02

 

“ก็แค่ทิ้งมันไป ทะเลสายลมจะปลอบใจ ล้าเท่าไหร่ เอนกายพักใจให้ผ่านคลาย” นี่คือเนื้อเพลงท่อนฮุคจาก ทิ้ง ซิงเกิ้ลแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวของ สิงโต นำโชค ที่มาพร้อมกับดนตรีสไตล์เซิร์ฟมิวสิคและอูคูเลเล่ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ติดตัวยามเมื่อนึกถึงนักร้องและนักกีตาร์ฝีมือดีชาวบุรีรัมย์คนนี้ที่ไล่ตามความฝันในการเป็นศิลปินตั้งแต่สมัยเป็นนักดนตรีอิสระอยู่ที่ภูเก็ตถึง 3 ปี รวมถึงการเป็นหนึ่งในสมาชิกวง Mono ที่มีเพลงดังเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วอย่าง กลัวความสูง จนกระทั่งเมื่อโอกาสมาตบไหล่ทักทาย เขาก็ไม่รอช้าที่จะคว้าเอาไว้ ก่อเกิดเป็นอัลบั้มเต็มทั้งหมด 2 ชุด (อัลบั้ม สิงโต นำโชค ในปี 2010 และ Lucky ในปี 2014), อัลบั้มพิเศษ 2 ชุด, มินิอัลบั้มภาษาอังกฤษอีก 1 ชุด รวมถึงซิงเกิ้ลสุดฮิตอีกมากมายนับไม่ถ้วนภายในระยะเวลา 6 ปี รวมถึงก้าวมาเป็นโค้ชในรายการประกวดร้องเพลงยอดฮิตอย่าง The Voice Thailand อีกต่างหาก

แต่สิ่งที่เรากำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ถือเป็นอีก 1 ก้าวกระโดดครั้งใหญ่สำหรับ สิงโต นำโชค ในวงการดนตรีเลยก็ว่าได้สำหรับ Chok Dee อัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษชุดแรกอย่างเป็นทางการของเขา ซึ่งวางจำหน่ายในรูปแบบซีดีที่ประเทศญี่ปุ่นเพียงที่เดียว ส่วนแฟนๆ ชาวไทยก็สามารถดาวน์โหลดได้จาก iTunes Store และ Apple Music มาเป็นระยะเวลาสักพักหนึ่งแล้ว

อัลบั้ม Chok Dee (หรือที่อ่านว่า โชคดี ในภาษาไทยนั่นแหละ) ประกอบไปด้วยแทร็คทั้งหมด 7 แทร็ค เป็นเพลงที่เขียนขึ้นมาใหม่ 6 เพลง บวกกับการนำเพลง ฮู้ ฮู จากอัลบั้มชุดแรกของสิงโตมาเรียบเรียงใหม่ ซึ่งเขาก็ยังทำงานกับโปรดิวเซอร์คู่ใจอย่าง Kijjaz หรือ กิจจาศักดิ์ ตริยานนท์ แห่งวง Monotone ที่เปรียบเสมือนป๋าดันชักนำสิงโตเข้าวงการเช่นเคย แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือการได้นักดนตรีและนักแต่งเพลงชาวอังกฤษอย่าง ริชาร์ด เครเกอร์ มาร่วมแต่งเติมสีสันทำให้อัลบั้มนี้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้นไปอีก

และหลายคนก็น่าจะจำคลิปสัมภาษณ์ที่สิงโตมีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับสถานีวิทยุ BBC Radio ของประเทศอังกฤษเมื่อปีที่แล้วได้ (คลิป : Singto Numchok | BBC Radio Interview) เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการออกเดินทางไล่ล่าความฝันครั้งใหม่ที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น ด้วยการตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตในต่างประเทศทั้งสิงคโปร์, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, อังกฤษ และฮาวาย รวมถึงได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ในต่างประเทศมาไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งสิงโตกล่าวว่าอัลบั้ม Chok Dee ถือเป็นผลผลิตที่ก่อเกิดจากประสบการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมา

pango kumsaap cover create

 

Carnival ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มนี้ที่ปล่อยออกมาให้ได้ฟังกัน กรู๊ฟเท่ๆ กับซาวนด์ดนตรีกลิ่นอายสไตล์ สิงโต นำโชค ชัดๆ แต่ที่ชอบมากๆ คือไลน์ประสานที่มีเสน่ห์ไม่น้อย ฟังแล้วอยากปาร์ตี้บาร์บีคิวริมทะเลกับเพื่อนๆ แก๊งใหญ่ พร้อมกีตาร์หรืออูคูเลเล่สักตัวก็คงดี High ที่แค่เสียงของหนุ่มสิงโตกับกีตาร์โปร่งตัวเดียวก็เอาอยู่แล้ว ยิ่งท่อนฮุคที่ร้องว่า “You make me feel so high” กับเสียงหลบของเขานี่ถึงอารมณ์ดีนักแล ก่อนจะปิดฮุคสุดท้ายด้วยอะคูสติกแบบฟูลแบนด์ที่เท่ไม่เบา

คึกคักขึ้นมาหน่อยกับ Miss You ที่พาร์ตดนตรีน่ารักน่าฟังทีเดียว แค่ได้ฟังอัลบั้มเวอร์ชั่นก็อดขยับแข้งขยับขาไม่ได้เสียแล้ว มีการใส่เสียงคีย์บอร์ดและกีตาร์ไฟฟ้าเข้าไปแจมในบางท่อน แต่ช่วงหลังๆ กลับรู้สึกนึกถึงเพลงของ เจสัน มราซ อยู่พอสมควรเลยทีเดียว ต่อด้วย Running Around ที่ยังไม่ได้ลดเทมโป้ลงมากนัก และมีความป๊อปร็อคเล็กๆ ด้วยกรู๊ฟของกลองอันเด่นชัด และกีตาร์ไฟฟ้าเสียงคลีนๆ ในท่อนโซโล่ รวมถึงมีสีสันจากเพอร์คัสชั่นและเครื่องเป่าเข้ามาผสมผสาน Sweet Love เป็นเพลงที่เราชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ด้วยความลงตัวในทุกองค์ประกอบ เริ่มต้นเพลงกับเสียงของธรรมชาติทั้งนกร้องเจื้อยแจ้ว คลื่นทะเลซัดเข้าฝั่ง พอเข้าช่วงกลางเพลงมีเซอร์ไพรส์กับการเปลี่ยนจังหวะของเพลง รวมถึงเสียงคีย์บอร์ดและซินธิไซเซอร์ที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งเพลงนี้ติดชาร์ตเพลงออนไลน์ที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย บอกเลยว่าเพราะมาก

Hoo Hoo เพลงเก่าจากอัลบั้มแรกสุดอย่าง สิงโต นำโชค ที่เรียบเรียงใหม่ได้ครึกครื้นคึกคักกับจังหวะแซมบ้าที่เต็มไปด้วยบรรดาเครื่องเป่าและเพอร์คัสชั่นแบบจัดเต็ม ก่อนจะเพิ่มไลน์คีย์บอร์ดและกีตาร์อะคูสติกเข้ามาในช่วงหลัง ปิดท้ายอัลบั้มด้วยเพลงสนุกๆ If You Want To ที่ก็ยังอยู่ในมู้ดแอนด์โทนเดียวกันกับแทร็คอื่นๆ ซึ่งก็เหมือนเป็นการส่งท้ายว่าเขาพร้อมจะทำให้ทุกอย่างที่แฟนเพลงต้องการไม่ว่าจะนอน เต้นรำ หรือแม้แต่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน

03

 

ว่ากันตามจริงแล้วอัลบั้ม Chok Dee ก็ไม่ได้ฉีกหนีไปจากอัลบั้มภาษาไทยของ สิงโต นำโชค มากเท่าไหร่นัก เขายังคงใช้กีตาร์อะคูสติกในการดำเนินท่วงทำนองของเพลง เนื้อหาในโทนบวกฟังแล้วสดใสยิ้มตามได้เสมอ ซึ่งทั้ง 7 แทร็คในอัลบั้มนี้สิงโตก็เลือกนำเสนอในแนวทางดังกล่าวทั้งหมด ซึ่งดูเป็นแนวทางที่คล้ายคลึงกับอัลบั้มชุดแรกของเขา รวมถึงลูกเล่นของวิธีการร้องที่ยังคงเสน่ห์และเอกลักษณ์ในแบบหนุ่มสิงโตเช่นเคย

สิ่งที่แปลกใหม่นอกจากเนื้อเพลงภาษาอังกฤษทั้งหมดแล้ว พาร์ตดนตรีก็ยังมีความวาไรตี้สูง ที่เด่นชัดที่สุดก็น่าจะเป็นบรรดาเครื่องเป่าและคีย์บอร์ด โครงสร้างในบางเพลงสามารถสร้างเซอร์ไพรส์ให้คนฟังได้อยู่เรื่อยๆ แต่ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ด้วยความที่ดนตรีสไตล์เซิร์ฟมิวสิคของ สิงโต นำโชค นั้นมีความละม้ายคล้ายคลึงกับศิลปินต่างประเทศบางคนอยู่พอสมควร ยิ่งเมื่อเขาร้องเพลงภาษาอังกฤษ ก็อาจไม่ได้สร้างความแตกต่างไปจากเพลงของ เจสัน มราซ หรือ แจ๊ค จอห์นสัน มากเท่าใดนักในเรื่องของซาวนด์ดนตรี

ปีนี้มีศิลปินไทยที่โกอินเตอร์หลายรายรวมถึงอัลบั้ม Chok Dee ของสิงโต นำโชคด้วย ซึ่งถ้ามองว่าเป็นแค่การชิมลางสู่ระดับสากลก็ถือว่าเข้าขั้นน่าพอใจ ด้วยน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ และซาวนด์ดนตรีที่มิกซ์ได้ดีเลยทีเดียว ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะไปได้สวยในตลาดเพลงที่ญี่ปุ่น กับการที่เพลง Sweet Love ขึ้นชาร์ต อีกทั้งหนุ่มสิงโตยังได้สัมภาษณ์ลงนิตยสารอีกด้วย แต่หากจะมองไปถึงอนาคตที่อยากจะยืนหยัดอยู่ในวงการเพลงระดับสากลแบบยาวๆ สิงโต นำโชค อาจจะต้องกล้าที่จะสร้างสไตล์ดนตรีของตัวเองให้เด่นชัดมากกว่านี้

 

Story by: Chanon B.
Photos by: What The Duck