BIE (7)

 

เผลอแป๊บเดียว บี้ เดอะสตาร์ 3 ที่ทุกคนคุ้นเคยก็อยู่ในวงการเพลงมาครบ 10 ปี เด็กหนุ่มจากเชียงใหม่ที่โดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในเรื่องของเสียงร้องและการเต้นในช่วงการประกวด พัฒนาตนเองจนคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในปีนั้น จนมาถึงวันที่เขากำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ “บี้ สุกฤษฎิ์ LOVE 10 ปี ไม่มีหยุด” ในวันที่ 11-12 มิถุนายนที่จะถึงนี้ เบื้องหน้าที่เราได้เห็นหนุ่มอารมณ์ดีที่เต็มไปด้วยมุกตลกซึ่งสร้างเสียงหัวเราะให้คนรอบข้าง เบื้องหลังกลับซ่อนความจริงจังในการทำงานผ่านน้ำเสียงและแววตาตลอดการพูดคุย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เซอร์ไพรส์เราไม่น้อยที่ได้เห็นแง่มุมนี้จากผู้ชายที่ชื่อ “บี้ – สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว”

 

BBT : กินข้าวยัง?
บี้ : (หัวเราะ) นี่เป็นคำถามที่เราเจอบ่อยมากนับตั้งแต่ออกซิงเกิ้ล กินข้าวยัง? ถ้าตอบตอนนี้ก็ยังครับ ด้วยการทำงานลักษณะนี้ก็ทำให้เรากินข้าวไม่เป็นเวลา นอนก็ดึก หลังเที่ยงคืนไปแล้ว ยิ่งช่วงนี้มีทั้งประชุมคอนเสิร์ต ซ้อมร้อง ซ้อมเต้นด้วย

เผลอแป๊บเดียวคุณอยู่ในวงการมาครบ 1 ทศวรรษ และกำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครบรอบ 10 ปีด้วย รู้สึกอย่างไรบ้าง?
ก็รู้สึกแก่เหมือนกันนะ (หัวเราะ) มันแป๊บเดียวจริงๆ ถ้ามองย้อนกลับไป 10 ปีที่ผ่านมาเราก็ทำอะไรมาเยอะเหมือนกัน แล้วจะเล่าหมดไหมในคอนเสิร์ตเดียว แต่เราจะเล่าให้ได้แน่นอน แต่คงจะหยิบอันเด่นๆ มาเล่า เพราะถ้าเอาทุกอย่างมาร้อยเป็นเรื่องราว คอนเสิร์ตคงจะเสร็จตีสาม

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
ส่วนใหญ่ก็คงเป็นเรื่องของประสบการณ์ ผมเรียนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์มา ก็จะเป็นคนที่อยู่กับเหตุผลและหลักการ พอเข้าวงการ เรื่องอารมณ์ความรู้สึกกลายมาเป็นเรื่องหลัก เหตุผลและหลักการตกไปเป็นเรื่องรอง ผมก็เรียนรู้เรื่องพวกนี้ อีกอย่างตอนผมเข้าวงการ มันเริ่มจากศูนย์ ก็ต้องเรียนรู้ทุกเรื่องจริงๆ

BIE (10)

 

หาจุดลงตัวยากไหมระหว่างเหตุผลกับความรู้สึก?
ยากมาก ทุกวันนี้ยังบาลานซ์ไม่ได้เลย บางครั้งเราให้เหตุผลในการทำงานไป มันก็อาจจะเป็นการให้เหตุผลที่ยากเกิน บางครั้งให้ความรู้สึกไปทั้งหมดเลย ไม่มีเหตุผล ก็กลายเป็นเข้าข่ายไร้สาระ ก็ต้องหาจุดตรงกลางให้เจอ ก็บอกทีมงานเลย ถ้าจะประชุมแล้วคุยกันด้วยเหตุผลหรือความรู้สึกก็ให้บอกเรา แต่ถ้าจะมิกซ์กันก็ต้องใช้ปัญญามาคุย แต่ถ้าโดยปกติสำหรับผม ความถูกต้องและเหตุผลจะต้องมาก่อน อะไรที่ไม่ถูกต้อง เรามาคุยกัน ไม่ถูกต้องเพราะอะไร มีเหตุผลไหม ถ้าจะใช้ความรู้สึกอย่างเดียว มีต่อยนะ (หัวเราะ)

ย้อนกลับไปตอนประกวดรายการ The Star คุณโดนคอมเมนท์หนักมาก?
ใช่ แต่ด้วยเป้าหมายของเรามันต่ำต้อย ก็เลยไม่รู้สึกท้อมาก คือเราอยากเป็นนักร้อง… แค่นั้นเลย ไม่รู้ด้วยว่าอยากเป็นทำไม รู้แค่ว่ามันเท่ มันหล่อ มันได้ร้องเพลง มันเจ๋ง พอโดนด่าก็แค่ท้อนิดๆ นอนหลับตื่นหนึ่งเดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป

จนมาถึงตอนนี้ก็ยังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการร้องเพลงของคุณอยู่?
ก็ยังมีครับ ยิ่งตอนนี้ท้อทีนี่ก็แย่เลยนะ คือทุกวันนี้พอเราได้รับภาระและหน้าที่ที่หลายๆ คนมอบให้ หรือแม้แต่ชื่อเสียงและตำแหน่งที่แฟนเพลงตั้งใจมอบให้เรา มาตรฐานทุกๆ อย่างก็เลยต้องสูงตาม เพราะเราเกาะเข้าไปอยู่ในกลุ่มมาตรฐานเดียวกับคนอื่นๆ แล้ว เมื่อไหร่ที่ต่ำกว่ามาตรฐานนี่โดนตอกหน้าหงายเลย ฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำงาน เป้าหมายทุกวันนี้คือทำงานให้เต็มที่ ทำงานให้ดีที่สุด เกาะมาตรฐานเอาไว้ คิดงานอะไรใหม่ๆ ได้ก็นำเสนอ ทำให้ตัวเองมีความสุข แฟนเพลงมีความสุข ใครชอบก็ซื้องานเรา ใครไม่ชอบก็ไปเสพย์ดนตรีของคนอื่น

BIE (2)

 

อย่างซิงเกิ้ล ถลำ นี่ถือว่าเป็นงานใหม่ๆ ที่คุณเอามานำเสนอหรือเปล่า?
ก็ใช่ด้วย ประเด็นสำคัญสำหรับเพลงนี้คือ ก่อนจะทำเพลงนี้เราไปแวะทำเพลงสไตล์อื่นๆ มาเยอะ ไปทำแนวโซลฟังค์ในเพลง ระวัง…คนกำลังเหงา หรือ ผมเป็นของคุณไปแล้ว หรือเพลง คนเดิมของเธอ ก็จะเป็นจังหวะ 3/8 หรือ 6/8 ก็ว่ากันไป แต่มันก็มีคอมเมนต์มาว่า คิดถึงเพลงฟังง่ายๆ แบบ รักนะคะ เพลงที่มีกิมมิคอย่าง มากมาย, I Need Somebody, Someone เราก็เลยเปิดผลงานเพลงเก่าๆ ฟัง เราร้องอะไรไว้ คนชอบแบบไหน คือนำเอาตัวเราเมื่อ 10 ปีที่แล้วกลับมาทำเพลงในเวอร์ชั่นปี 2016 เพลงสไตล์นั้น แต่เนื้อเรื่อง ดนตรี สไตล์การร้องโตขึ้น และให้ได้กลิ่นอายและกิมมิคเหมือนยุคแรกๆ ของเรา

นับจากจุดเปลี่ยนที่คุณเป็น 8 คนสุดท้ายของ The Star ปี 3 คุณมีอัลบั้ม คอนเสิร์ตใหญ่ ละครโทรทัศน์ ละครเวที และล่าสุดกับบรอดเวย์?
ก็คงเป็นเรื่องโอกาสที่เราได้รับ แล้วเป็นโอกาสใหญ่ๆ ตลอด อย่างบรอดเวย์นี่เป็นอะไรที่เหนื่อยและยากลำบากมาก ลำบากตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้าน หิมะตก แท็กซี่ไม่รับ รถติด คุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง โดนทีมงานต่างชาติด่าว่าทำงานช้า ร้องไม่ได้ เต้นไม่ได้ตามมาตรฐานเขา นอนหลับไปด้วยความเหนื่อย ตื่นมาวันรุ่งขึ้นก็โดนเหมือนเดิม แต่นั่นคือชีวิตการทำงานจริงๆ ที่เมืองนอก ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่า Waterfall จะได้เข้าบรอดเวย์ไหม อาจจะปีหน้า หรือปีถัดไป หรืออาจไม่ได้รับเลือกก็ได้

เราคิดว่าคุณไปเล่นบรอดเวย์มาเรียบร้อยแล้วเสียอีก?
คือกระบวนการการเข้าไปสู่บรอดเวย์มันมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มอ่านบท ลองเล่นในนิวยอร์ค โรงละคร 200 ที่นั่ง ผ่านไหม ถ้าผ่านลองไปโรงละครที่ใหญ่ขึ้น 600-700 ที่นั่งที่แอลเอสัก 30 รอบดู ไปต่อที่ซีแอตเติ้ลกับคนดู 2,000 กว่าคน ซึ่งเราผ่านขั้นตอนเหล่านั้นมาหมดแล้ว อีกก้าวเดียวจะเข้าบรอดเวย์แล้ว ทีนี้ก็ต้องมาลุ้นว่า นักลงทุนและโปรดิวเซอร์ของบรอดเวย์ที่ตามไปดูเราเล่นตามสถานที่ต่างๆ จะชอบไหม ถ้าชอบก็ซื้อ ถ้าไม่ชอบ ไม่ชอบตรงไหน ก็ปรับแก้กัน ถ้ายังไม่ซื้ออีก ก็เก็บกระเป๋ากลับบ้าน เป็นประสบการณ์ชีวิต

BIE (9)

 

ศาสตร์ละครเวทีที่เมืองไทยกับเมืองนอกต่างกันมากไหม?
มันก็มองได้หลายแง่นะ อย่างเรื่องฉาก ของไทยสู้เมืองนอกได้แน่นอน อย่างน้ำตกที่เกิดขึ้นบนเวทีใน Waterfall ชาวต่างชาติเขางงนะว่าทำได้อย่างไร ต้องแพงมากแน่เลย ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้แพงมาก อีกอย่างเรื่องของไทยประดิษฐ์นี่ต้องยอมรับในความสามารถจริงๆ ส่วนเมืองนอกเขามีเงื่อนไขต่างๆ นานา ค่าแรงก็สูง ต้องเซ็นรับประกันนู่นนี่ คือถ้าจะสร้างน้ำตกบนเวทีก็ต้องเป็นโปรดักชั่นที่ใหญ่มาก แต่ถ้าพูดเรื่องคุณภาพคน เราต้องยอมรับว่า เขาเดินมา 100 คน คุณภาพอาจจะ 99 เราเดินมา 100 คน คุณภาพอาจจะแค่ 9 แต่ถ้าเราหยิบ 9 คนนั้นไปเล่นละครเวที เราไม่แพ้ชาวต่างชาติแน่นอน คุณภาพไม่หนีกันเลย

ถามจริง… เหนื่อยไหม ทำอะไรเยอะแยะมากมายขนาดนี้?
ความเหนื่อยมันก็มีในช่วงทำงาน แต่มันก็จะมีช่วงเวลาพักของมัน ทุกสายอาชีพก็มีความเหนื่อย มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีอาชีพไหนหรอกที่สุขสบายไปตลอด

อยากลองทำเบื้องหลัง เป็นโปรดิวเซอร์หรือนักแต่งเพลงบ้างไหม?
จริงๆ ณ เวลานี้เราก็ทำอยู่นะ แต่ไม่ได้ออกตัวอะไรมาก เพราะเราไม่มีเวลาทำเต็มตัว ก็ไปคุยกับโปรดิวเซอร์ ให้ไอเดีย ให้ทรรศนะทางดนตรี ละครโทรทัศน์หรือซิทคอมก็เหมือนกัน เหมือนเป็นที่ปรึกษา เป็นมือปืนรับจ้างนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งเอาจริงๆ ก็วางไว้ว่าในอนาคตก็อยากเป็นโปรดิวเซอร์เพลงนะ ลองศึกษาการทำเพลงจากคอมพิวเตอร์ ศึกษาเรื่องดนตรี ไปขลุกอยู่กับพี่ๆ นักแต่งเพลง แต่ข้อเท็จจริงในทุกวันนี้ ตลาดเพลงมันก็มีความวอดวายอยู่ในระดับหนึ่ง ก็เริ่มลังเลว่าอยากเป็นจริงหรือเปล่า เพราะสิ่งที่เราถนัดจริงๆ คืองานเบื้องหน้า คงต้องดูกันในระยะยาว

BIE (8)

 

ช่วงนี้ติดตามผลงานศิลปินคนไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า?
อย่างเพลงไทยเราฟังหมด แต่เราชอบเพลงป๊อปของไทยมากที่สุด เพราะฟังแล้วมันโดนใจ คือมันก็แต่งมาเพื่อคนไทยน่ะ แล้วฟังทุกค่ายด้วย แกรมมี่, อาร์เอส ย้อนกลับไป เบเกอรี่ มิวสิก หรือจะเป็นค่ายเพลงอินดี้ ค่ายเล็กค่ายน้อย ฟังหมด ส่วนเพลงสากลจะฟังพอให้รู้ว่าโลกมันไปทางไหนแค่นั้น อ๋อ ตอนนี้ Sorry ของจัสติน บีเบอร์ กำลังดัง อ๋อ บรูโน่ มาร์ส กำลังมาเหรอ รวมไปถึงกระแสทางฝั่งเกาหลีญี่ปุ่นด้วย อีกอย่างคือผมฟังเพลงแล้ววิเคราะห์ ทำไมเพลงนี้ยอดวิวเยอะ เกิดอะไรขึ้น เนื้อเพลงมันจับต้องได้ หรือเป็นเรื่องดีไซน์การร้อง เรื่องดนตรีก็ว่ากันไป

แล้วกับคำว่า “ซูเปอร์สตาร์” ล่ะ มันส่งผลต่อการทำงานของคุณบ้างไหม?
ผมไม่กดดันนะ ต้องขอบคุณด้วยซ้ำที่มีคนมอบคำๆ นี้ให้ คือฝันของผมเป็นจริงตั้งแต่เข้ารอบ 8 คนสุดท้าย The Star แล้ว เพราะผมอยากเป็นแค่นักร้อง แค่อยากมีอัลบั้มไปวางขายในร้านสะดวกซื้อ ร้านดีเจสยามตอนนั้นผมยังไม่รู้จักเลย แล้วอันที่จริงอีกใจหนึ่งในตอนนั้นก็ยังอยากเป็นวิศวกรด้วย แต่พอได้เข้ามาทำตรงนี้ มาถึงจุดนี้ มันเกินความคาดหวังไปแล้ว สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คือกำไรชีวิต แต่เป็นกำไรชีวิตที่หนัก กดดัน เปลี่ยนชีวิต ยศต่างๆ ทั้ง บี้ เดอะสตาร์ หรือคำว่า ซูเปอร์สตาร์ที่มอบให้ผม ผมก็ขอขอบคุณ แต่ไม่ได้ยึดถือ เพราะมันก็เป็นกำไรชีวิตอย่างที่ผมบอก แต่เราไม่ได้ฝากชีวิตไว้กับกำไร

แล้วที่หลายคนมองว่าคุณจะเป็น เบิร์ด ธงไชย คนต่อไปล่ะ?
โอ้โห… คือมันไม่มีใครแทนใครได้หรอก เรื่องสไตล์น่ะ ตัวเราก็คือตัวเรา ทำได้เท่าไหนก็คือเท่านั้น สูงสุดแค่ไหนก็คือสุดแค่นั้น ถามว่าทำลายสถิติของตัวเองได้ไหม แต่ไม่จำเป็นต้องไปทำลายสถิติของคนอื่น

ถ้าจู่ๆ คุณมีโอกาสเดินสวนกับชายหนุ่มที่ชื่อ บี้ สุกฤษฎิ์ คนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คิดว่าเขาจะบอกอะไรกับคุณ?
(หัวเราะ) คงประมาณว่า สวัสดี สบายดีหรือเปล่า ดูเหนื่อยๆ นะเราน่ะ เดี๋ยวจะต้องเตรียมคอนเสิร์ตใหญ่แล้วใช่ไหม ผมเป็นกำลังใจให้นะ ตั้งใจซ้อมล่ะ ทำคอนเสิร์ตให้ดีๆ ทุกคนรอดูอยู่ เทคแคร์นะ ไปล่ะ เจอกัน

 

 

 

 

 

 

Story by: Chanon B.
Photos by : Pisut S.