Re-cap อันดับ 6 – 10 จากคราวที่แล้วกันคร่าวๆตามนี้

10. UE PRM (71,600 บาท)
9. HiFiMan HE-1000 (107,500 บาท)
8. SHURE KSE1500 (134,300 บาท)
7. Audeze LCD-4 (143,100 บาท)
6. STAX SR-009 (160,000 ทอน 500 บาท)

 

และ เพื่อความเข้มข้นของ 5 อันดับสุดท้าย เราจะประมาณให้ด้วยว่าเงินที่ซื้อหูฟังเหล่านี้สามารถแปรรูปเป็นสิ่งของอื่นใดได้อีกบ้าง

5. Ultrasone Edition 5 – Limited (179,000 บาท หรือ อีซูซุ ดาร์ก้อน มือสอง รุ่น 4 ประตู ปี 2000 ได้หนึ่งคัน)

หูฟัง Ultrasone ฉลองครบรอบ 10 ปี ด้วยรุ่น Edition 5 – Limited หรือจะเลือกซื้อรุ่น Unlimited ที่ใช้ลำโพงและเทคโนโลยี S-Logic® EX แบบเดียวกันเป๊ะก็ได้ด้วยราคาที่ย่อมเยากว่า ( 100,000 บาท ) ส่วนเหตุผลที่รุ่น Limited แพงกว่าก็เพราะว่าทำขึ้นมาพิเศษเพียง 555 อันทั่วโลก โดยเลือกใช้วัสดุเกรดโคตรพรีเมี่ยมกว่ารุ่นปกติ เช่น ไม้ที่ใช้ทำครอบหูนำมาจากต้นโอ๊คอายุมากกว่าร้อยปี โลโก Ultrasone ทำจากอลูมิเนียมที่ตัดด้วยเลเซอร์ จากนั้นจึงเคลือบเงา 7 ชั้น แล้วนำมาประกบกับส่วนคาดหัวที่ใช้อะลูมิเนียมชุบผิว ก่อนที่จะหุ้มฟองน้ำส่วนที่แนบกับหูของคุณด้วยหนังแกะขนยาวจากเอธิโอเปีย – โอโห้…

5. ultrasone_edition_5_limited

4.Final Audio Sonorous X (180,000 บาท หรือ ซื้อรถอีซูซุ ในข้อ 7 แล้วมีเงินเหลือพันนึงไว้กินข้าว)

ในบรรดาหูฟัง 5 อันดับแรก Sonorous X อาจจะเป็นหูฟังที่ได้รับคะแนนรีวิวน้อยที่สุดเทียบกับตัวอื่นๆ บางสำนักถึงกับบอกว่าให้เสียงออกมาได้ใกล้เคียงกับ Grado PS500 ที่ราคา 25,000 บาทเท่านั้นเอง ราคาของ Sonorous X ถูก hype ขึ้นมาเนื่องจากการจำกัดจำนวนที่ส่งออก ณ ปัจจุบัน Sonorous X ผลิตมาแล้ว 137 อัน ส่งกระจายไปเท่าๆกันในตัวแทนจำหน่ายแต่ละทวีป โดยที่เรามาสามารถหาราคาอ้างอิงใน internet ได้เลย – ซึ่งนั่นแปลว่า อำนาจการตั้งราคาท้ายสุดต้องไปวัดกันที่หน้าร้านตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ – เท่าที่ค้นข่าวลือ พบว่าบางประเทศราคาไปไกลถึง 200,000 – 250,000 บาท)

4. Final Audio Sonorous X

 

3.Abyss – AB-1266 (197,000 บาท หรือ เลือกซื้อที่ดินเปล่า ขนาด 40ตารางวา แถวๆ ถนนบางน้ำเปรี้ยว-องครักษ์ ในฉะเชิงเทรา ได้หนึ่งแปลง)

AB-1266 เคยครองแชมป์แพงอันดับไปหนึ่งเมื่อปี 2013 จากการจัดอันดับโดย forbes.com พร้อมคำโปรยง่ายๆว่า “ถ้าคุณได้ลองใส่ AB-1266 ฟังอัลบั้มที่บันทึกเสียงมาดีๆ ก็จะเหมือนคุณได้เข้าไปนั่งอยู่ในห้องที่วงกำลังเล่นดนตรีกันอยู่เลยทีเดียว” ดีไซน์ส่วนก้านหูฟังสี่เหลี่ยมที่แปลกตากว่ารุ่นอื่นนั้นเพราะ Abyss ต้องการให้หูฟังได้ระนาบกับหูคุณและไม่บีบรัดหูตลอดเวลาไม่ว่าจะปรับไปมุมไหนก็ตาม และถ้านั่นยังสบายไม่เพียงพอ หูฟังรุ่นนี้เลือกใช้หนังแกะห่อหุ้มฟองน้ำในส่วนที่สัมผัสกับหูคุณอีกด้วย (ไม่รู้ว่าใช่แกะตัวเดียวกับที่ Ultrasone Edition 5 เลือกใช้หรือเปล่า?)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

2. V-Moda Crossfade Wireless (ราคาเริ่มต้นที่ 10,000บาท แต่บวกเพิ่มได้แล้วแต่จะบ้าสั่ง)

V-Moda Crossfade Wireless เป็นหูฟังรุ่นท๊อปจากค่ายนี้ที่พบเห็นได้โดยทั่วไปเพราะเป็นหูฟังที่ดี มีปุ่มให้ปรับเยอะ มีบลูทูธ มีไมค์ในตัวอีกด้วย คุณภาพสมราคาเริ่มต้นประมาณ 10,000 บาทไทย อันที่จริง V-Moda ไม่ควรจะติดเข้ามาในการจัดอันดับครั้งนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะรู้กันอยู่ว่าการส่งสัญญาณเสียงผ่านบลูทูธไร้สายย่อมไม่มีทางคมชัดได้เท่ากับผ่านสายสัญญาณราคาหลายพันและ รวมถึงหูฟังราคาระดับนี้ไม่มีเจ้าไหนใส่ไมโครโฟนหรือปุ่มกดอะไรมาให้รกรุงรังหรอก มันควรจะว่ากันด้วยเทคโนโลยีเกี่ยวกับเสียงล้วนๆ

สิ่งที่ทำให้ Crossfade Wireless ติดเข้ามาในอันดับนี้ด้วยเป็นเพราะคนที่สั่งซื้อหูฟังนี้จะได้สิทธิ์ในการเลือก 3D print ลายอะไรก็ได้ ลงบนโลหะอะไรก็ได้ ที่ใช้ทำฝาครอบหูฟัง และ option ที่แพงที่สุด (ที่เชื่อได้เลยว่ามีคนจริงๆ) คือ พลาตินั่ม ซึ่งนั่นทำให้ราคาไหลไปจบได้ที่คู่ละหลายแสนบาทได้สบายๆ

2. v_moda_crossfade_wireless

Honorable mention : FRENDS with Dolce & Gabbana Collection (300,000 กว่าบาท หรือ ถอยบิ๊กไบค์ Ducati Scrambler 400cc มาขับได้เลยหนึ่งคัน)

ดังนั้น ถ้า V-Moda ติดอันดับด้วย จะให้ไม่พูดถึงหูฟังที่เพิ่ง sold out ไปจนเป็นข่าวครึกโครมก็คงจะกะไรอยู่ ขอแนะนำงาน collaboration ของดีไซน์เนอร์ชื่อดัง Dolce & Gabbana กับบริษัทผลิตหูฟังไฮโซ FRENDS หูฟังมงกุฎสีทองคำ ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ ไข่มุกแท้ หนังแท้ย้อมสีทอง ทุกคู่ประกอบด้วยมือช่างผู้ชำนาญการในอิตาลี – เรื่องคุณภาพเสียงไม่รู้จริงๆ ค้นแล้วไม่เจอว่ามีเจ้าไหนซื้อมารีวิวเลย แต่ถ้าให้เดาสุ่มๆ เราควรจะมองมันเป็นสินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับมากกว่าจะมาขุดคุ้ยกันถึงคุณภาพเสียงละนะ

Honor2 FRENDS with Dolce and Gabbana Rihanna-Instagram
Honor1 FRENDS with Dolce and Gabbana

 

และแล้วก็มาถึง ตัวจริงเสียงจริง

1.Sennheiser Orpheus HE1060 (1,970,000 บาท หรือ เป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม 1 ห้องนอนใกล้รถไฟฟ้าแถบรอบเมืองได้หนึ่งห้อง )

Orpheus HE1060 ไม่ได้แพงเพราะกระแส hype กันไปเอง ไม่ได้แพงเพราะยัดวัตถุดิบแพงๆลงไป แต่แพงเพราะว่านี่คือศูนย์รวมของเทคโนโลยีการทำหูฟังจากบริษัท Sennheiser ที่กลั่นกรองออกมาให้คุณได้เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ในอดีตปี 1991 Orpheus HE90 โมเดลต้นฉบับเคยวางขายมาแล้วที่ราคาประมาณ 600,000 บาท ซึ่งขายหมดเกลี้ยง 300 คู่ อีกทั้งราคาขายต่อมือสองก็แพงทะลุราคาซื้อไปอีกสองเท่าตัว เป็นการการันตีว่า อันนี้ตัวจริง พี่ไม่ได้มาเล่นๆ ถ้าน้องบอกให้พี่แพง พี่ก็จะแพงกว่าใคร ถ้าน้องบอกให้พี่เสียงดี เสียงพี่ก็จะดีกว่าใคร

ทำความเข้าใจกันก่อน คุณจะเอา Orpheus จิ้มเข้า iPhone แล้วกดฟังเลยไม่ได้ เนื่องจากมันเป็นหูฟังแบบไฟฟ้าสถิตย์เหมือน SHURE ในข้อ 8. และ STAX ในข้อ 6.  หูฟังประเภทนี้ต้องมีอุปกรณ์ขับเสียงที่ถูกต้องเพื่อใช้งาน ซึ่งนั่นก็คือที่มาของกล่องลายหินอ่อนที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง pre-amp และ power-amp ให้หูฟังอันนี้ Orpheus HE1060 ไม่ได้ผลิตมาจำนวนจำกัดเหมือนรุ่นแรก เพียงแต่อาจจะผลิตได้ช้าหน่อย เนื่องจากกว่าจะมาเป็นหูฟังแต่ละอันครบเซ็ท Sennheiser เคลมว่าต้องใช้แรงงานถึง 50 คน และมีกำลังการผลิตเพียงแค่ 250 อันต่อหนึ่งปีเท่านั้น ไม่แน่นะ ในอนาคตเงิน 2 ล้านบาทอาจจะไม่ใช่อุปสรรคที่กั้นคุณกับการนำคุณภาพเสียงที่ทุกสำนักรีวิวให้คำนิยามว่า ”ดีที่สุดในโลก” มาสู่หูคุณอีกต่อไป

1.0 Sennheiser orpheus
1.1 Sennheiser orpheus
1.2 Sennheiser orpheus

Story by: เอม – ธิติพันธุ์ อนะวัชพงษ์ มือกลองวง Slur