Desert Trip-01

 

เมื่อหกร็อคเกอร์รุ่นป๋าโคจรมาพบกันในงานเดียว ทั้ง The Rolling Stones, พอล แมคคาร์ทนีย์, บ๊อบ ดีแลน ฯลฯ  ผู้จัดรวยแน่นอน เผลอๆ อาจทะลุร้อยล้านเหรียญสหรัฐเลยก็เป็นได้!

 

เชื่อว่าหลายคนต้องพยักหน้าเห็นด้วยถ้าเราจะเรียกเทศกาลดนตรี Desert Trip ว่าเป็นคอนเสิร์ตแห่งศตวรรษ เพราะเป็นการรวมตัวของขาร็อครุ่นใหญ่อย่าง The Rolling Stones, พอล แมคคาร์ทนี, โรเจอร์ วอเตอร์ส, บ๊อบ ดีแลน, นีล ยัง และ The Who มาเป็นดรีมทีมผลัดกันขึ้นเวทีตลอดสามวัน ระหว่างวันที่ 7 – 9 ตุลาคม บิลบอร์ดขอทายว่างานนี้ผู้จัดมีสิทธิ์ได้เงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเผลอๆ อาจจะร้อยล้านเลยก็ได้

แทบไม่น่าเชื่อว่าอภิมหาคอนเสิร์ตใหญ่ขนาดนี้ดันถูกจำกัดไว้แค่ภายในสามวัน โกลเด้นวอยซ์ (บริษัทลูกในเครือเออีจี) ที่รับหน้าที่เป็นผู้จัดงานในครั้งนี้ก็เคยยืดเวลาจัดงาน Coachella ให้กลายเป็นงานสองอาทิตย์มาแล้วตั้งแต่ปี 2012 การเพิ่มระยะเวลาจัดงานเท่ากับช่วยขยายโอกาสในการทำเงินไปในตัว ถ้าผู้จัดเปลี่ยนใจตอนนี้สักหน่อยล่ะก็ รอนับเงินร้อยล้านได้เลย และถ้าเป็นจริงขึ้นมา เรามั่นใจว่านี่จะเป็นคอนเสิร์ตที่ทำรายได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ผู้จัดเจ้าเดียวกับ Coachella สถานที่จัดงานก็เหมือนเดิมเช่นกันคือที่ เอ็มไพร์ โปโล กราวนด์ส ในอินดิโอ แคลิฟอร์เนีย อย่าว่าแต่ให้นึกภาพความยิ่งใหญ่บนเวทีเลย แค่เราจินตนาการโปสเตอร์งานที่จะรวม 6 ตำนานผู้ยิ่งใหญ่มาไว้ในกระดาษแผ่นเดียว แค่นี้ก็เกินความคาดหมายแล้วเพราะไม่เคยนึกฝันว่าจะได้เห็นมาก่อน

เมื่อระดับตำนานมาผนึกกำลังกันแบบนี้ มูลค่าของงานจะตีเป็นราคาได้สักเท่าไหร่กันนะ? แหล่งข่าวเผยว่าวงป๋ามิก The Rolling Stones, พอล แมคคาร์ทนีย์ กับ โรเจอร์ วอเตอร์สแห่ง Pink Floyd เป็นโชว์หลักที่น่าจะเรียกเงินได้ประมาณ 7 ถึง 10 ล้านเหรียญ ส่วนอีกสามท่านอย่างบ๊อบ ดีแลน, นีล ยัง และ The Who น่าจะทำเงินได้โชว์ละ 1 ล้านเหรียญ ว่ากันว่า 4 ใน 6 โชว์นี้น่าจะถึงเป้าที่ตั้งไว้ บวกลบกันไม่น่าคลาดเคลื่อนมาก

พอล ทอลเล็ต ผู้บริหารโกลเด้นวอยซ์เผยว่าแค่ค่าจ้างพวกเขามาเล่นอย่างเดียวก็ใช้งบ 35 ล้านแล้ว แต่แค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วง ยินดีทุ่มเท่าไหร่เท่ากันเพื่อให้ฝันนี้กลายเป็นจริงให้ได้

ในแต่ละวันของช่วงเทศกาล คอนเสิร์ตจะเริ่มหลังพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น และความพิเศษคือขนาดของงานที่จะยิ่งใหญ่เทียบเท่าระดับสเตเดียม ผู้จัดงานวางระบบการจัดการเรื่องที่นั่งผู้ชมแล้ว ค่าใช้จ่ายสูงไม่ใช่เล่นที่ประมาณ 13 ล้านเหรียญ สรุปตัวเลขกลมๆ เลยแล้วกันว่าผู้จัดต้องมีเงิน 50 ล้านเหรียญงานนี้ถึงจะสำเร็จได้

พูดถึงรายจ่ายกันไปแล้ว ต่อไปมาดูรายรับกันบ้าง ค่าบัตรเข้าชมทั้งสามวันมีหลายราคา ตั้งแต่ระหว่าง 699 เหรียญไปจนถึง 1,599 เหรียญให้ได้เลือกได้ตามกำลังทรัพย์ คาดว่าจะมีบัตรพิเศษให้จอง 3 หมื่นที่ บวกกับอีก 4 หมื่นที่สำหรับบัตรปกติ ถ้าใครอยากซื้อบัตรรายวันก็อยู่ที่ 199 เหรียญ ดูแล้วผู้จัดน่าจะคืนทุนได้ไม่ยากถ้าตั้งราคาบัตรไว้ไม่ขาดไม่เกินจากนี้

แต่จัดงานทั้งที แค่คืนทุนคงไม่พอเพราะใครก็หวังผลกำไรทั้งนั้น แล้ว Desert Trip จะหากำไรได้จากไหนล่ะ? คำตอบง่ายๆ แค่สามพยางค์ ‘วี.ไอ.พี.’

17 ปีที่ผ่านมากับงาน Coachella ผู้จัดงานก็ได้เสกคาถาเนรมิตให้ละแวกนั้นกลายเป็นย่านเจริญขึ้นมาทันที มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นเต็มไปหมด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยกระดับประสบการณ์เหมือนที่ในโฆษณาเขาชอบพูดกัน สิ่งอำนวยที่ว่านี้มักอยู่ในรูปแบบของแกลมปิ้ง (เทรนด์แบกเป้นอนเต็นท์ เลือกได้ทั้งแบบย่อมเยาไปจนถึงยกโรงแรมห้าดาวมาไว้ในเต็นท์) ร้านอาหารเพียบ สนามกอล์ฟ รีสอร์ทอีกมากมายพร้อมสรรพ ตั้งรกรากอยู่ในนั้นกันได้สบาย

นอกเหนือจากปัจจัยอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ผู้จัดยังหาเงินได้จากการขายสินค้าในงาน (ที่มีสิทธิ์ทำเงินได้มากถึง 25 ล้านเหรียญ เยอะกว่างานซูเปอร์โบว์ลเสียอีก) นี่เรายังไม่ได้พูดถึงสปอนเซอร์เลยด้วยซ้ำ ซึ่งบิลบอร์ดคำนวณดูแล้ว สปอนเซอร์น่าจะใจดียอมลงให้ 20 ล้านเหรียญ ทั้งยังมีบริการถ่ายทอดการแสดงผ่านสตรีมมิ่งให้ผู้ชมต่างแดน หรือให้คนจ่ายเงินเพื่อแลกกับการรับชมผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นไปได้ว่าจะได้มาอีก 1 ล้านเหรียญ หรือต่อให้งานจบไปแล้วก็ใช่ว่าจะได้ปิดบัญชี เพราะอย่าลืมว่าสามารถผลิตเป็นดีวีดีออกมาขายได้อีกด้วย จากการวิเคราะห์เท่านี้ก็โล่งอกและขอแสดงความยินดีกับผู้จัดไว้ล่วงหน้าเลยแล้วกัน

มาร์ชา วลาซิก ประธานบริษัท Artist Group International เอเจนซี่ที่ดูคิวคอนเสิร์ตให้กับ นีล ยัง เล่าให้เราฟังว่า “พอล (ผู้จัดงาน) โทรหาผมเก้าเดือนก่อน เขาถามผมว่าคิดยังไงกับไอเดียนี้ ผมตอบว่างานนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้หรอก แต่เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เป็นวิสัยทัศน์ของเขา”

แต่วันนี้ความเป็นไปได้เริ่มชัดเจนขึ้นแล้วในสายตาของมาร์ชา “งานนี้จะเรียกคนจากทั่วทุกมุมโลกให้มารวมตัวกันครับ พวกเขาจะได้เห็นกับตาว่านี่คือโอกาสอันแสนมหัศจรรย์และหาดูได้ยาก”

 

 

Story and photo by: Billboard
Translated by: Sutthimas R.