หูฟังคือป้อมปราการด่านสุดท้ายก่อนที่เสียงเพลงจะเดินทางมาถึงแก้วหูของคุณ แม้ว่าจะคุณมีต้นฉบับไฟล์เสียงที่ sampling rate 96 kHz เล่นผ่าน Amplifier ค่าตัวห้าหลัก จากนั้นก็ส่งต่อไปยัง… เอิ่ม… หูฟัง 199.- ที่เพื่อนให้ยืมมาเพราะทนรำคาญเราเปิดเพลงเสียงดังไม่ได้ – มันไม่ใช่ไง ถ้าเราเตรียมระบบกันมาฟูลออฟชั่นกันเสียขนาดนี้เราจะมาตกม้าตายกันตอนจบได้อย่างไร  หากการเงินไม่ใช่อุปสรรคขวางกั้นคุณกับสุนทรีย์ศาสตร์แห่งการฟังเพลง เราขอแนะนำ 10 อันดับหูฟังขั้นเทพสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่ 7 ที่จะมาสนองเยื่อแก้วหูและยอดบัตรเครดิตของคุณได้อย่างถึงอกถึงใจ

มายเหตุ ข้อมูลทั้งหมดถูกรวมรวมมาจาก highsnobiety.com, forbes.com, alux.com, และ top101news.com โดย ตัดหูฟังที่จัดเข้าหมวดหมู่เครื่องประดับ(เช่น หูฟังปกติราคา 4,000บาท แต่ฝังเพชรเข้าไปเยอะๆ ก็เลยแพง) หรือ หูฟังที่ไม่ได้มีวางขายทั่วไป (เช่น รุ่นพิเศษเพื่อการประมูลครบรอบ 50 ปี ที่คนประมูลกดไป 2 แสนบาท) ออกไป ภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นของกลางเดือน มกราคม 2016

10. UE PRM (71,600 บาท)

UE หรือ Ultimate Ears เป็นบริษัทผลิตหูฟัง custom mold in-ear monitor* ให้ศิลปินชั้นนำของโลกขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่มามากมาย และรุ่น Personal Reference Monitors นี้ก็เช่นกัน จัดได้ว่าเป็นรุ่นสูงสุดของ UE ที่คุณสามารถนำมาสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้จริง ด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัดยัดเข้ารูหูเรียบหรูเจียมตัวแบบที่ไม่ต้องประกาศให้ทุกคนบน BTS ทราบว่า “เฮ้ เราใช้หูฟังแพงนะ มองนี่สิ ดูนี่สิ”

อธิบายเพิ่มเติม: *custom mold inear monitor ที่ว่าก็คือการหล่อเรซิ่นเป็นชิ้นหูฟังที่มีลักษณะเหมือนรูหูของคุณแบบเป๊ะๆ ทิ่มแทงแยงหูของคุณคนเดียวในโลก ซึ่งข้อดีของความฟิตพอดีนี้คือจะช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้างออกไปได้มากโข ให้คุณสัมผัสกับเสียงดนตรีจริงๆ

10 UE PRM_2
10 UE PRM_1

9. HiFiMan HE1000 (107,500 บาท)

บริษัท HiFiMan แจ้งเกิดในตลาดหูฟังเมื่อ 5 ปีที่แล้วด้วยหูฟังรุ่น HE-400S ที่ราคาหนึ่งหมื่นบาทนิดๆ และได้รับการตอบรับมาเป็นอย่างดีถึงความคุ้มค่าของเสียงที่ได้ต่อราคาที่จ่ายไป และ มาถึงปี2016 นี้ พวกเขาก็ได้ออกหูฟังรุ่น top ของบริษัท – ด้วยราคา คูณ 10 เข้าไปจากราคาเดิม! – เพิ่มเติมด้วยการเคลมว่า เจ้า HE-1000 ตัวนี้ใช้ไดอะแฟรมที่บางในระดับนาโนเมตรเป็นครั้งแรกในโลก โดยที่ผ่านการวิจัยที่ทำงานกันมายาวนานถึง 7 ปีเลยทีเดียว ด่วน! สั่งวันนี้ แถมฟรีกล่องใส่พร้อมป้ายชื่อคุณเองบนกล่องให้เป็นที่ระลึก

9 HiFiMan HE-1000

8. SHURE KSE1500 (134,300 บาท)

in-ear monitor แบบ ear-bud รุ่นเดียวที่ติดเข้ามาในการจัดอันดับครั้งนี้ ear-bud เป็นก้านจิ้มเข้าไปในรูหู มักมีส่วนประกอบเป็นโฟมหรือยางเพื่อให้แนบสนิทชิดกับรูหูหลังสวมใส่ SHURE เลือกทำหูฟังแบบ electrostatic ซึ่งไดอะแฟรมที่เบาดุจไร้น้ำหนัก ขยับไปมาในสนามไฟฟ้าสถิตย์ ซึ่งเมื่อยิ่งเบา ยิ่งบาง ก็ยิ่งขยับให้รายละเอียดของเสียงได้มากกว่า Shure KSE1500 ขายเป็นชุดพร้อมกล่อง Amplifier และสายหูฟังพิเศษปลอกเคฟล่าร์ด้วยอีกต่างหาก – ที่มันแพงขนาดนี้ ก็ตรงที่มีไอ้กล่อง amp นี้มาให้ด้วยเนี่ยแหละ

8 SHURE KSE1500

7. Audeze LCD4 (143,100 บาท)

ก่อนหน้านี้ Audeze มีหูฟังรุ่นเรือธงชื่อ LCD-3 ที่ประสบความสำเร็จมากมายเมื่อ 4 ปีก่อน ด้วยราคาประมาณ 7หมื่นบาท LCD-3 จึงจัดอยู่ในอับดับที่ 11 และ ไม่ติด list นี้ในปี2016 นี้พวกเขาคงยอมไม่ได้ ก็เลยกลับมาอีกครั้งกับรุ่นโคตรเรือธงที่ชื่อ LCD-4 ที่ราคาคูณ 2 เข้าไป – ประวัติคล้ายๆกับ HiFiMan ในอันดับที่ 9 นั่นแหละ คือ ออกรุ่นเรือธงใหม่ ราคาก็คูณเข้าไป และ แข่งกันทำไดอะแฟรมให้บางแล้วบางอีก – ถ้าใครอยากได้จริงๆไม่ใช่แค่มีเงินแล้วซื้อได้นะ ต้องเชิญเข้าคิวรอก่อน เพราะทาง Audeze ทำ LCD-4 ทีละตัวตาม order เท่านั้น

7 Audeze LCD-4

 

6.STAX SR009 (160,000 ทอน 500 บาท)

STAX คือบริษัทผลิตหูฟังสัญชาติญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1983 และมีชื่อเสียงเรื่องการผลิตหูฟังแบบไฟฟ้าสถิตย์ขึ้นเป็นเจ้าแรกในโลกภายใต้ชื่อรุ่น SR-1 ในปี 1960 จนถึงปัจจุบัน STAX ก็ยังยืดหยัดกับเทคโนโลยีหูฟังแบบไฟฟ้าสถิตย์เหมือนเดิมเพียงแต่พัฒนารีดศักยภาพให้ถึงขีดสุดจนออกมาเป้น STAX SR-009 (ถ้าลงลึกกว่านี้ก็จะเต็มไปด้วยศัพท์ที่อ่านไม่รู้เรื่องกันละ)

ราคานี้ได้แค่หูฟังนะ ยังไม่รวมกล่อง Amplifier แยกต่างหากแบบที่อันดับ 8. SHURE KSE1500 มีแถมมาให้ในชุด สนทนาราคาคร่าวๆ กล่อง Amplifier แบบไม่ใช่ไก่กาสมราคาหูฟังก็น่าจะต้องเพิ่มอีกราวๆ 70,000 นั่นแหละครับ

6 STAX SR-009

 

อาทิตย์หน้ามาต่อกันที่ อันดับ 5 4 3 2 1 ซึ่ง แน่นอนว่าเพดานราคาระดับซื้อรถยุโรปขับได้กันเลยทีเดียว รอรับชมครับ

 

Story by: เอม – ธิติพันธุ์ อนะวัชพงษ์ มือกลองวง Slur