big-sean-press-photo-2016-billboard-1548

 “เพราะชีวิตเป็นเหมือนเรื่องราวของการตัดสินใจถูกผิดไปเรื่อยๆ มันบ้าดีนะ” บิ๊ก ฌอนพูดถึงสตูดีโออัลบั้มที่ 4 ที่มีชื่อว่า I Decided ได้ปล่อยออกมากับทางค่าย G.O.O.D. Music และ Def Jam เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง บิ๊ก ฌอนพูดต่อว่า ในอัลบั้มนี้เนื้อหาดูซอฟท์ลง และมีเรื่องของปรัชญาเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นกว่าอัลบั้มที่แล้วที่ได้ปล่อยร่วมกันกับอดีตคนรักอย่าง นายา ริเวร่า และซิงเกิ้ลร้ายๆ อย่าง I Don’t F- With You ซึ่งคว้ารางวัล Triple – Platinum จาก RIAA ไปได้สำเร็จ และยังขึ้นชาร์ตบิลบอร์ด Hot 100 ในปี 2014 ด้วย  สำหรับอัลบั้มนี้แน่นอนว่าเขาหวังที่จะพาอัลบั้มนี้ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ต 200 เป็นอัลบั้มที่ 2 แร็พสตาร์วัย 28 ปีอย่าง Big Sean เล่าให้เราฟังถึงการตามหาแรงบันดาลใจ ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างเขาและ คานเย่ เวสต์ นอกจากนี้ยังแชร์ความคิดเรื่องการเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2017 อีกด้วย

 

ก่อนเข้าสตูดิโอคุณต้องมีพิธีกรรมอะไรที่ทำเป็นประจำหรือเปล่า?

ผมจะทำสมาธิก่อนเข้าห้องอัดเสมอ ผมเริ่มทำมาตั้งแต่อายุ 19 – 20ปีแล้วเพราะว่าแม่บังคับ พอมาถึงปี 2014 ผมก็นั่งทุกวัน ซึ่งตอนนี้มันก็ทำให้ชีวิตของผมมีระเบียบวินัยมากขึ้น ซึ่งก็พอดีกับช่วงที่ผมกำลังทำอัลบั้ม Dark Sky Paradise อย่างจริงจังมันเลยทำให้ผมตระหนักว่าการที่เราทำให้ในใจมันใช่ก่อน คือกุญแจสำคัญในการทำให้ข้างนอกมันใช่

 

อัลบั้ม I Decided เหมือนจะทำออกมาให้คอนเซ็ปท์ครอบคลุมมากกว่าอัลบั้มอื่นๆ หรือเปล่า?

อัลบั้มนี้พูดถึงเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งก้าวผ่านชีวิตของเขา ด้วยความรู้สึกว่าเขาล้มเหลวกับทุกๆอย่าง ทั้งความรัก ครอบครัว ความฝัน และแรงบันดาลใจ แต่เขาก็ได้รับโอกาสที่ 2 ที่จะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นด้วยสติปัญญาที่ชายแก่คนหนึ่งควรจะมี นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมบนหน้าปกของอัลบั้มนี้ผมถึงอยู่ด้านขวาและตัวผมที่แก่กว่ายืนอยู่ด้านซ้าย ถ้ามีคนที่รู้สึกเหมือนพวกเขาอกำลังได้รับโอกาสครั้งที่ 2 พวกเขาอาจจะมองมันในมุมที่แตกต่างออกไปก็ได้

 

คานเย่ เวสต์ ไม่ได้ร่วมงานในอัลบั้ม I Decided นี้ด้วยแล้วเขายังคงเป็นส่วนหนึ่งของความครีเอทีฟในอัลบั้มนี้หรือเปล่า?

สำหรับเวลา 9 ปีที่ผ่านมา เขาดูแลให้ผมยืนอยู่บนความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองมาตลอด แต่พลังงานและตัวตนของเขาก็ยังเต็มเปี่ยมอยู่ในอัลบั้มนี้ เช่นในเพลง Bounce Back เขาได้เพิ่มเสียง คานเย่ เข้าไปในท่อนหนึ่งที่ร้องว่า “We’re the real ones” ส่วนในเพลง Sunday Morning Jetpack คานเย่ก็แนะนำ The-Dream ศิลปินชาวอเมริกันให้มาฟีตเจอริ่งด้วยกัน มันเจ๋งมากเลยนะที่เขายังคงเชื่อมั่นในตัวผม

 

คุณได้ทำงานกับศิลปินที่คุณไม่ได้คาดคิดบ้างไหม ?

ต้องขอบคุณที่ คริส มาร์ติน นักร้องนำจาก Coldplay ที่ได้ติดต่อมาหาผม แล้วเราก็ได้อัดเพลงกัน เขาเป็นหนึ่งในเพื่อนใหม่ของผม เราร่วมกันสร้างเพลงเจ๋งๆ ขึ้นมา แน่นอนมันไม่ได้อยู่ในอัลบั้มนี้ แต่อีกไม่นานได้ฟังกันแน่ๆ

 

ในเพลง Sunday Morning Jetpack คุณร้องว่า “In times like these we need inspiration”ทำไมคุณถึงว่าดนตรีสำคัญกับสภาพทางการเมืองตอนนี้ล่ะ?

เห็นได้ชัดว่าในตอนนี้ทุกคนกำลังก้าวผ่านช่วงเวลาที่บ้าคลั่ง นอกจากเราจะมีประธานาธิบดีคนใหม่แล้ว เรายังมีพลังงานใหม่ๆ เข้ามาเยอะมาก ผู้คนจำนวนมากที่ไม่พอใจและใช้เวลาของเขากับการร่วมงานต่างๆ อย่าง Women’s March ซึ่งตัวผมเองก็หวังว่าพวกเขาจะได้รับความรู้สึกที่พวกเขาต้องการจากอัลบั้มนี้ และช่วยโลกนี้ด้วยการคิดบวกกันมากขึ้น