brandon-flowers-bb16-ooxd-2017-beat-billboard-1548

เมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 37 แบรนดอน ฟลาวเวอร์ส นักร้องนำประจำวง The Killers ก็เริ่มคำนึงถึงมรดกที่จะตกทอดไปสู่ลูกหลานของเขา “ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องที่เราพูดคุยกันบ่อยๆ …” แบรนดอนได้เล่าให้บิลบอร์ดฟังถึงช่วงชีวิตอันเริงรมย์ของเขาขณะที่กำลังนั่งพิงโซฟาของโรงแรมแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค “…แต่เมื่ออายุมากขึ้นเราก็ยิ่งครุ่นคิดถึงเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ จนมีเสียงเกิดขึ้นในหัวว่า ที่ผ่านมาฉันเคยทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง'”

น้ำเสียงที่ฟังดูสบายแต่นุ่มลึกของแบรนดอนทำให้เราสัมผัสได้ว่าตัวตนของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว จากฟร้อนต์แมนสายเลือดลาสเวกัสแห่งวง The Killers ผู้เคยประกาศศักดาไว้เมื่อปี 2004 ว่า “พวกเราจะเป็นดั่งวง U2 ของอเมริกา” ซึ่งในความจริงพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากจุดนั้นสักเท่าไร การันตีด้วยยอดขายอัลบั้มกว่า 7.1 ล้านชุด (จากสถิติของ Nielsen Music) และผลงานที่ติดยี่สิบอันดับแรกในชาร์ตบิลบอร์ด Alternative Songs ถึง 12 เพลง ทั้งนี้ยังไม่รวมคอนเสิร์ตอีกหลายร้อยเวทีที่พวกเขาเคยผ่านกันมาด้วย

brandon-flowers-bb16-lspe-2017-beat-billboard-1240

ผลงานเพลงจากการร่วมมือของสมาชิกทั้ง 4 คนได้แก่ รอนนี่ แวนนุกชี่ (มือกลอง) เดฟ คิวนิง (มือกีตาร์) มาร์ก สโทร์เมอร์ (มือเบส) จนถึงแบรนดอน (นักร้องนำ) ก็ยังคงติดตรึงอยู่ข้างในใจแฟนเพลงไม่น้อยไปกว่าผลงานของ โบโน่ (นักร้องนำแห่ง U2) ไม่ว่าจะเป็นเพลง Mr. Brightside หรือ Somebody Told Me ที่สามารถสร้างกระแสในคลื่นวิทยุเพลงร็อคได้มากมายหลายช่องตั้งแต่อัลบั้มแรกที่ชื่อว่า Hot Fuss ถึงแม้ในอัลบั้มถัดมาอย่าง Sams Town จะเคยเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ดีจากความไม่ชัดเจนของสไตล์ดนตรีซึ่งก้ำกึ่งระหว่างแนวแดนซ์ป๊อป ฮาร์ตแลนด์ร็อค และอิเล็กทรอนิกา แต่ในปัจจุบันอัลบั้มดังกล่าวก็ถูกยกให้เป็นหนึ่งในงานศิลป์สุดคลาสสิก

ส่วนอัลบั้มล่าสุดที่กำลังจะวางแผงในเดือนกันยายนนี้อย่าง Wonderful Wonderful ก็ยังคงเป็นอัลบั้มที่รวมไว้ซึ่งสไตล์อันแตกต่างเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่นเพลง The Man ที่ค่อนข้างเป็นไปทางดิสโก้ ตามด้วยเพลง Run for Cover ในสไตล์โพสต์พังก์ จนถึงเพลง Some Kind of Love ซึ่งเป็นแนวบัลลาด ทางด้านแบรนดอนได้เล่าให้ฟังว่าอัลบั้มลำดับที่ 5 นี้ต้องใช้เวลาในการตกผลึกความคิดค่อนข้างเยอะ โดยหนึ่งในสาเหตุมากมายอาจเป็นเพราะสมาชิกของวงต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตอยู่กันคนละรัฐ ทำให้ระยะเวลาตั้งแต่อัลบั้มที่ 4 (Battle Born) จนถึงอัลบั้มปัจจุบันเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่สุดในทุกผลงานของพวกเขา

brandon-flowers-bb16-dxi-2017-beat-billboard-1240

ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แบรนดอนเผยให้ฟังว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการรักษาความเป็นที่หนึ่งเอาไว้ เพราะเขาไม่อยากให้ลูกทั้งสามคนเห็นภาพเขาพ่ายแพ้ต่อกาลเวลา เมื่อครั้งพวกเราเพิ่งหัดแต่งเพลงทุกอย่างมันดูเป็นไปได้ แต่ในตอนนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว ความรู้สึกกลัวว่าผลงานจะออกมาไม่ดีเหมือนเก่ามันคอยหลอกหลอนอยู่ในหัวตลอดเวลา นอกจากนี้มาร์กผู้รับตำแหน่งมือเบสก็ได้เล่าให้ฟังว่าพวกเขาเริ่มต้นทำอัลบั้มดังกล่าวตั้งแต่ปี 2015 พวกเราพยายามจะสุมหัวเขียนเพลงร่วมกับโปรดิวเซอร์หลากหลายคน แต่ไอเดียต่างๆ กลับถูกหยุดพักเอาไว้ และในที่สุดสิ่งที่สมาชิกของวงตั้งหน้าตั้งตาสร้างสรรค์ขึ้นมาก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในอัลบั้ม

มือเบสอายุ 40 ปีผู้กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะเผยให้ฟังว่าในตอนนั้นเขาไม่ได้อยากทัวร์คอนเสิร์ตกับทุกคนในวงอีกแล้ว “ผมมีความสุขเวลาที่ได้ทำเพลงในแบบ The Killers แต่ชีวิตที่อยู่แค่บนถนนกับสตูดิโอมันช่างยากเย็นเข็ญใจ” สมาชิกที่เหลือต่างรู้ดีว่าความสุขของมาร์กเริ่มถดถอยลงจากการตะบี้ตะบันเดินสายทัวร์รอบโลก ทางวงจึงตัดสินใจที่จะจ้างมือเบสอีกคนหนึ่งเพื่อมาช่วยเรื่องการแสดงคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว “มาร์กยังคงเป็นสมาชิกของวงและยังทำหน้าที่เขียนเพลงเหมือนเดิม เพียงแค่อาจจะไม่ได้ปรากฏตัวในทุกคอนเสิร์ตเหมือนเก่า” แบรนดอนได้กล่าวไว้ “ผมรู้ดีว่าบางทีมันก็ต้องมีอุปสรรคบ้าง แต่เราก็ยังมีสองมือสองขาที่จะก้าวข้ามมันไป” ด้วยเหตุนี้ความสบายใจของมาร์กจึงกลับมาดังเดิม

brandon-flowers-bb16-lfec-2017-beat-billboard-1240

กระบวนการทำงานของอัลบั้มที่ 5 เริ่มมีความราบรื่นมากขึ้นเมื่อทุกคนตกลงปลงใจที่จะทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์เพียงคนเดียวนั่นคือ แจ็คไนฟ์ ลี (โปรดิวเซอร์ผู้มีผลงานกับ R.E.M., U2, เทย์เลอร์ สวิฟต์ ฯลฯ) ส่วนผู้แนะนำโปรดิวเซอร์ชื่อดังคนนี้ให้กับทางวงก็ไม่ใช่ใครแต่เป็น โบโน่ นักร้องนำแห่ง U2 เรารู้จักกับแจ็คไนฟ์ขณะที่เขากำลังทำงานอยู่กับโบโน่ ตอนนั้นพวกเรารู้สึกถูกใจในตัวเขาอย่างมาก แบรนดอนเล่าให้ฟังว่าเมื่อพวกเขาได้ทดลองงานกับโปรดิวเซอร์คนใหม่ก็ยิ่งรู้สึกชอบมากขึ้นไปอีก

ในการสร้างสรรค์ผลงานเพลงตั้งแต่แรกเริ่มแบรนดอนได้แรงบันดาลใจสำคัญมาจากคอนเสิร์ตเมื่อปี 2001 ณ เมืองลาสเวกัส ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าไปสัมผัสการแสดงสดของวง U2 “ผมคงไม่รู้สึกตื่นเต้นขนาดนั้นถ้าดนตรีของพวกเขาไม่ใช่ของแท้” แบรนดอนยืนยันว่าเขาไม่ค่อยถูกใจผลงานเพลงในตลาดที่ถูกสร้างมาแค่ให้เป็นกระแสสักเท่าไร “ที่ผ่านมาเรามักได้ยินเพลงปลอมๆ อยู่บ่อยครั้ง จำพวกที่ไม่ได้แต่งเพื่อคนที่ตั้งใจฟังดนตรีจริงๆ ผมชอบเวลาที่รู้สึกว่าเพลงมันใช่ มันสาแก่ใจดีเวลาฟังของที่มีคุณภาพ นั่นแหละเป็นตัววัดว่าคุณเป็นคนมีของมากพอหรือเปล่า” ความรู้สึกชอบเหล่านั้นอาจเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ทำให้อัลบั้ม Wonderful Wonderful เสร็จสมบูรณ์ในที่สุด

 

Story by: Jason Lipshutz
Photos by: Ryan Pfluger
Translated by: Pannathorn P.