02

เมื่อช่วงต้นปี 2015 วงป๊อปพังค์ตัวพ่ออย่าง Blink-182 ประกาศข่าวใหญ่ช็อคแฟนเพลงทั่วโลก เมื่อทางวงได้แยกทางกับ ทอม ดีลองก์ มือกีตาร์และนักร้องนำที่อยู่กับวงมาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกเนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า ทอมกำลังมีโปรเจกต์ส่วนตัวหลายสิ่งหลายอย่างและไม่มีเวลาให้วงมากพอ พวกเขาได้ แมตต์ สคิบา แห่งวง Alkaline Trio มาร่วมผนึกกำลังกับ มาร์ค ฮอพพัส (เบส, ร้องนำ) และ ทราวิส บาร์เกอร์ (กลอง) ในอัลบั้มชุดใหม่ California ท่ามกลางการจับตามองจากทั้งเหล่าสาวกและบรรดานักวิจารณ์ว่า… จะรอดไหมในซีนป๊อปพังค์ ณ ปัจจุบันที่ค่อนข้างเงียบเชียบเลยทีเดียว

อัลบั้ม California เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 7 ของ Blink-182 ต่อจาก Cheshire Cat (1995), Dude Ranch (1997), Enema of the State (1999), Take Off Your Pants and Jacket (2001), Blink-182 (2003) และ Neighborhoods (2011) โดยได้โปรดิวเซอร์สายพังค์อย่าง จอห์น เฟลด์มานน์ มือกีตาร์และนักร้องนำวง Goldfinger ที่เคยร่วมงานวงดนตรีระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็น The Used, Disturbed, Good Charlotte หรือแม้แต่วงรุ่นใหม่ๆ อย่าง All Time Low, 5 Seconds of Summer หรือแม้แต่ ONE OK ROCK

และดูเหมือนว่าการคัมแบ๊คของ Blink-182 ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงหนนี้จะสามารถลบคำครหาจากทั่วทุกสารทิศได้อยู่ไม่น้อย โดยนับตั้งแต่ปล่อยซิงเกิ้ลแรก Bored To Death ออกมาเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน เพลงนี้ขึ้นไปถึงอันดับ 1 บนชาร์ต Alternative Songs ของบิลบอร์ด และอัลบั้ม California ของพวกเขาก็เคยล้มแชมป์ 9 สัปดาห์อย่างอัลบั้ม Views ของ Drake บนชาร์ต Billboard 200 ได้อีกด้วย ซึ่งนับเป็นการครองแชมป์เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีของพวกเขา รวมถึงข้ามฟากไปสู่ตำแหน่งสูงสุดบนชาร์ตฝั่งอังกฤษได้อีกต่างหาก

“อัลบั้ม California เปรียบเสมือนบ้าน นั่นน่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด เวลาคุณฟังอัลบั้มชุดนี้ คุณจะรู้สึกถึงตัวตนของ Blink-182 อย่างแท้จริง ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้นมาสักพักแล้ว”  มาร์ค ฮอพพัส เคยให้สัมภาษณ์กับ fuse.tv ซึ่งนั่นก็เป็นความรู้สึกเดียวกันกับแฟนเพลงหลายกลุ่มที่มองว่า อัลบั้มชุดนี้มันสุดแสนจะคลาสสิค เหมือนได้ย้อนกลับไปสู่โลกแห่งป๊อปพังค์ในยุคแรกๆ ของพลพรรค Blink-182 แต่กระนั้นก็ยังมีอีกหลายมุมมองที่มีความคิดเห็นว่า น่าเบื่อ และไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่

03

Blink-182 ปล่อยเพลงออกมาให้ฟังทางยูทูปครบถ้วนทุกเพลงแล้ว เปิดฉากอย่างเร้าใจด้วยแทร็คแรกความยาวเพียง 1 นาที 56 วินาทีกับ Cynical ที่เร้าอารมณ์สุดๆ เรียกได้ว่าใส่กันไม่ยั้งเลยทีเดียว ต่อด้วยซิงเกิ้ลเปิดตัว Bored To Death ที่หลายคนคงได้ฟังกันแล้ว จังหวะมีเดียมชวนโยกของเพลงนี้ทำให้เรานึกย้อนไปถึงเพลงดังของพวกเขาอย่าง Stay Together For the Kids มากทีเดียว เพิ่มจังหวะขึ้นมากับ She’s Out of Her Mind ที่ท่อนฮุคป๊อปสุดๆ แถมมีสีสันของเสียงเปียโนเข้าไปผสมเล็กน้อย ก่อนจะไปมันขั้นสุดกับ Los Angeles ที่ผู้เขียนชื่นชอบมากที่สุดในอัลบั้ม ไลน์กลองของ ทราวิส หวือหวาน่าติดตามมาก เล่นสดคงเดือดน่าดู โดยเฉพาะท่อนฮุคต้องมีโดดกันยับบ้างล่ะ

Sober เป็นอีกแทร็คที่ตัดเป็นซิงเกิ้ลได้สบายๆ ด้วยเมโลดี้ฟังง่ายๆ ร้องตามท่อน “นา นา นา” กันทั้งฮอลล์แน่ ก่อนที่ Blink-182 จะเซอร์ไพรส์คนฟังกับเพลงความยาว 16 วินาทีอย่าง Built This Pool และกลับไปป๊อปๆ พังค์ๆ อีกครั้งกับ No Future ที่น่าจะฮิตติดหูได้ไม่ยาก ก่อนจะเปลี่ยนโหมดสู่เพลงช้าๆ อย่าง Home Is Such A Lonely Place

ยังมีอีกหลายแทร็คที่ฟังครั้งแรกยังไงก็รู้ว่าเป็น Blink-182 ด้วยซาวนด์ป๊อปพังค์จ๋าๆ ไม่ว่าจะเป็น Kings of the Weekend, Teenage Satellites, San Diego หรือ California ส่วนใครชอบพังค์แบบอึกทึกครึกโครมลองฟัง Rabbit Hole และ The Only Things That Matters ดู รับรองว่าปลาบปลื้มในความเร่งเร้าของเพลงแน่ๆ ที่แปลกหูหน่อยคงต้องยกให้ Left Alone ที่มีการใส่เสียงสังเคราะห์เข้าไปผสมผสานอยู่บ้างพอเป็นสีสัน และพวกเขาก็ปิดท้ายอัลบั้มชุดนี้ด้วยเพลง 30 วินาทีที่มีชื่อเก๋ๆ ว่า Brohemian Rhapsody (อย่าไปจำสลับกับเพลงของวง Queen ล่ะ)

01

 

บอกตามตรงว่าการเปลี่ยนแปลงสมาชิกในวงครั้งนี้ถือว่าเสี่ยงเอามากๆ เพราะมันมาพร้อมกับความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมของเหล่าสาวก Blink-182 เลยทีเดียว ไม่ใช่ว่า แมตต์ สคิบา ทำหน้าที่ได้ไม่ดีนะ เรียกได้ว่าได้ตามมาตรฐานเสียมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีความหวือหวาหรือโดดเด่น สิ่งที่ขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัดคงเป็นเรื่องเสียงร้องในแบบฉบับของ ทอม ดีลองก์ ที่ก่อนหน้านี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ กับ มาร์ค ฮอพพัส แต่สำหรับแมตต์ที่มีโทนเสียงไม่ต่างจากมาร์คมากเท่าใดนักกลับทำให้เพลงของ Blink-182 ขาดเสน่ห์ไปไม่น้อย

ส่วนเรื่องของตัวเพลง หากเอ่ยคำว่า “ป๊อปพังค์” ขึ้นมาประกอบย่อหน้านี้ ถือว่า Blink-182 ทำได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ละเพลงตอบโจทย์ในวิถีทางของแนวดนตรีป๊อปพังค์อันเป็นสัญลักษณ์ของวงดนตรีที่โลดแล่นอยู่ในวงการมามากกว่า 20 ปีวงนี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่สำหรับคนที่คาดหวังว่าจะได้ฟังอะไรใหม่ๆ คงต้องน้อมรับความผิดหวังกลับบ้านไป เพราะแทบจะไม่มีเพลงไหนที่แปลกแตกต่างไปจากอัลบั้มก่อนๆ เลย ไม่แน่ว่าอาจเป็นความตั้งใจของวงอย่างที่ มาร์ค ฮอพพัส ให้สัมภาษณ์ไว้ก็เป็นได้ รวมไปถึงการแสดงสดที่เราแวบไปเสิร์ชดูบนยูทูปที่พลังความบ้าบิ่นบนเวทีได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ก็เข้าใจถึงเรื่องอายุอานามที่เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่คิดว่าพลังจะหายไปได้มากขนาดนั้น

สิ่งที่น่าพูดถึงมากที่สุดในอัลบั้ม California ในความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคงต้องยกให้แต่ละไลน์กลองของพ่อหนุ่ม ทราวิส บาร์เกอร์ ที่พอจะเชิดหน้าชูตาและกระตุ้นต่อมฮอร์โมนให้พลุ่งพล่านในทุกครั้งที่ฟังได้ตลอด เอาเป็นว่า รอดหรือไม่รอด คนฟังต้องตัดสินเองแล้วล่ะ

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Warner Music Thailand