_aa_0844

 

จากจุดเริ่มต้นด้วยทำโปสเตอร์คอนเสิร์ตในเมืองซิดนีย์สู่แวดวงศิลปะในมหานครนิวยอร์กชื่อของ ลุค ชอยส์ หรือที่รู้จักกันในนาม Velvet Spectrum นั้นเรียกได้ว่าเป็นศิลปินอีกคนที่กำลังโด่งดังและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในวงการภาพประกอบ ด้วยผลงานการออกแบบให้กับแบรนด์ดังระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ Adidas, Universal Music, Nike, Ray-Ban และ American Express กับสไตล์การออกแบบที่สะท้อนเอกลักษณ์ความขี้เล่น สนุกสนาน ด้วยสีสันที่จัดจ้านสดใสให้ออกมาลงตัวจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนทำให้แบรนด์ไทยอย่าง CC Double O คว้าตัวศิลปินสุดฮ็อตคนนี้มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานผ่านคอลเลคชั่นพิเศษกับ CC Double O X Velvet Spectrum

อย่างที่รู้กันว่า ศิลปะ แฟชั่น และเสียงเพลง คือสามสิ่งที่มักจะพร้อมกันอยู่เสมอหรือไม่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และด้วยเหตุผลนั้นเอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดที่ทำให้ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับเขาถึงการร่วมงานกับแบรนด์ไทยเป็นครั้งแรก พร้อมบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำงานของเขาและเสียงเพลงมีส่วนสำคัญอย่างไรกับเขาในฐานะศิลปินศิลปะ

ด้วยชื่อของ Velvet Spectrum ที่ฟังดูแล้วอาจจะไม่คุ้นหูสำหรับคนทั่วไปสักเท่าไร แต่ถ้าได้ลองดูผลงานแล้วอาจจะเป็นต้องร้องอ๋อ เพราะด้วยความเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ทำให้ไม่ว่ากี่ผลงานที่ออกมาก็สามารถบอกได้เลยว่านี่คือผลงานของ Velvet Spectrum และผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็คือชายหนุ่มที่มาพร้อมกับสำเนียงออสซี่ ลุค ชอยส์ คนนี้นี่เอง

 

_aa_1089

 

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าผลงานของเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยตัวตนและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละแบรนด์ก็ย่อมมีคาแรคเตอร์และเรื่องราวของตัวมันเอง และเมื่อสองสิ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาเจอกันก็ยากที่จะจินตนาการว่าผลงานนั้นออกมาอย่างไร ซึ่งลุคก็กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ผมว่าแค่พยายามอย่าทำให้เรื่องมันดูวุ่นวายหรือยากเกินกว่าความเป็นจริง แค่หาวิธีทางที่จะสื่อไอเดียนั้นออกมาให้ตรงตัวและง่ายที่สุด อย่างเช่นในคอลเลกชั่นนี้ผมได้แรงบันดาลใจมาจากนกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ดังนั้นผลงานที่ออกมาจึงสื่อถึงการเคลื่อนไหวของนกที่เหมือนกับตวัดปลายพู่กันนั่นเอง” และนั่นจึงเป็นที่มาและแรงบันดาลใจของคอลเลกชั่นนี้ “การที่ผมอยู่อเมริกา วัฒนธรรมแบบอเมริกันจึงเรียกได้ว่ามีบทบาทอย่างมากในงานดีไซน์ของผมในช่วงห้าปีที่ผ่านดังนั้นผมก็เลยอยากจะถ่ายทอดในด้านนั้นออกมาด้วยเช่นกัน” นั่นอาจจะเป็นการตอกย้ำความลงตัวของการร่วมงานในครั้งนี้ด้วยก็ได้

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาร่วมงานกับแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาร่วมงานกับแบรนด์ที่ไทยมีความเป็นตัวของตัวเองสูง และเมื่อถามเจ้าตัวว่ารู้สึกถึงความแตกต่างอะไรมั้ยกับการร่วมงานกับแบรนด์เป็นครั้งแรก เขาก็ตอบว่า “ไม่เลยครับ ผมกลับรู้สึกดีเสียอีกที่แบรนด์เข้ามาหาผมและให้ความไว้วางใจกับผม จะมีอะไรดีไปกว่านี้ก็คงไม่มีอีกแล้ว พวกเขาให้ความอิสระในการทำงานกับผมเป็นอย่างมากซึ่งนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสนุกในดีไซน์ เพราะเมื่อคุณไม่ต้องกังวลกับการพยายามนำเสนอไอเดียให้กับแบรนด์ คุณก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่คุณรู้สึกสนุกไปกับมัน”

มาถึงจุดนี้คงต้องยอมรับแบบตรงๆ ว่าผู้เขียนนั้นเป็นแฟนตัวยงของเขากับการตามดูผลงานของเขามาสักพัก ซึ่งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมงานของเขามันช่างสดใสและเปี่ยมไปด้วยความสุขความสนุกจริงๆ หรือนั่นจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขาคนนี้? “ผมคิดว่ามันเหมือนกับการปลดปล่อยตัวตนของผมผ่านงานที่ผมทำนะครับ ซึ่งบางครั้งแล้วผมก็อาจจะไม่ได้สดใสอะไรขนาดนั้นในชีวิตจริง” เจ้าตัวกล่าวพร้อมยิ้มเล็กน้อย “แต่ผมรู้สึกว่ายิ่งมีคนเห็นผลงานของผมแล้วรู้สึกเอ็นจอยไปกับมันมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ผมอยากเอนเตอร์เทนแล้วก็เซอร์ไพรส์พวกเขา และพยายามให้พวกเขายิ้มเวลาเห็นผลงานของผมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ยิ่งถ้าผมสามารถทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นในวันแย่ๆ ด้วยผลงานของผม ผมก็คิดว่านั้นคือตอนที่ผมจะรู้สึกดีมากที่สุด” ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงแล้วเขาก็ประสบความสำเร็จแบบเต็มๆ กับการแต่งแต้มสีสันให้กับผู้คนผ่านผลงานของเขา

“ผมออกแบบงานสามมิติมาเยอะมากถ้าได้ลองทำผลงานนั้นออกมาเป็นวัตถุในชีวิตจริงๆ ก็คงดีไม่น้อย” เขากล่าวหลังจากที่เราถามว่ามีศิลปะรูปแบบไหนอีกมั้ยที่เขาอยากทำ เพราะงานส่วนใหญ่ของเขานั้นจะเป็นอิลลัสเตรชั่นและการใช้ตัวอักษร “พวกเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านก็น่าสนใจนะครับ” เขากล่าว “จริงๆ แล้วผมชอบโคมไฟมากนะครับ ไม่รู้เป็นอะไรกับมันแต่รู้สึกว่าคงดีไม่น้อยถ้าได้ออกแบบโคมไฟที่มีรูปทรงแปลกๆ หรือจริงๆ แล้วแค่ได้ลองหาอะไรใหม่ๆ ทำก็ดีแล้วครับ” ได้ยินอย่างนี้แล้วไม่แน่เราอาจจะได้เห็นชื่อของเขาไปไปปรากฏอยู่บนโคมไฟจากอีเกียก็เป็นได้ใครจะรู้

 

_aa_0821

 

พูดถึงศิลปะและแฟชั่นกันไปแล้วต่อไปก็คงถึงคิวของดนตรีที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เขาได้เหมือนกัน “ดนตรีนั้นมีอิทธิพลกับผมมากครับ ผมหมายถึงบางครั้งดนตรีก็เป็นตัวหนดความเร็วในการทำงานของผมและยังเซ็ทโทนของงานได้ด้วย ซึ่งบางครั้งก็มาชิลๆ ผ่อนคลาย บางครั้งก็ออกมาหนังหน่วงแบบดนตรีเฮฟวี่เมทัล หรือฮิพฮอพ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแนวดนตรีอะไรก็สามารถสื่อผ่านผลงานของผมได้ทั้งหมด แล้วรสนิยมในงานศิลปะกับดนตรีของผลนั้นหลากหลายมาก ด้วยความที่ผมเป็นคนเบื่อง่าย ก็เลยคอยมาหาสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาทั้งดนตรีและศิลปะ” เมื่อถามถึงแนวเพลงที่ชอบเป็นพิเศษเขาก็กล่าวว่า “ช่วงพักหลังมานี้ผมฟังฮิพฮอพหนักๆ เยอะมากครับ เช่นพวก เคนดริก ลามาร์, ASAP Rocky แล้ว เจ โคล บางครั้งผมก็กลับไปฟังพวกฮิพฮอพแบบคลาสสิคยุคก่อนๆ ด้วยเหมือนกัน” หลังจากเขาก็เหมือนว่ากำลังนึกอะไรบางอย่างออก “ทุกๆ วันนั้นย่อมมีท่วงทำนองและจังหวะที่แตกต่างไม่ซ้ำกัน” เขากล่าว “ผมเริ่มต้นอาชีพของผมด้วยการออกแบบโปสเตอร์คอนเสิร์ตให้วงดนตรีตอนผมอยู่ซิดนีย์ ซึ่งนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ เรียกได้ว่ามันยังคงมีอิทธิพลกับการของผมมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะกับการใช้สีสดๆ และตัวอักษร”

“ผมย้ายจากซิดนีย์ไปอยู่นิวยอร์กได้เกือบ 7 ปีได้แล้วมั้ง แต่ผมก็ยังคงรักออสเตรเลียอยู่นะ เป็นประเทศที่มีความสวยงามมากสำหรับผม” ด้วยการที่เขาย้ายไปอยู่นิวยอร์กนี้เองที่เขาบอกว่ามันคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่บนเส้นทางสายอาชีพของเขา “ที่นิวยอร์กทุกคนพยายามที่จะดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดและผลักดันตัวเองอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับว่าคุณไม่ได้อยู่นิวยอร์กจริงๆ ถ้าคุณไม่ได้ทำงานหนักหรือไม่อยากทำงานหนัก” เขากล่าว “แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นมาตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผมอยู่ที่นั้น สิ่งที่ผมมักจะทำอยู่เสมอก็คือการโฟกัสกับสิ่งที่ผมทำและอยากจะทำ ด้วยโชคดีของผมที่รายล้อมไปด้วยศิลปินเจ๋งๆ มากมายแล้วทุกคนต่างก็คอยเป็นกำลังใจและผลักดันซึ่งกันและกัน ผมว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เลยล่ะ”

 

f1bb8223485073-56326773c2a4f

หนึ่งในผลงานของลุค ชอยส์ หรือ Velvet Spectrum

สุดท้ายดนตรีกับแฟชั่นก็มักจะมาด้วยกันอยู่เสมอแบบขาดกันไม่ได้ เปรียบเสมือนกับสิ่งที่มักจะเกื้อหนุนกันมาอยู่เสมอ อย่างที่นักอิลลัสเตรเตรอ์ผู้นี้ได้กล่าวไว้ข้างต้น ที่ดนตรีนั้นสามารถกำหนดทิศทางอารมณ์ของผลงานให้ออกมาได้อย่างน่าปะหลาดใจ โดยเฉพาะในเรื่องของแรงบันดาลใจที่มีอยู่รอบตัวจนบางครั้งเราอาจจะคาดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ แต่น่าเสียดายที่เราดันลืมถามเขาว่าตอนออกแบบคอลเลกชั่นนี้เขาฟังเพลงอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ คงไม่ใช่ฮิพฮอพตัวพ่ออย่าง asap rocky แน่ๆ ไม่งั้นงานคงจะออกมาดำมืดกว่านี้แน่นอน สำหรับใครที่สนใจอยากจับจองเป็นเจ้าของและร่วมสนับสนุนผลงานของศิลปินสุดเจ๋งคนนี้ก็สามารถพุ่งตรงไปที่ร้าน cc-oo ได้เลย “ผมหวังว่าทุกคนจะชอบมันนะครับ” เขากล่าวปิดท้ายการสนทนาอย่างออกรสชาติครัั้งนี้ “แค่ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าผมเดินไปตามท้องถนนแล้วเห็นใส่ผลงานของผม แล้วแบบเอ๊ะ นั้นงานเรานี่ (หัวเราะ) ผมก็รู้สึกดีใจแล้วครับ”

 

Story by Aekkachai S.