%e0%b8%88%e0%b9%8b%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab

ใครคิดถึงบรรยากาศการฟังดนตรีสดกลางแจ้งจากวงที่เราปลื้มมากๆ แต่ก็หาฟังยากเหลือเกิน แถมยังหาเพื่อนชอบเหมือนกันยากด้วย เพราะเป็นเพลงนอกกระแส การต่อแถวยาวๆ เพื่อซื้อซีดีอัลบั้มใหม่และเก่าของวงที่ฟังซ้ำๆ ในยูทูปจากมือศิลปินที่มาพร้อมลายเซ็นและการเซลฟี่ การวิ่งจากเวทีหนึ่งไปอีกเวทีหนึ่งเพื่อไปให้ทันวงที่เราชอบเล่นสด การแก่งแย่งสมุดทำมือหายากจากเหล่าศิลปินที่ชื่นชอบ เราคิดว่าคุณน่าจะกำลังคิดถึงงาน Cat Expo แล้วล่ะ

4-5 กุมภาพันธ์นี้ งานมหกรรมดนตรีอินดี้ขวัญใจเด็กแมว กำลังจะกลับมาเป็นครั้งที่ 3 ในชื่อ Cat Expo 3D ครั้งนี้ผู้จัด Cat Radio เขาบอกว่าเป็นงานมหกรรมดนตรี ‘ทรี่ดี’ ที่สุด นอกจากจะได้ไปดูคอนเสิร์ตแล้ว เขายังมีนิทรรศการและของเล่นแบบ 3D ที่คัดมาให้ผู้เข้าชมได้สนุกกันด้วย

ถ้าพูดถึง Cat Expo แล้วไม่เอ่ยถึงเทศกาลดนตรีเด็กแนวหรือวันชาติเด็กแนวอย่าง Fat Festival ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ขนาด จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ ผู้ก่อตั้ง Cat Radio และผู้บริหารโรงภาพยนตร์เฮาส์ อาร์ซีเอยังบอกเราว่า Cat Expo ก็คือร่างที่สองของ Fat Festival ซึ่งเป็นมหกรรมดนตรีที่เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักดนตรีและผู้ฟังเพลงอินดี้ในยุค 2544 – 2555 เลยทีเดียว เพราะเป็นที่แจ้งเกิดของศิลปินแถวหน้าของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น Scrubb, Monotone, Groove Riders, Flure, Thaitanium และอีกมากมายในระยะเวลากว่า 10 ปี และที่ขาดไม่ได้ก็คือ Fat Radio คลื่นวิทยุที่เรียกว่าเป็นสื่อหลัก และแรงขับเคลื่อนใหญ่ของวงการเพลงอินดี้ของประเทศไทย เพราะที่นี่เปิดโอกาสกว้างๆ ให้กับนักดนตรีได้เข้ามาโชว์ผลงานของตัวเองได้อย่างไร้ขอบเขต ด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝันทางธุรกิจทำให้ทั้ง Fat Radio และ Fat Festival ต้องปิดตัวลงไปท่ามกลางความเสียดายของคอเพลงอินดี้ทั้งหลาย แต่เมื่อมีคลื่นวิทยุออนไลน์อย่าง Cat Radio ที่บริหารงานโดยทีมเดิมจาก Fat Radio ที่กลับมาพร้อมกับ Cat Expo ก็ทำให้ชาวอินดี้ได้หายใจหายคอกันสะดวกขึ้นอีกครั้ง

สำหรับงานมหกรรมดนตรีที่วัยรุ่นไทยใจอินดี้ตั้งตาคอยอย่าง Cat Expo นี้ เรามองว่าเป็นอีกงานใหญ่ที่น่าติดตามสำหรับวงการเพลงบ้านเรา แต่การได้พูดคุยกับ จ๋อง ถึงความพิเศษ ตัวตนที่แท้จริง รวมถึงความแตกต่างของงาน Cat Expo 3D ที่ทำให้ใครๆ ก็อยากเข้ามามีส่วนร่วม เขากลับบอกว่า “Cat Expo ไม่ใช่งานที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นงานที่น่ารัก” และต่อด้วยการเสนอมุมมองที่มีต่อวงการเพลงอินดี้ แบบที่เมื่อพูดคุยกันเสร็จก็ทำให้เรารู้เลยว่าทำไมใครๆ ถึงเรียกเขาว่า ‘ท่านหัวหน้า’  

hugo-cat
%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b9%8b%e0%b8%ad%e0%b8%87

ปีนี้งาน Cat Expo จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 แล้ว มีความแตกต่างระหว่างสองครั้งที่แล้วอย่างไร?

คำถามนี้นักข่าวชอบถามกันมาก แต่พอจะบอกว่ามันเหมือนทุกปีก็อายจังเลยที่จะตอบซึ่งความจริงก็เป็นแบบนั้น เราพยายามจะทำให้ดีอย่างที่มันควรจะเป็น แต่ถามว่ารูปแบบต่างอะไรกันมากไหม ก็แทบไม่ต่าง สิ่งที่ทำให้มันต่างจากปีที่แล้วก็คือไอเดีย ปีนี้เป็นปีที่ 3 เลยมีคนโพล่งขึ้นมาในที่ประชุมว่าเป็น 3 มิติดีไหม ทำให้หน้าตาหีบห่อมันดูต่างไปจากเดิม ในส่วนของสามมิติก็คือชวนคนดูใส่แว่นสามมิติ ดูคอนเสิร์ตแล้วมีกราฟิกเป็นแบ็คกราวนด์ข้างหลัง ให้มันพุ่งใส่ตา แล้วก็จะมีของเล่นที่เป็นสามมิติต่างๆ

ผลตอบรับของงาน Cat Expo ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?

Cat Expo เป็นเหมือนร่างที่สองของ Fat Festival แต่สิ่งที่ต่างไปอย่างมาก คือคนที่มาแทบจะเป็นคนละกลุ่มกันจากตอนงาน Fat Festival เพราะว่าคนฟัง Fat Radio จะฟังได้แค่ช่วงอายุหนึ่งเป็นส่วนใหญ่  พอเขาโตแล้วได้ฟังเพลงหลากหลายขึ้น วันหนึ่งเขาก็จะไปเป็นแฟนทางลึกของวงใดวงหนึ่ง ดังนั้นคนที่เคยเป็นแฟน Fat Festival หรือ Fat Radio ไม่ใช่ว่าจะต้องมา Cat Expo โดยอัตโนมัติ คนที่มาดู Cat Expo ก็จะดูเป็นคนใหม่ เป็นเด็กที่เดินงงๆ มา ถามว่าเป็นอย่างไร ก็เหมือนเรากลับมาทำ Fat Festival ปีที่ 1 ปีที่ 2 ดูจากปริมาณคนมันก็เป็นแบบนั้น ปีที่สองก็หมื่นกว่าๆ เกือบสองหมื่น มันก็ดูเป็นอัตราที่มันเติบโตขึ้น ปีนี้เราก็คิดว่าคนน่าจะมากขึ้นตามประสาการทำแบรนด์ที่มากขึ้น

เจอเรื่องอะไรพิเศษบ้างในงานครั้งที่ผ่านมา?

ปีที่แล้วเราเจอคนฟังคนหนึ่ง เขาเอาของมาให้ เราก็ ‘โอ้โห ขอบคุณมากเลย’ เลยถามเขาว่าเมื่อวานมาหรือเปล่า เขาบอกว่า ‘มา แต่ไม่มีที่จอดรถเลยกลับบ้าน แต่ไม่เป็นไรพี่ เราเข้าใจกัน’  ซึ่งฟังแล้วเรารู้สึกขอโทษที่ทำให้คุณลำบาก แต่แทนที่เขาจะทำให้เรารู้สึกแย่ เขาไม่ทำ เขาบอกว่า ‘ไม่เป็นไรพี่ ผมเข้าใจ ผมก็มาวันนี้แล้วไง’ ซึ่งเราคิดว่า เฮ้ย .. คุณนี่น่ารักจังเลย เออ..เราชอบคนดูของเรา อาจเป็นเพราะว่าเราพูดเรื่องที่เขาชอบ ซึ่งเขาอาจจะหาอะไรแบบนี้ยากในสมัยนี้ หรือพอเราพูดเรื่องแบบนี้มาซ้ำๆ ซากๆ เขาก็รู้ว่าจุดยืนมันคืออะไร มันก็เหมือนคนชอบอะไรเหมือนๆ กัน เราว่ามันคือความผูกพันแบบนั้น เป็นเรื่องของคนชอบอะไรคล้ายๆ กัน

มองตัวตนของงาน Cat Expo ว่าเป็นอย่างไร

เราว่างานเราน่ารัก เราไม่พยายามทำให้งานเรามันใหญ่เกินไปด้วยซ้ำ ให้พี่เต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) ทำแล้วมันใหญ่ไป งานเราไม่ได้ดีเด่อะไรหรอกครับ ศิลปินที่มาอาจจะเยอะ แต่ถามว่ามันแข็งแรงมากไหม เอาจริงๆ ก็ไม่ มันมีวงที่ใครก็ไม่รู้จัก พอรู้จักบ้าง และวงที่คนรู้จักมากๆ ไม่ใช่ทุกวงที่มาเล่นแล้วดีสุดๆ  บางวงเราก็ลองดู เพราะที่ผ่านมาลองมาเยอะ เราไม่เคยลืมเด็กหัวโล้นสองคนที่มาขอเล่นใน Fat Festival ครั้งที่ 2 แล้วต่อมาเป็นวง Scrubb เราเลยคิดว่าการให้โอกาสคนมันสำคัญมาก นี่คือมุมที่น่ารักอย่างแรกของงานเรา งานอื่นเขาไม่ลอง เขาเลือกวงที่มั่นใจว่าคนดูชอบแน่ๆ อย่างที่สองคือโปรดักชั่นก็ไม่ได้ดีอะไร ไม่ได้แสงสวยที่สุด หรือดีไซน์ดีที่สุด แต่ว่าพยายามให้คุณภาพของเสียงมันใช้ได้ฟังดีก็แล้วกัน คอนเสิร์ตมันต้องประมาณนั้น ฟังดูแล้วก็เป็นงานประมาณหนึ่งมากๆ เลย

ถ้าอย่างนั้นอะไรคือสิ่งที่ทำให้งาน Cat Expo แตกต่างจากมหกรรมดนตรีอื่นๆ?

สิ่งที่เรารู้สึกว่าแตกต่างคือ คนมันใช่ คนมาเดินแล้วร้องเพลงตามได้ ศิลปินเล่นแล้วมีความสุขมาก มันเป็นสิ่งที่หาจากที่ไหนไม่ได้ ถ้าไปถามศิลปินจะพบว่าความรู้สึกเวลาเจอคนที่ใช่สำหรับเขาเป็นอย่างไร อย่าง Moderndog ปีที่แล้ว เราบอกเขาว่า ‘เฮ้ย .. ธนชัย (ป๊อด – ธนชัย อุชชิน นักร้องนำวง Moderndog ) น่ามางาน Cat Expo นะ ผมว่าคนฟังคงจะมีความสุขมากที่เจอคุณ’ แล้วมานึกดู วันนั้น Moderndog เองก็ไม่มั่นใจที่จะมาเล่นในซีนแบบนี้ เพราะเขาจะเซฟกว่าถ้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่ชอบเขาแน่ๆ แล้วเขาก็ไม่แน่ใจว่าเด็กฟังเพลงแบบนี้ไหม เพราะในวิทยุไม่มีใครเปิดเพลงแบบนี้แล้ว เปิดแต่เพลงดังๆ ส่วนเพลงที่สามารถดังได้หรือควรจะดังก็ไม่ได้เปิดเท่าไหร่ เขาเลยดูไม่มั่นใจ แต่เราก็บอกเขาว่าอยากให้ลองดู เขาก็ลองเต็มที่เลยครับมาด้วยการเล่นเพลงใหม่หมดเลย แล้วคนดูก็ร้องตามได้หมดเลย (หัวเราะ)  เขาบอกว่ามีความสุขมาก

สิ่งที่คุณเล่าเมื่อสักครู่แสดงให้เห็นถึงอะไร?

สุดท้ายแล้วการเป็นนักดนตรีก็คือการเล่นให้คนดู ความสุขของศิลปินคือสิ่งนั้น ต่างคนต่างมีความสุข คุณยืนดูเขา ร้องและเต้นไปกับเขา เชื่อมกันได้เมื่อไหร่ความสุขก็เกิด เราว่านี่คือสิ่งที่หายากในงานอื่น อาจจะเพราะบางงานเป็นแค่งานให้คนไปปาร์ตี้กัน บางงานก็เป็นงานที่คนไปเที่ยวต่างจังหวัดกันแล้วไปเสพย์ซีนดนตรีและนั่งดื่ม ฟังเพลงอะไรไป เหมือนเป็นผับใหญ่ๆ เราถึงบอกว่ามันน่ารักเพราะที่งานจะเห็นภาพคนมากๆ ดูคอนเสิร์ตกันอย่างเรียบร้อย การที่ศิลปินนั่งเซ็นลายเซ็นให้คนต่อแถวยาวๆ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย คุยกันน่ารัก ดูสนิทและเป็นพวกเดียวกัน เสน่ห์มันอยู่ตรงนี้แหละ คนมันใช่อะไรก็ใช่ หนักนิดเบาหน่อย อะไรผิดพลาด เราก็พร้อมจะให้อภัยกันมากขึ้นกว่าเวลาที่เขาจ่ายตังค์ไปตามงานอื่น มันเป็นความเข้าอกเข้าใจกันบางอย่าง

CE3_2016_PosterND2017-FinalAW
%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1
12234843_449935991880316_2490225852625571993_n
%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%a2

เมื่อพูดถึงความอินดี้ ยุคนี้ใครๆ ก็อินดี้ จนมันไม่อินดี้แล้วหรือเปล่า?

จริงๆ เรากลับคิดตรงกันข้าม มันเป็นอินดี้เหมือนเดิมเลย เอาเป็นว่าซีนโดยส่วนใหญ่ของ Fat Festival หรือ Cat Expo ต้องยอมรับว่าโดยรวมๆ มันก็ดูเป็นอินดี้ซีน แล้วมันก็ยังเป็นอินดี้อยู่ แถมดูเป็นอินดี้ที่ชัดเจนขึ้นด้วยซ้ำเพราะมีเด็กมาทำงานเองเยอะมาก ทำงานโดยอิสระ เล็กๆ ไม่ติดกับกรอบ อย่าง Part Time Musicians หรือ Gym and Swim อันนี้อินดี้มากเลย เพียงแต่เราจะไปชินว่าอินดี้มันต้องเป็นซาวนด์แบบหนึ่ง จริงๆ แล้วมันเป็นอะไรก็ได้ ขอให้มันทำงานแบบนั้น คือเป็นแบบที่หลุดจากกรอบมา ไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่ ทำงานอิสระ ตัดสินใจเอง ไม่มีนายทุนมาคอยชี้ว่าต้องทำ อย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงเต้นรำหรือเป็นร็อคก็ตาม มันก็คืออินดี้

ในยุคที่สถานการณ์การทำเพลงของศิลปินรวมถึงวงการวิทยุไม่สู้ดีนัก ความท้าทายของ Cat Radio และ Cat Expo คืออะไร?

ความท้าทายของเราคือพยายามเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ ทั้งคนฟังและศิลปิน ทำให้เราต่างจากรายการทั่วไปโดยสิ้นเชิงจุดยืนนี้ถามว่า อยู่ยากไหม ยากมาก เพราะรายการวิทยุอยู่ด้วยเรตติ้ง ทำแบบนี้ เราก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นทางที่ไม่มีเรตติ้ง เพราะเราเปิดเพลงที่คนไม่คุ้นก็ไม่เวิร์กหรอก แต่เราอยากทำแบบนี้ สิ่งที่ท้าทายคือตรงนี้ วันใดที่เราเห็นวงที่เมื่อวานคุณไม่ชอบเลย แต่วันนี้คุณชอบ มันรู้สึกว่าเราทำได้แล้ว ถามว่าทำมานานรู้สึกยังไง ก็รู้สึกแบบนี้แหละ ต้องท้าทายและสนับสนุนทุกวัน  ทุกคนก็ต้องเคยไม่ดังใช่ไหม เราเคยยืนดูวง SLUR เล่นโชว์ปีแรกแล้วมีคนดูนับหัวได้ ปีต่อมามีคนยืนดูเขาเป็นพันเลย เพลงเดิมแต่คนฟังคุ้นขึ้น เขาเปิดใจตัวเองมากขึ้น นี่แหละคือการสนับสนุน ทำแค่นี้ ไม่เคยทำอย่างอื่น ไม่เคยบอกว่าต้องฟังเพลงแบบไหนถึงจะเท่ หล่อ หรือดูฉลาด แค่อยากให้เปิดใจแล้วท้ายสุดมันก็เป็นเรื่องส่วนตัว เธอแค่เลือกฟังเพลงเอาเองไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่เปิดให้เธอรู้ว่ามันมีเยอะ เธอไปเลือกเอาสักอันหนึ่งที่เธอชอบ มันต้องมีสักอย่าง ซึ่งมันเป็นเรื่องส่วนตัวสุดๆ

ซึ่งช่องทางที่ช่วยให้เกิดความท้าทายนั้นคือ การให้ศิลปินส่งเพลงมาในช่วง Bedroom Studio ด้วย?

Bedroom Studio เป็นคอลัมน์ประหลาดบ้าเลือดอะไรก็ไม่รู้ที่สุดแล้ว เด็กๆ จะส่งเพลงมาจากบ้านเป็นเพลงแบบที่ถ้าอัดดีกว่านี้หน่อยก็จะฟังดีกว่านี้ ถ้าหาคนเล่นกีตาร์เก่งกว่านี้หน่อยจะดีกว่านี้ หานักร้องดีกว่านี้หน่อย หรือมีใครช่วยเกลาเนื้อ ทุกเพลงจะมีความดิบๆ ไม่เพอร์เฟกต์อยู่ แต่ถ้าเราเห็นว่ามันมีของ เราก็จะหยิบมาเล่น เราคิดว่าคนเราควรได้รับโอกาสนั้น ถ้าเทียบคนเป็นสินค้า แล้วสินค้าไม่ได้ทำการโฆษณาหรือทำการตลาดเลยมันก็เกิดยาก เพลงที่ไม่ถูกเล่น ใครจะรู้จัก  จะไปปล่อยยูทูปอะไรก็ได้ แต่ใครจะไปค้นเจอเพลงนั้น ก็เพราะคนไม่รู้จักไง ควรจะมีสื่อที่ดูแลมันหน่อย เราทำคอลัมน์นี้ก็มีเพลงที่ส่งมาเรื่อยๆ ทุกวัน พอเราสนใจว่าเพลงมันดี ก็คุยกันว่าน้องมาเล่นงาน Cat Expo ไหม ถามว่าเด็กใหม่ๆ มีโอกาสไหม จริงๆ ก็แค่ส่งเพลงตัวเองมา เพราะเราให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งใหม่ๆ มันอาจจะมีวงที่เล่นเก่ง เล่นกีตาร์ตีกลองดีมากเลย แต่ไม่เล่นเพลงตัวเอง เราก็ไม่รู้จะเอาคุณมาเล่นอะไร ไม่รู้จะให้คุณมาเล่นเพลงของ Polycat ทำไม เพราะเราก็มี Polycat แล้วไง (หัวเราะ) พวกคุณช่วยเล่นเพลงตัวเองกันหน่อยไหม หัดแต่งกันหน่อยสิ ค่อยๆ ทำไป เราก็จะอยากสนับสนุนอะไรแบบนั้นมากกว่า

แต่ในขณะที่มีคนสนใจเยอะ ก็มีคนที่ไม่เปิดใจฟังเพราะคิดว่ามันฟังยากเหมือนกันใช่ไหม?

ยกตัวอย่างแบบนี้แล้วกัน อะไรต้องใช้วุฒิภาวะมากกว่ากัน 1. กินเหล้าในผับ  2. ดูหนังสักเรื่องที่เห็นก้นและหน้าอกในโรงภาพยนตร์ 3. กากบาทเลือกว่าใครเป็น ส.ส.หรือนายกฯ  ก็ต้องข้อ 3 เห็นไหม ชัดๆ เลย มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้วุฒิภาวะที่สุดแล้ว เพราะว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ แต่คิดดีๆ อีกทีถ้าเธออายุ 18 เธอทำข้อ 3 ได้เลยนะ ในขณะที่จะกินเหล้าในผับเธอต้องอายุ 20 จะดูหนังเห็นหน้าอกคนอื่น เธอก็ต้องรออายุ 20 นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาพักหนึ่งแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครสงสัยอะไรเลย การให้เด็กรุ่นใหม่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการมาแสดงความเป็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องถูกต้องเหรอ? อายุ 18 เลือกตั้งได้ แต่เดี๋ยวนะแค่จะกินเหล้าต้องรออีก 2 ปีเหรอ? มันดูย้อนแย้งมาก ส่วนในเรื่องของดนตรีเอง เธอไม่ต้องจบดนตรีมาเพื่อฟังเพลงไง ก็แค่ชอบหรือเปล่า เรื่องแค่นี้ทำไมต้องให้คนอื่นมาบอก แต่คนส่วนใหญ่เป็นแบบนี้จริงๆ ถ้าเรื่องแค่นี้ยังเลือกเอง คิดเองไม่ได้ ต้องกลับไปดูข้อ 3 ใหม่ อันนั้นยากกว่าเยอะ ควรมีข้อมูลเยอะๆ ก่อนตัดสินใจ จะฟังเพลงข้อมูลน้อยๆ ก็ได้ แต่ดันไม่กล้าพอที่จะบอกว่าชอบอะไร มันก็เลยมีแต่คนตามเทรนด์กันเยอะเพราะกลัวเชย

หลายคนฟังเพลงอินดี้เพราะเป็นแฟชั่น ?

จริงๆ เราคิดว่าเมื่อเขาเริ่มต้นได้แล้วก็พอ เขาจะมายังไงก็ช่างเถอะ สำคัญคือมาแล้วแล้วยังไงต่อ ถ้าคนเรามันมีแต่เปลือกมันก็มีแต่เปลือก แต่ก็เรื่องของเขา สุดท้ายมันเป็นเรื่องส่วนตัวนะ ก็เอาตามสะดวก เราคิดว่าพวกเราเอง ไหนๆ ก็เปิดใจกว้างกับการฟังเพลงแล้ว ก็เปิดใจกว้างกับคนด้วยสิ คนเราไม่เหมือนกัน แล้วเอาจริงๆ ทุกคนก็ต้องเคยเด๋อ เหมือนตอนเราจบมัธยมฯ เข้ามหาวิทยาลัยกลับไปโรงเรียนก็คิดว่า เด็กสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยเราเลย มันเป็นทุกคน ทุกคนเคยเด๋อ ไม่เอาน่า จะเท่อะไรกันนักกันหนา ยอมรับตัวเองกันบ้าง เราเคยเด๋อ เพื่อนเราจะเด๋อบ้างก็ไม่เห็นแปลกเลย ส่วนคนที่ต่อต้านก็ช่างเขา แต่ท้ายที่สุดอยากจะชวนเขาว่าอย่าคิดอย่างนั้นเลย เพราะท้ายที่สุดการฟังเพลงก็เหมือนการกินข้าว เรากินอะไรหลายๆ อย่างมันเฮลธ์ตี้กว่านะ ชอบกินอะไรซ้ำๆ ระวังจะเป็นมะเร็ง คือจริงๆ มันง่ายมาก การฟังเพลงเป็นอะไรที่ลงทุนน้อยมาก ยิ่งยุคนี้ด้วย ใช้แค่หูกับเวลาแปปเดียวจะกลัวอะไรกัน แต่พอฟังแล้วจะชอบไม่ชอบมันก็เรื่องของเขาล่ะ

คิดว่าซีนอินดี้ในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป

เป็นโอกาสของการอินดี้ไปเรื่อยๆ มากเลย เพราะเป็นยุคที่ซีดีและเพลงขายไม่ดี คนทำเพลงเขาก็อาจจะถามตัวเองกันว่า ฉันจะไปอยู่ค่ายทำไม เดิมอาจจะมีคนที่อยากออกเทป ต้องไปหาค่ายเพื่อให้คนอื่นจ่ายค่าห้องอัด ค่านักดนตรีให้เลยไปอยู่ค่ายกันจะได้ไม่ต้องลงทุน แต่กว่าจะได้เงินก็หลังการขาย หรือได้ค่าจ้างอะไรก็ว่าไป แต่วันนี้คนทำเพลงคงจะรู้สึกว่า เราจะทำอัลบั้มไปทำไมในเมื่ออัลบั้มมันไม่ได้ขาย ก็เริ่มปล่อยซิงเกิ้ลมากกว่าจะปล่อยอัลบั้ม  นี่คือส่วนหนึ่งในแง่การผลิต อีกส่วนหนึ่งคือในวันที่ทุกคนเป็นสื่อเองแล้ว มีโซเชียลมีเดียเอง ทุกคนก็รู้สึกว่าฉันปล่อยของได้ เอาไปฝากไว้ที่ไหนก็ได้ เราว่าบรรยากาศมันยิ่งส่งเสริมความเป็นอินดี้ให้หนักข้อกันไปเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ ลองคิดอย่างนี้ ขนาดคนที่ไม่ได้ทำเพลงเองเอาเพลงชาวบ้านมาคัฟเวอร์ก็ยังมีคนดูเยอะแยะ มันดูเป็นทางของอินดี้มากเลยนะ

 

Story by Pensagow S.

Photo by facebook.com/thisiscatradio