01

 

เพียงอินโทรของซิงเกิ้ลแรกในรอบ 4 ปีจาก บรูโน่ มาร์ส อย่าง 24K Magic ดังขึ้น ก็เหมือนร่างกายถูกสั่งการให้ขยับเขยื้อนไปตามจังหวะแห่งดนตรีดิสโก้ฟังค์อันคึกคัก ใช่แล้ว… ศิลปินหนุ่มวัย 31 ปีเจ้าของ 4 รางวัลจากเวทีแกรมมี่ อวอร์ดส ผู้นี้กลับมาพร้อมกับสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ที่ชื่อ 24K Magic เหมือนซิงเกิ้ลไม่มีผิดเพี้ยน

นับจากความสำเร็จตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกในชีวิตเมื่อปี 2010 อย่าง Doo-Wops & Hooligans ที่มีเพลงฮิตไปทั่วโลกอย่าง The Lazy Song, Just The Way You Are และ Marry You บรูโน่ มาร์ส ก็ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสปอตไลท์อันเจิดจ้ามาตลอด ยิ่งเมื่ออัลบั้มต่อมาที่ออกในอีก 2 ปีให้หลังที่ใช้ชื่อว่า Unorthodox Jukebox เขาก็สถาปนาชื่อตัวเองให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์แห่งวงการเพลงอย่างเต็มตัว ด้วยเพลงอย่าง Locked Out of Heaven, Treasure หรือแม้แต่ When I Was Your Man นี่ยังไม่นับแทร็คที่ชื่อ Uptown Funk! ที่ดังระเบิดระเบ้อจนคว้าแกรมมี่ไปนอนกอดถึง 2 สาขา จากการร่วมงานกันระหว่าง บรูโน่ และโปรดิวเซอร์ชื่อดังสัญชาติอังกฤษ มาร์ค รอนสัน นั่นเอง

และระหว่างที่รอเพลงใหม่จากหนุ่มเจ้าของสมญานาม Little Elvis จู่ๆ เขาก็บุกไปขึ้นเวที Halftime Show แห่งการแข่งขันซูเปอร์โบว์ลถึง 2 ครั้ง 2 ครา โดยในปี 2014 เขาคือเจ้าของเวทีและเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดทั้งจากการโซโล่กลองชุด รวมถึงขนเหล่าเพลงฮิตมาร้องโชว์เพียบ ก่อนที่ซูเปอร์โบว์ลครั้งล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โชว์ในช่วงแรกของ Coldplay อาจจะดูเนือยไปสักหน่อย แต่พอหนุ่มบรูโน่ขึ้นมาแบทเทิลกับขุ่นแม่บียอนเซ่เท่านั้นล่ะ… เวทีลุกเป็นไฟเลยทีเดียว

final-album-and-single-cover

 

สัญญาณความบันเทิงครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทั่วโลกได้ฟังซิงเกิ้ลแรกอย่าง 24K Magic (ใครอยากอ่านสำเนียงภาษาไทยโปรดอ่านว่า ทเวนตี้โฟร์ กะรัต แมจิค) พร้อมกัน สำเนียงแห่งดิสโก้ฟังค์จัดจ้านเสมือนเป็นภาคต่อของ Uptown Funk! อยู่กลายๆ ผสมผสานสีสันแปลกใหม่จากเสียงซินธิไซเซอร์ และมีบางช่วงที่เราแอบนึกถึงแทร็คอย่าง Treasure อยู่บ้างเล็กน้อย แม้ความติดหูจะไม่เทียบเท่าเพลงสุดฮิตที่เขาทำกับ มาร์ค รอนสัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะโยกร่างกายไปตามกรู๊ฟที่มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก และการที่ บรูโน่ ออกมาบอกว่า ซิงเกิ้ลนี้เปรียบเสมือนการ์ดเชิญให้ไปร่วมงานปาร์ตี้ก็ทำให้เราเริ่มจะเดาภาพรวมของอัลบั้ม 24K Magic ออกบ้างแล้ว

ดูเหมือนว่า บรูโน่ มาร์ส จะต่อยอดความสำเร็จในแนวทางดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะครึ่งแรกของอัลบั้มซึ่งอัดแน่นไปด้วยกรู๊ฟอันแสนจะคึกคัก พร้อมทั้งหยิบยืมเอาเสียงสังเคราะห์จากยุค 80s มาใช้ได้อย่างหวือหวา อันจะเห็นได้ชัดจาก Chunky ท่วงทำนองต่อเนื่องจากไตเติ้ลแทร็คที่เสียงซินธ์มีบทบาทเด่นชัดมากกว่าด้วยซ้ำ ส่วนแทร็คที่ชื่อ Perm ก็ทำเอาอยากหยิบ Living in America ของ เจมส์ บราวน์ มาฟังต่อเสียให้รู้แล้วรู้รอด ไลน์กลองและเบสเหนียวหนึบ มีเซสชั่นเครื่องเป่าสอดแทรกอยู่เป็นระยะ ที่น่าสนใจคือการนำเอาเสียงนกหวีดเข้ามาผสมผสานจนนึกภาพในคอนเสิร์ตที่วงแบ็คอัพอย่าง The Hooligans เอานกหวีดมาเป่าบนเวทีกันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่ That’s What I Like บรูโน่ ก็ได้พาคนฟังนั่งคาดิลแลคกินลมชมวิวไปกับท่วงทำนองแบบฮิปฮอปอาร์แอนด์บีได้เท่มากๆ

 

“อัลบั้มนี้มีจิตวิญญาณแห่งยุค 90s” บรูโน่ มาร์ส เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ Elvis Duran and the Morning Show สิ่งที่เขาพูดมาปรากฏให้เห็นและให้ได้ยินกันในครึ่งหลังของอัลบั้ม Versace on the Floor ซิงเกิ้ลที่ 2 ที่ฟังครั้งแรกเราถึงกับอุทานออกมาว่า Boyz II Men กับดนตรีป๊อปอาร์แอนด์บีที่ขับเน้นความเป็นบอยแบนด์ในยุคต้น 90s อยู่พอควร เนื้อหาแอบติดเรตเล็กๆ แต่ฟังแล้วโรแมนติกชะมัด  ต่อเนื่องด้วยแทร็คที่สานต่อในไดเรกชั่นเดียวกันอย่าง Straight Up & Down ที่อาจจะเป็นแทร็คที่โดดเด่นน้อยที่สุดของอัลบั้ม ส่วน Calling All My Lovelies ที่หนุ่มบรูโน่โทรไปหาสาวที่ชื่อ ฮัลลี เบอร์รี แต่เธอไม่รับสาย (และที่ได้ยินในเพลงนั่นคือเสียงจริงของสาวฮัลลี!) ก็มีการเพิ่มบีตขึ้นมาเล็กน้อย และเช่นเดิมกับซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ที่ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบทเพลง ก่อนจะกลับมาโยกเบาๆ อีกครั้งกับ Finesse เพลงป๊อปจ๋าๆ สนุกสนานผสมผสานท่อนแร็พ ฟังแล้วนึกถึงมิวสิควิดีโอบอยแบนด์ใน MTV ที่เต้นด้วยความพร้อมเพรียงอยู่ไม่เบา และปิดท้ายอัลบั้มด้วย Too Good To Say Goodbye ที่ได้ เคนเน็ธ เอ็ดมอนด์ส หรือ Babyface มาช่วยแต่ง และส่วนผสมดังกล่าวก็ส่งมอบอารมณ์ย้อนยุคและร่วมสมัยในคราเดียวกันสู่แทร็คนี้ได้อย่างสง่างามและไพเราะทีเดียว

 

บรูโน่ มาร์ส ยังคงต้องมนต์สะกดของดนตรีดิสโก้ฟังค์อย่างต่อเนื่อง แต่กระนั้นเขาก็เลือกที่จะหยิบเอาซาวนด์อื่นๆ ในยุคใกล้เคียงมาผสมผสานอยู่ในอัลบั้ม 24K Magic ไม่ว่าจะเป็นเสียงซินธิไซเซอร์จากปลายยุค 80s รวมถึงกลิ่นอายป๊อปอาร์แอนด์บีในช่วงต้น 90s เพื่อให้มีสีสันอันหลากหลายและไม่เอียนไปกับความเป็นฟังกี้เพียงอย่างเดียว โดยเขายังรับหน้าที่โปรดิวซ์ด้วยตนเองร่วมกับ ฟิลิป ลอว์เรนซ์ และ โบรดี บราวน์ ภายใต้ชื่อ Shampoo Press & Curl นั่นเอง

แน่นอนว่าการหยิบยืมเอาซาวนด์ดนตรีจากยุคก่อนมาใช้นั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาในวงการเพลง แต่หลายศิลปินกลับไม่สามารถตีโจทย์และสร้างสไตล์ใหม่ของตนเองออกมาได้ ทว่า บรูโน่ มาร์ส ได้สร้างซิกเนเจอร์อันแข็งแกร่งจาก Uptown Funk! ต่อเนื่องมาจนถึงอัลบั้มชุดนี้ได้อย่างน่าติดตาม เพราะไม่เพียง บรูโน่ จะพาคนฟังทั่วโลกกลับไปสู่เสน่ห์แห่งดนตรีในยุคดังกล่าวด้วยการมิกซ์อันยอดเยี่ยม การคุมมู้ดแอนด์โทนไม่ว่าจะเป็นมิวสิควิดีโอ คอสตูมอันอู้ฟู่ (โดยเฉพาะ Versace ที่กลายเป็นแบรนด์ประจำตัว บรูโน่ ไปแล้ว) รวมถึงเนื้อเพลงที่กล่าวถึงรถหรูและสาวๆ ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

02

 

อีกทั้งเรนจ์ของเสียงร้องอันแหลมสูงภายใต้ความแหบพร่ายังคงเป็นเสน่ห์ของเขา โดยเฉพาะนับจาก When I Was Your Man จากอัลบั้มที่แล้วสู่ Versace on the Floor ในอัลบั้มนี้ที่ช่างจับใจเสียเหลือเกิน และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือวงแบ็คอัพที่ชื่อ The Hooligans ที่กลายเป็นส่วนเติมเต็มทั้งในบทเพลงและโชว์ของ บรูโน่ มาร์ส มาตลอด

ทุกเพลงในอัลบั้ม 24K Magic มีศักยภาพพอที่จะเป็นเพลงฮิตติดชาร์ต และพร้อมจะเป็นเพลงที่เล่นสดได้เร้าใจและไพเราะเหมือนที่เราเคยประทับใจจาก “Bruno Mars The Moonshine Jungle Tour 2014 Live in Bangkok” ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เชื่อเหลือเกินว่าเวทีแกรมมี่ อวอร์ดส ปี 2018 และอีกหลายสถาบัน บรูโน่ มาร์ส น่าจะจับจองสิทธิในการเป็นผู้ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล รวมถึงโอกาสในการคว้าแกรมมี่มาครองอีกครั้งอาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Warner Music Thailand