4

หายไปปีครึ่ง เพราะติดงานทั้งเล่นละครและมิวสิคัล แล้ว Bankk Ca$h ก็กลับมาทำในสิ่งที่เขารัก (และทำให้เรารักเขา – อย่าปฏิเสธว่าคุณไม่ชอบสักเพลงของวง Clash) นั่นคือบทบาทการเป็นนักร้อง/ นักแต่งเพลง กับ อย่า Say Yes ซิงเกิ้ลแนว EDM จี๊ดๆ ที่ได้ TWOPEE SOUTHSIDE มาฟีเจอริ่ง ด้วยความตั้งใจให้เป็นเพลงสุดสนานประจำสงกรานต์ปีนี้!

 

บางคนอาจจะคาดหวังการกลับมาในรอบปีครึ่งแบบเหนือการคาดเดา แต่คุณก็ยังคงมาพร้อม EDM!

คนถามเยอะว่าทำไมไม่ทำเพลงช้าเพลงซึ้งอย่างที่แฟนๆ อาจจะอยากฟัง แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมือง ด้วยอะไรหลายสิ่ง เราอยากให้บรรยากาศมันสนุก เลยออกมาเป็น EDM ต่อยอดจากเพลง Number One นั่นแหละ

เพลงผมมีเยอะ หลายแนวด้วย แล้วพอใจมากทุกเพลง มีคำหนึ่งที่ไม่เคยเล่าให้นิตยสารเล่มไหนฟังเลย ไม่เคยจริงๆ นะ แต่เพราะนี่คือบิลบอร์ด เล่าได้ ผมกับพี่กริช ทอมมัส (หนึ่งในผู้บริหารบ. แกรมมี่) ทะเลาะกันตลอดเวลาทำเพลง เขาบอก “ถ้าไปออนบิลบอร์ด ขึ้นชาร์ตแน่นอน แต่ประเทศนี้ไม่รอด” อ้าว เราผิดตรงไหน

อาร์แอนด์บีของผม โมทีฟเมโลดี้มันยาก คนกดร้องคาราโอเกะแล้วเหนื่อย ร้องตามยังไงวะ เลยเอาความรักชอบครึ่งหนึ่งตลาดครึ่งหนึ่ง ถ้าจะทำอาร์แอนด์บีให้ได้ดั่งใจ ผมทำขายคนเดียว ไม่ก็ฝากเพื่อนขายก็ได้

ส่วนตัวผมไม่คิดเรื่องฟีดแบ็ค ดังไม่ดัง ฮิตไม่ฮิต ไม่สนใจเลย แต่เราอยู่กับค่ายเมเจอร์ มันต้องคิด ต้องมีเรื่องการการตลาดมาเกี่ยวข้อง แต่ผมก็ไม่ยอมทิ้งหมด เจอกันครึ่ง-ครึ่ง

กับเพลงนี้ก็แค่อยากให้คนสนุก แค่นั้นจริงๆ สงกรานต์นี้ก็ไปเปิดกันซะ… นะ!

จากร็อคมาอาร์แอนด์บีและ EDM มันมายังไง เกี่ยวกับพื้นฐานการฟังเพลงหรือเปล่า

ใช่ การฟังเพลงของเราเปลี่ยนตามเวลา เพื่อนรุ่นพี่สมัยเรียนศิลปกรรมเคยบอกผมว่ามนุษย์วัยรุ่นเปลี่ยนรสนิยมทุก 3 ปี แต่เมื่อไหร่ที่ 3 ปีแล้วยังไม่เปลี่ยน มันคืออันนั้น ผมเริ่มฟังเพลงจากวงไทย Fly, Blackhead, Silly Fools ยุคแรก, Pause, Moderndog สามปีเปลี่ยนไปฟัง Green Day, Starsailor, Oasis, Manic Street Preachers สามปีเป็น Good Charlotte, Blink 182 อีกสามปีเป็น Limp Bizkit, Korn, Rage Against The Machine, Linkin’ Park

จุดเปลี่ยนของผมคือ RATM พอเข้ามาในโลกแร็พเมทัล แร็พคอร์ มันติด พาไปหา Cypress Hill แล้วเริ่มไปฮิปฮอป ช่วง Clash อัลบั้ม 3 หมดยุคนูเมทัลเข้ายุคอีโม ผมเลิกฟังร็อคเลย ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเลิก แต่เหมือนเราเดินเลี้ยวออกไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อก่อนซื้ออัลบั้มร็อคเดือนละ 20 แผ่น เหลือแค่ 2-3 แผ่น เรารู้สึกว่าร็อคมันประดิษฐ์มากเกินไป เริ่มมีฮิปฮอปมาแซม มีอาร์แอนด์บี พออัลบั้ม 4 ฮิปฮอปเริ่มลด เหลืออาร์แอนด์บีกับโซลล้วนๆ ไม่ฟังอย่างอื่นเลย วันหนึ่งก็รู้สึกตัวว่าทำไมชั้นซีดีที่บ้านมีแต่ไอ้มืดๆๆๆ วะ มาเองแบบเราไม่รู้ตัว ไม่ได้คิดว่าจะฟังอาร์แอนด์บี แต่ฟังแล้วเคลิ้ม

พอรู้ตัวก็มานั่งคิดว่าทำไมเราชอบอาร์แอนด์บี อ๋อ เพลงสากลเพลงแรกที่ฟังคือ I Believe I Can Fly ของ R. Kelly ฟังตอนป.4 แล้วรู้สึกว่าเพลงนี้มันอภิมหาเพราะ รากเรามาจากตรงนี้นี่หว่า เฟิร์สอิมเพรสชั่นคือแนวนี้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกแนวอะไร แค่เด็กป.4 เอง แล้วก็ไปไมเคิล แจ็คสัน คนนี้เทพ เป็นพระเจ้า มีทุกอย่าง ทั้งอาร์แอนด์บี ป๊อป โมทาวน์ ฟั้งค์ แล้วพอเริ่มวัยรุ่นช่วงม.1-ม.2 ก็ฟังร็อคตามกระแส เล่นเพลงร็อค แต่วันนี้กลับสู่รากเหง้าดั้งเดิม อาร์แอนด์บีจัดๆ ซึ่งหาฟังไมได้เพราะมันกลายเป็น EDM หมดแล้ว ตั้งแต่ Ne-Yo, คริส บราวน์ ทั้งอัลบั้มมี EDM เกิน 6 เพลงมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว แต่ตกใจสุดคือตอนอัชเชอร์ออกซิงเกิ้ล OMG เฮ้ย อัชเชอร์ก็เอาด้วย

เลยเหมือนโดนบังคับ โลกอุ้มไว้ เราต้องเปลี่ยน แต่รากเหง้าก็ยังคงเป็นอาร์แอนด์บี โซล กอสเปล แค่เมื่อก่อนอาจจะใส่เสื้อตัวใหญ่ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาใส่เสื้อตัวเล็ก ข้างในก็เหมือนเดิม เปลี่ยนแค่กิ่งก้าน สีใบ

9

 

แนวเพลงต้องปรับเปลี่ยนตามโลก แล้วการปรับตัวในวงการดนตรีไทยล่ะ

ไม่รู้โชคดีหรือร้ายที่ผมทันทุกยุค ในฐานะศิลปิน ห้าปีก่อน ศิลปินอินดี้หรือหน้าใหม่เกิดยาก ศิลปินเบอร์ใหญ่เป็นตัวเลือกแรกในการเลือกไปโชว์ แต่ช่วงนี้เป็นปีของศิลปินหน้าใหม่ ด้วยอะไรไม่รู้ อาจจะเพราะเบอร์ใหญ่ค่าตัวแพง ก็ต้องแบ่งห่วงโซ่อาหารกัน

ตัวผมเองก็เดาไม่ถูกว่าวงการเพลงไทยจะไปยังไงต่อ แต่รู้ว่าใกล้ถึงยุคที่ศิลปินไม่ต้องพึ่งค่ายเพลงแล้ว คำว่าเดบิวต์ รีลีส คนไทยลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ไม่ต้องรอวันวางแผง วันปล่อย เพราะทุกอย่างเข้าถึงได้โดยตรง แค่เข้ายูทูปใส่ชื่อวง หรือเปิดไปเจอ 80 ล้านวิว เฮ้ย วงอะไรเนี่ย มันไวรอลกลับมาอยู่แล้ว เมื่อก่อนศิลปินต้องไปออกรายการเกมฮอตเพลงฮิต ทุกวันนี้มีรายการทีวีรายการไหน หรือช่องไหนที่มันอิมแพ็คเรื่องนักดนตรีเรื่องศิลปินจริงๆ บอกเลยว่าไม่มี เรารู้จากยูทูป จากการบู้ทเพจในเฟซบุ๊ค

ยากไหมสำหรับคนที่เป็นศิลปินมาแล้ว 10 กว่าปีอย่างคุณ

มันยากตรงผมไม่มีโมเมนต์ดารา ห่วยแตกเรื่องการเล่นโซเชียล ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ไม่มีแบบ เฮ้ย ไปยืนมุมนั้น เดี๋ยวเราเดินแล้วถ่ายหน่อย ไม่มีซอร์ชฮะ บอกตรงๆ บางที IG เงียบไปสองอาทิตย์ บางทีก็ลงรูปอาหาร รูปหมา เพราะชีวิตเราเป็นแบบนี้ มันไม่มีอะไรหวือหวาให้เอามาอัพ แต่ก็คิดแล้วละว่าต้องเปลี่ยนตัวเองบ้าง ลืมไปว่าแฟนเขาอยากเห็นหน้าเรา ถึงมันจะเป็นชีวิตปกติของเรา แต่เขาก็อยากเห็น ลืมคิดถึงแฟนๆ ไป

อะไรที่ทำให้คุณยังคงสนุกกับงาน ทำเพลงมาตั้ง 10 กว่าปี มันต้องมีหมดไฟบ้างสิ!

หมดไฟไม่มี แต่มีอารมณ์เหมือนตกท้องช้าง เบื่อเว้ย บางทีอยู่หลังเวที กำลังจะขึ้นเล่นแล้ว แต่สวิตช์ปิดเฉย ชัตดาวน์ไปเลย เหมือนนีออนที่มันกะพริบๆ ไม่ได้สว่างตลอดเหมือนทุกครั้งที่ขึ้นเวที ผมเป็นช่วงเล่นคอนเสิร์ตเยอะๆ เลยแก้ปัญหาด้วยการรับงานน้อยลง เพราะสาเหตุมันมาจากความเหนื่อย สมัย Clash เคยเล่นคอนเสิร์ตปีหนึ่ง 300 กว่าโชว์ บ้าไปแล้ว อยู่ได้ยังไง แต่นอกจากนี้ไม่มี ผมไม่เคยตัน ไม่เคยหมดไฟ มีปัญหาเดียวคือทำแต่เพลงที่จะขึ้นบิลบอร์ด แต่ดันทำที่เมืองไทย

กับข้อจำกัดอีกอย่างคือเขียนเพลงจากเรื่องจริง ช่วงไหนชีวิตดี๊ดี เขียนไม่ออก ทุกเพลงเกิดจากการทะเลาะกับแฟน จากการที่ผมไปเกเร ไม่งั้นเขียนเพลงอย่าง ละครรักแท้ เพลงผีเสื้อ หนาว ไม่ได้ ถ้าไม่มีแรงกระแทกจริงๆ คำพวกนั้นมันจะไม่มา เพลงที่ผมแต่งเร็วสุดคือ ละครรักแท้ แค่ 10 นาทีจบทั้งเนื้อทั้งเมโลดี้ เพราะพลังงานในการโดนแฟนบอกเลิกมันเต็มมาก ตู้มเลย!

7

 

สิ่งสำคัญ ที่สุดที่เรียนรู้จากการทำงาน

คิดบวกมากขึ้น นิ่งขึ้น คิดอะไรไม่ออกให้นึกถึงพี่เบิร์ดเข้าไว้ ทำไมเขายิ้มได้ทั้งวัน สนุกกับทุกอย่าง พี่เบิร์ดเคยคิ้วขมวดบ้างมั้ย เมื่อก่อนผมคิดเยอะมาก ยิ่งช่วงอยู่กับวง Clash เพลงหนัก ความร็อคมันสูบฉีด กลายเป็นอาการร็อคตลอดเวลา เปิด-ปิดไม่ได้ รักก็ร็อค โมโหก็ร็อค พอมาทำงานเดี่ยวเป็นแนวอาร์แอนด์บี มันนุ่มลงโดยธรรมชาติ เหมือนเราใส่ยูนิฟอร์มอะไรก็จะเป็นแบบนั้น ชุดตำรวจก็เข้มแข็ง ชุดพยาบาลก็อ่อนนุ่ม

พอนุ่มขึ้นก็เริ่มคิดย้อนไปว่าที่ผ่านมาถ้าเราตั้งสติ คิดบวก จะเห็นว่าทุกอย่างมันมีข้อดี มีความดีหมดเลย เมื่อก่อนผมอ่านหนังสือพิมพ์ทุกบรรทัด แต่ทุกวันนี้เลิกอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะไม่อยากเห็นข่าวฆ่ากันตาย ข่าวข่มขืน ข่าวแย่ๆ เรื่องลบๆ พี่เบิร์ดก็เป็นนะ เราเลือกจะไม่รับพลังแย่ๆ เพราะรับมาเยอะ เราก็แย่ไปด้วย

ศิลปินที่ดีสำหรับคุณต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

คำว่าศิลปินมันกว้างมาก ตอบไม่ได้ แต่ตอบในส่วนของการเป็นนักร้องที่ดีได้ การเป็นนักร้องที่ดี ออนสเตจเป็นเรื่องสำคัญ ต้องรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ร้องอะไร คนดูต้องการอะไร ผมบอกนักร้องรุ่นใหม่ๆ เสมอว่าเวทีคือห้องรับแขก คนดูคือแขก ถ้าห้องรกก็ไม่น่าอยู่ เยอะ ล้นไป มินิมอลมากก็ไม่มีเสน่ห์ ยกเว้นมินิมอลแต่ข้างหลังมีแชนเดอเลียร์ราคา 2-3 ล้าน เป็นเรื่องของการหาความพอดีที่แต่ละคนต้องหาให้เจอ

ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าเป็นศิลปินถึงวันนี้เพราะอะไร มันมาแบบงงๆ แต่ก็เพราะความรักแหละ ทำสิ่งที่รักจะไม่มีคำว่าหมด เริ่มที่ตัวเรา ไม่มีวันตัน แต่ถ้ามีคนมาบอก ลองเขียนแบบนี้สิ เอาคอนเทนต์มาให้ เราจะตัน เพราะเราอาจไม่อยากเขียนเรื่องนั้น ไม่อิน พื้นฐานเลยคือทำในสิ่งที่เรารักจะทำ

ปรีติ บารมีอนันต์ ณ ปัจจุบัน เป็นคนแบบไหน

ปล่อยวางขึ้นเยอะแล้ว ไม่อยากได้อะไร รถแพงๆ บ้านใหญ่ๆ ก็ไม่อยากได้ ตรงข้ามกับวัฒนธรรมเพลงที่ทำ เราตามไฮแฟชั่นเพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน แต่ชีวิตจริงไม่ต้องขนาดนั้น ผมไม่รู้ว่าถ่ายรูปรถสปอร์ตลง IG แล้วได้อะไร ไม่ได้รู้สึกแบบที่คนผิวดำเขารู้สึก เราแค่ชอบเพลงแบบของเขา แต่ในแง่การใช้ชีวิต ชอบศิลปินที่เรียบๆ ง่ายๆ ตัวเองก็ใช้ชีวิตเรียบง่ายมาก อยู่แต่ห้องอัด บ้าน เอ็มโพเรี่ยม แค่นี้เอง!

 

 

Story by: Srivigar S.
Photos By: Pisut S.