราชนิพนธ์ด้วยพระราชปรีชาญาณ โดยเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกคือ แสงเทียน กับท่วงทำนองแบบบลูส์ ซึ่ง ณ ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุเพียง 18 พรรษา หลังจากนั้นพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เพลงอย่างต่อเนื่องทั้ง ยามเย็น, สายฝน, ใกล้รุ่ง, ชะตาชีวิต, พรปีใหม่ เป็นต้น โดยเพลงที่พระองค์พระราชนิพนธ์ทำนองและคำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองมีทั้งสิ้น 5 เพลงคือ Echo หรือ แว่ว, Still on My Mind หรือ ในดวงใจนิรันดร์, Old-Fashioned Melody หรือ เตือนใจ, No Moon หรือ ไร้เดือน และ Dream Island หรือ เกาะในฝัน อีกทั้งยังมีเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นภายหลังใส่ในคำร้องที่มีผู้ประพันธ์ไว้แล้วคือ ความฝันอันสูงสุด, เราสู้, รัก ซึ่งบางเพลงที่พระองค์ทรงเขียนโน้ตพระราชทานที่มีบทเล่นเดี่ยวหรือ Solo พระองค์ก็จะทรงดนตรีบทนั้นด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่

06

 

นอกจากพระปรีชาสามารถทั้งเรื่องทรงดนตรี และเพลงพระราชนิพนธ์ที่สร้างความซาบซึ้งใจแด่พสกนิกรชาวไทยแล้ว ทั่วโลกก็ต่างชื่นชมในพระอัจฉริยภาพทางดนตรีของพระองค์เช่นเดียวกัน โดยพระองค์เคยทรงดนตรีร่วมกับทั้งวงดนตรีในประเทศไทยและต่างประเทศ อีกทั้งพระองค์ยังทรงใช้ดนตรีเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีให้ก่อเกิดขึ้นระหว่างประเทศ อาทิ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาในปีพุทธศักราช 2503 ทรงได้รับการกราบบังคมทูลเชิญให้ร่วมบรรเลงดนตรีกับวงดนตรีที่จัดแสดงถวายหน้าพระที่นั่งระหว่างงานถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำโดยไม่ได้ทรงเตรียมพระองค์มาก่อน อีกทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีของนักดนตรีระดับโลกอย่าง เบนนี กู๊ดแมน, แจ๊ค ทีการ์เดน, ไลโอเนล แฮมป์ตัน และ สแตน เก็ตซ์ รวมถึงวงดุริยางค์ซิมโฟนี ออร์เคสตรา แห่งกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ชุด มโนราห์, สายฝน, ยามเย็น, มาร์ชราชนาวิกโยธิน และ มาร์ชราชวัลลภ ไปบรรเลง ณ คอนเสิร์ตฮอลล์ กรุงเวียนนา เมื่อปีพุทธศักราช 2507 และสถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐบาลออสเตรียก็ได้ส่งกระจายเสียงเพลง และเสนอข่าวนี้ไปทั่วประเทศในอีก 2 วันต่อมา

04

 

และใช่ว่าพระองค์จะทรงมีความสนใจเพียงแต่เรื่องดนตรีสากล สำหรับเรื่องดนตรีไทยพระองค์ก็ทรงมองเห็นว่าเป็นศิลปะประจำชาติที่สำคัญยิ่ง โดยพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรทำการบันทึกโน้ตเพลงให้ถูกต้อง และจัดพิมพ์ขึ้นไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเป็นการรักษาศิลปะดนตรีไทยให้คงอยู่สืบต่อไป

น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย และร่วมถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า บิลบอร์ด ไทยแลนด์