ภายใต้แสงเลเซอร์ที่สาดส่อง ภายใต้สปอตไลท์ที่พร้อมใจกันกระพริบ ทุกครั้งที่เสียงซินธิไซเซอร์ค่อยๆดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงกลองรัวกระหึ่ม ทุกคนในงานคอนเสิร์ต EDM รับรู้แล้วว่าท่อน drop ที่พวกเขารอคอยอยู่กำลังจะมา โอ้วววว… ใช่เลย… เรารอเวลานี้มานานแล้ว และ มาแล้วโว้ยยย – ตูมมมม!!! –  คนดูทั้งฟลอร์กระโดดโลดเต้นไปพร้อมๆกันที่ดีเจกางแขนออก กวักมือเร้าอารมณ์คนดูให้พุ่งถึงขีดสุด – ผมก็เกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีว่า เฮ้ย เดี๋ยวนะ ตกลงที่พี่ดีเจกางแขนเนี่ย เค้าไม่ต้องเล่นอะไรเลยเหรอ? หรือเวลาที่เค้าเอามือไปจับๆ หมุนๆ ที่เครื่องเนี่ย เค้าปรับอะไรอยู่วะ? เค้าแค่มายืนๆ แล้วก็กดเพลย์เหมือนเราเปิดเพลงจาก iTune งั้นเหรอ? ทุกอย่างลิปซิงค์หมดเลย หรือว่า เค้ากำลังเลือกเพลงเพื่อเปิดสดๆอยู่ ณ เวลานั้น?

 และนั่นก็คือที่มาของเรื่องราวในคราวนี้ – ว่าไอ้อุปกรณ์ที่ดีเจใช้เล่นคอนเสิร์ตสดๆเนี่ย มันทำอะไรยังไงได้บ้าง

1

 

ก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียด เรามาทราบถึงลักษณะงานคร่าวๆของดีเจกันก่อน DJ ย่อมาจากคำว่า Disc Jockey หรือคนควบ(คุม)แผ่นเสียง เลือกเพลง ตัดต่อท่วงทำนอง ผสมเพลง 2 เพลงเข้าด้วยกัน เพื่อให้ฟลอร์เต้นรำดำเนินต่อไปอย่างไม่บกพร่องทั้งจังหวะและอารมณ์

โดยเพื่อความกระชับเราจะไม่พูดถึงบทบาทเหล่านี้ของดีเจ

1. ดีเจคลื่นวิทยุ : มีหน้าที่เลือกเพลง พูดเข้าเพลง รับสายขอเพลงจากทางบ้าน และ รวมถึงเล่นเกมแจกรางวัล – ระบบงานวิทยุจะเป็นอีกแบบ

2. โปรดิวซ์เซอร์ : ก็คือดีเจเปิดเพลง แล้วผันตัวเองมาทำเพลงอิเล็กทรอนิกส์นั่นแหละ อยู่ในสตูดิโอ หรือ หน้าจอ MacBook เพื่อสร้างซิงเกิ้ลใหม่มาไต่ชาร์ตบิลบอร์ด

2
3

 

แล้วการจะผสมเพลง 2 เพลง (หรือมากกว่านั้น) จะต้องทำอย่างไรบ้าง? // ง่ายที่สุดก็อาจจะต่อแบบ iTune คือ เอาเสียงเพลงที่กำลังจะจบลง แล้วเอาเสียงเพลงใหม่ค่อยๆดังขึ้น ยากขึ้นมาหน่อยดีเจก็จะปรับความเร็วของเพลงให้เท่ากัน จัดจังหวะหนึ่งให้ตรงกันพอดี แล้วกดเพลย์ให้ตรงกันเนียนๆจบปุ๊บต่อปั๊บอารมณ์ไม่ค้าง ยากกว่านั้นอีก ก็อาจจะค่อยๆตัดย่านเสียงทุ้มเพลงเก่าออก ใส่ย่านเสียงทุ้มเพลงใหม่เข้าไป เปิดคู่กันไป แล้วค่อยๆดันเพลงใหม่ให้ดังขึ้นมา ก็จะเรียบเนียนไปจนคนฟังไม่รู้สึกเลยว่า อ้าว… นี่เพลงใหม่แล้วเหรอ? ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามามันจะเกี่ยวข้องกับปุ่มต่างๆบน Mixer ที่ดีเจหมุนๆกันเนี่ยแหละ

เข้าเรื่องได้เสียที องค์ประกอบหลักๆที่สุดที่เหล่าดีเจใช้เปิดเพลงเนี่ย มันก็จะมีอยู่สองส่วน

1. เครื่องผสมเสียง หรือ Mixer (ไม่ใช่ น้ำเปล่า โซดา น้ำอัดลม ไม่ใช่แบบนั้น) ซึ่งก็มีหน้าที่ผสมเพลงที่เปิดจาก…

2. เครื่องเล่นเพลง หรือ CDJ อย่างน้อย 2 เครื่อง ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่น MP3 iPod iPhone ก็ได้ในบางครั้ง

4

ซึ่งปุ่มปริมาณมากมายมหาศาลต่างๆก็มีหน้าที่ของมันดังนี้

5.Mixer

 

Mixer

ตัวอย่างที่เอามาให้ดูเป็นรุ่นยอดฮิตสุดทันสมัยของ Pioneer ต่อเครื่องเล่นเพลงได้พร้อมกัน 4 ตัว ซึ่งปุ่มต่างๆก็มีหน้าที่ประมาณนี้

1. Input : ไว้เลือกว่าจะรับสัญญาณเพลงเข้าจากทางไหน CD, Vinyl, ต่อสายตรง

2. Trim หรือ ความดังขาเข้าของเพลง : คุณเคยประสบปัญหานี้หรือไม่? เปิดเพลงฟังอยู่เพลงนึงเบา อีกเพลงดังลำโพงแทบแตก ปุ่ม gain มีไว้เพื่อแก้ปัญหานี้

3. EQ หรือ ความดังของแต่ละย่านเสียง ทุ้ม-กลาง-แหลม : คุณเคยประสบปัญหานี้หรือไม่? เปิดเพลงฟังอยู่เพลงนึงเบสเบา กระเดื่องเบา แต่มาอีกเพลง เบสดังไปถึงบ้านหลังข้างๆ EQ มีไว้แก้ปัญหานี้ และรวมถึงเอาไว้ตัดต่อเสียงของสองเพลงให้เข้ากันได้ เช่น เอาร้องจากเพลงนึง (เสียงกลาง) มาผสมกับเสียงเบสจากอีกเพลง (เสียงทุ้ม) แล้วเล่นไปพร้อมๆกัน

4. Color : ไว้บิดเพื่อใส่เอฟเฟคประกอบเพลงที่กำลังเล่น ปุ่มนี้มักจะโดนบิดอยู่บ่อยๆเพื่อสร้างความเฟี้ยวฟ้าวเร้าใจให้กับมวลชน

5. CUE : อันนี้ปุ่มไม้ตายสำหรับเหล่าดีเจ มันคือปุ่มที่เอาไว้้ลือกฟังเสียงเพลงต่อไปที่กำลังจะเล่น ดีเจฟังคนเดียว คนดูไม่ได้ยิน จะได้เห็นภาพว่า เอ๊ะ เพลงที่กำลังจะเปิดนี่มันพอดีกันหรือยัง เร็วไปไหม ช้าไปไหม ดัง-เบาได้หรือยัง ใครที่สงสัยว่าดีเจเค้าฟังอะไรกันในหูฟัง ก็ดูได้จากปุ่มนี้เนี่ยแหละ

6. Channel Fader หรือ ระดับความดังขาออกของเพลง : คล้ายๆกับ gain แต่มันคือความดังของเพลงหลังจากผ่าน EQ สุดท้ายก่อนที่จะส่งไปลำโพงให้คนได้ฟังกัน

7. Cross-Fader : เอาไว้ลดเสียงของเพลงนึง พร้อมๆกับค่อยๆเพิ่มเสียงของอีกเพลงขึ้นมา เราจะเห็นดีเจที่สแครชเพลงเก่งๆขยุกขยิกกันที่ปุ่มนี้รัวๆเพื่อตัดสลับเพลงทั้งสองเพลงไปๆมาๆ

8. Effect : เอาไว้ทำเสียงเฟี้ยวฟ้าว เสียงสะท้อน เสียงกระตุก และเสียงประกอบต่างๆนานาที่เราคุ้นเคย

9. Mic: เอาไว้พูดบิ้วด์คน คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย เอ้วววว “พุท ยัว แฮนด์ ซับ พุท ยัว ฟักกลิ้ง แฮนด์ ซับ”

10. Phone: รูเสียบหูฟัง และความปุ่มดังของเพลงในหูฟัง

11. และอื่นๆ ปุ่มปลีกย่อย ส่วนมากก็ปรับครั้งเดียวก่อนเล่น

6.CDJ

CDJ หรือ เครื่องเล่นเพลงนั่นแหละ

อันนี้ก็เป็น CDJ รุ่นยอดฮิตจาก Pioneer เช่นกัน สามารถเล่นเพลงจากซีดี, USB flash drive, หรือ SD Card ก็ยังได้

1. Jog Wheel หรือ แผ่นจานบิน: เป็นถาดกลมๆมีไฟหมุนวนเพื่อจำลองให้ดีเจรู้สึกเหมือนมีแผ่นไวนิลหรือซีดีกำลังหมุนอยู่ หน้าที่ของมันก็ไว้เลื่อนเพลงไปกลับ ขยับยึกๆให้แม่นยำ เพื่อที่เวลากดเพลย์แล้วเป็นจังหวะหนึ่งพอดิบพอดีกับอีกเพลงที่เปิดอยู่ รวมถึงเอาไปดึงความเร็วความช้าได้นิดๆหน่อยๆเพื่อช่วยให้จังหวะที่หนึ่งของทั้งสองเพลงมันมาพร้อมๆกัน อ๋อ บริเวณนี้คือส่วนที่คนอยากมาลองไถเล่นทำท่าทางถูแผ่น selfie ลง IG กันบ่อยที่สุด ซึ่งไอ้การถูแผ่น ขวับๆๆ เค้าก็ทำกันตรงนี้เนี่ยแหละ

2. Tempo Fader: เอาไว้เพิ่มหรือลดความเร็วของเพลง เหมือนที่บอกไว้ตั้งแต่แรก ก็เพื่อให้เพลงสองเพลงเร็วเท่ากัน และฟังเหมือนเป็นเพลงเดียวกัน

3. Track search / Search : ไว้เลือกเพลง เพราะซีดีแผ่นนึง มีหลายเพลง และก็เอาไว้กรอไปข้างหน้า กรอกลับ จบนะ

4. CUE: เอาไว้ลองฟัง และ mark จุดในเพลง เพื่อบอกให้เครื่องรู้ว่า เนี่ย ถ้าเรากดเพลย์แล้ว มันจะเริ่มจากตรงนี้

5. PLAY: คงไม่ต้องอธิบาย

6. Loop: ฟังก์ชั่นยอดฮิตอีกอัน เอาไว้เล่นท่อนที่ต้องการในเพลงให้วนซ้ำไปเรื่อยๆ เช่น สมมตินักร้องร้องว่า “อา” และเราเลือกส่วนนี้ไว้ มันก็จะเล่น “อา – อา – อา – อา – อา” วนไปเรื่อยๆ

7. หน้าจอ: แสดงรายละเอียดของเพลงทั่วไป จะว่าไปก็คล้ายๆหน้าจอเวลาฟังเพลงใน iPhone นั่นแหละ เอาไว้เลือกเพลง บอกชื่อเพลง บอกชื่อศิลปิน อัลบั้ม เพลงยาวกี่นาที เหลืออีกกี่นาทีถึงจะจบ ความเร็วของเพลง บลา บลา บลา…

8. และอื่นๆ ปุ่มปลีกย่อย เช่น ปุ่มปรับความหนืด Jog Wheel ช่องเสียบ USB flash drive, ปุ่มกดเอาแผ่นซีดีออก ปุ่มเพลงแบบย้อนกลับ

7

เรียบร้อย กับคำอธิบายคร่าวๆวิชา DJ 101 สำหรับคนที่อยากรู้ว่าไอ้ท่าทางเด็ดยอดหญ้าแบบที่เหล่าดีเจชอบทำกันมันทำไปทำไม มันก็เพื่อต่อเพลงนั้น คิวเพลงนี้ ตัดย่านทุ้ม คุมย่านแหลม เอาท่อนนี้มาประกบ ใส่เอฟเฟคต์ เพื่อให้คนดูทุกคน ณ ที่ตรงนั้นสนุกไปพร้อมๆกัน ประมาณนั้น ส่วนไอ้ท่ากางแขน ก็ทำได้ในยามว่างหลังจากต่อเพลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้โชว์สมบูรณ์ทั้งภาพและเสียงนั่นเอง

8