max

 

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้…

ประวัติศาสตร์แห่งวงการดนตรีแปรเปลี่ยนผ่านยุคสมัยมานับไม่ถ้วน ผ่านวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ผ่านนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ปฏิวัติทั้งวิธีการฟังและเล่นดนตรี  ทุกอย่างแปรผันตามความต้องการของทั้งนักประพันธ์  นักดนตรี นักธุรกิจ และตัวผู้ฟังเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากเครื่องเล่นแบบไขลานที่เรียกว่า แกรมโมโฟน กลายเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงไวนิล จากตลับเทปแปดแทร็คขนาดใหญ่กลายมาเป็นเทปคาสเสตต์ พอย่างเข้ายุค 1980s ระบบดิจิตัลถูกพัฒนาเพื่อทดแทนระบบอนาล็อก ทำให้การบันทึกเสียงเพื่อผลิตแผ่นเสียงรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ในทางเดียวกันคุณภาพเสียงก็พัฒนาเคียงคู่กันไปด้วย หลังจากที่ซีดี หรือคอมแพ็กต์ ดิสก์ ได้รับการพัฒนาขึ้น มันก็ได้พลิกโฉมหน้าของอุตสาหกรรมดนตรีไปอย่างสิ้นเชิง พอมาปลายปี 80s ซีดีก็ครองตลาดเบ็ดเสร็จเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ทว่าใต้ฟ้าไม่มีสิ่งใดจีรัง ไม่นานหลังจากนั้นซีดีกลับถูกรุกรานด้วยไฟล์ MP3 เมื่อความสะดวกสบายในการฟังมีมาก ความสวยงามของแผ่นเสียงก็กลับมามีคุณค่าขึ้นอีกครั้งในช่วงหลายปีให้หลัง เห็นได้ชัดว่าศิลปะในการฟังเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก การเดาอนาคตของวงการเพลงจึงเหมือนกับการพยายามแล่นเรือเข้าไปในหมอกทะเลซึ่งท้ายที่สุดก็วนกลับมาขึ้นฝั่งที่จุดเดิม

สิ่งต่างๆ ได้เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ บ้างก็ไปข้างหน้า บ้างก็วกกลับมาที่เดิมด้วยความคิดถึง ซึ่งสุดท้ายแล้วความย้ำคิดย้ำทำของดนตรีจะนำพามาซึ่งความสมดุล

ในทางเดียวกัน วงการเพลงในแต่ละยุคก็แสดงบทบาทและพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า ตลาดมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ดุลยภาพเสมอ มีสัญญาณมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บลิขสิทธิ์ตามร้านอาหารและสถานบันเทิง การกำเนิดของ streaming การก่อตั้งบริษัท Publishing Company ซึ่งหากดูภาพรวมแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังเปลี่ยนแปลง

การมี Publishing Company เพื่อดูแลลิขสิทธ์เพลงเป็นสิ่งที่เราทำกันตามกฎหมายมาช้านาน  ไม่ว่าจะเป็นศิลปินจากค่ายเพลงหรือศิลปินอิสระ ถ้าทำงานอย่างมืออาชีพและปกป้องสิทธิพื้นฐานของคนร่วมอาชีพด้วยกัน การดูแลลิขสิทธิ์เป็นงานที่ต้องทำให้เป็น เราต้องเก็บดอกเก็บผลจากค่าลิขสิทธ์ แม้จะไม่แพงเลย แต่ก็เป็นส่วนสร้างรายได้ ควรจะมีการเก็บเงินเพื่อให้เป็นระบบและเกิดความเข้าใจเท่าๆ กันทั้งคนทำเพลงและคนฟังเพลง

ตอนนี้ดนตรีไม่ได้มาในรูปของการขายแบบจับต้องได้ แต่โยกมาอยู่ที่การแสดงคอนเสิร์ต และค่าพรีเซนเตอร์ซึ่งถ้าเป็นศิลปินชื่อดังจะแพงมหาศาล ค่าดาวน์โหลดและรายได้จาก streaming คงไม่พอยาไส้ ซีดียิ่งแล้วใหญ่ หลังๆ ที่พอทำได้คือส่วนแบ่งรายได้จากยอดวิวในยูทูป น่าเศร้าที่น้อยคนจะได้รายได้จากผลงานเพลงที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง (ออริจินัล) หรือไม่ต้องผ่านค่ายเพลง ส่วนใหญ่จะเล่นคัฟเวอร์เพลงที่กำลังดังอยู่ในกระแส ถามว่าเล่นเพลงคนอื่นจะได้เงินไหม ก็ไม่ เพราะมันเป็นลิขสิทธ์ของคนอื่นเขา ถึงแม้ตกลงกันแล้วจะได้ส่วนแบ่งหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เล่นเพลงตัวเองก็เกิดคำถามขึ้นอีกว่า แล้วจะมีคนมาดูมาฟังหรือ? สุดท้ายการได้ยอดเข้าชมเยอะคือต้องมีปัจจัยอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถทางดนตรี ความคิดสร้างสรรค์ หรือความพยายามที่จะสัมผัสหัวใจคนฟังแต่อย่างใด

… จิตวิญญาณของนักดนตรีไทยกำลังถูกย่ำยี และสิ่งนี้เราต้องช่วยกันเปลี่ยน …

สิ่งที่เคยว่าถูกอาจไม่ถูกเสมอไป อย่างที่เขียนไปตั้งแต่ต้น ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ทัศนคติของเราเองก็ต้องเปลี่ยนได้เช่นกัน เพียงแต่อาจต้องใช้ความกล้าและความเชื่อมหาศาลอยู่สักหน่อย วงการเพลงไทยกำลังหาสมดุล น่ายินดีที่ตอนนี้คนฟังมีหลากหลายช่องทางให้ได้เลือกใช้ คนฟังไม่ได้โง่ พวกเราฉลาดพอที่จะเลือกเปิดฟังเพลงที่ชอบ กลไกการตลาดจะเข้ามาทำงานตรงนี้ ในช่วงที่พ่อค้าเพลงยัดเยียดเพลงจำพวกหนึ่งให้ การล้นตลาดของสินค้าเพลงที่จำเจจะทำให้คนฟังหันไปหาทางเลือกอื่น เช่นบางครั้งการฟังเพลงต่างประเทศแม้ไม่เข้าใจเนื้อหาแต่อาจได้รับความรู้สึกบางอย่างกลับมาได้มากกว่า

เพราะแท้จริงแล้วคนฟังคือต้นน้ำของวงการดนตรี ถ้าศิลปินไม่จริงจังกับการทำงานที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง ความศักดิ์สิทธ์และมูลค่าของงานจะเหือดแห้งไปอย่างช่วยไม่ได้

อ่านมาถึงตรงนี้ศิลปินหลายคนอาจก่นด่าได้ว่า พูดง่ายแต่ทำยากนี่ ใครๆ ก็อยากทำเพลงที่ตัวเองชอบทั้งนั้น แต่ค่ายเพลงไม่ซื้อก็จบ ลองนึกย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของการทำค่ายเพลงคือความเป็นเพื่อนเพื่อช่วยเหลือกันทำเพลง ประสานงาน ประชาสัมพันธ์ และจัดจำหน่าย แต่เราอยู่ในยุคอินเทอร์เน็ต ยุคที่เราสามารถติดต่อคนฟังของเราได้โดยตรง และทำทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นได้ด้วยคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว แต่ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นศิลปินอิสระ เพียงเปลี่ยนมุมมองสักเล็กน้อยและใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ เพื่อเข้าถึงคนฟังที่รักของเราอย่างซื่อสัตย์ ขายข้าวให้ถึงมือคนกิน บางทีเมื่อเราชัดเจน ไม่ว่าจะอิสระหรือสังกัดค่ายอะไรๆ ก็ไม่สำคัญ… ถ้าได้เล่นดนตรี

และเมื่อพวกเราก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความไร้สมดุลนี้ไปแล้วมองกลับมาอาจพบว่ามันคุ้มค่าพอที่จะเสี่ยง

 

Story by: แม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ (ศิลปินอิสระ และนักร้องนำวง Henri Dunant)