“คุณลองคิดภาพในหนึ่งปีเนี่ย ไม่มีเพลง คุณไม่ได้ยินเสียงเพลงเลย คุณอยู่ได้ไหมล่ะ? เมื่อ DJ Bomber Selecta โยนคำถามนี้มา นอกจากจะทำให้ทั้งห้องสัมภาษณ์ส่งเสียงพร้อมกันว่า ‘โอ๊ยยยยย’ พร้อมกับพากันโวยวายด้วยเหตุผลต่างๆ นานาแล้ว ยังทำให้เราเข้าใจด้วยว่าทำไมดีเจคนนี้เป็นดีเจที่สามารถครองแชมป์ Red Bull Thre3Style หรือรายการที่เฟ้นหาสุดยอดดีเจ โดยที่ดีเจแต่ละคนจะต้องใช้เพลงอย่างน้อย 3 สไตล์มามิกซ์ให้เข้ากันภายในเวลาเพียง 15 นาที ถึง 2 สมัย และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งชิงแชมป์ระดับโลกปีที่แล้วที่ญี่ปุ่นโดยถึงแม้จะไม่ได้คว้ารางวัลกลับบ้าน แต่ในปีนี้เขากำลังเตรียมตัวจะไปแข่งรายการเดียวกันที่ประเทศชิลี เดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

นอกจาก DJ Bomber Selecta หรือ บาส – พิทยา อิ่มลมัย จะเป็นคลับดีเจมือเก๋ามา 10 กว่าปี ที่คุณสามารถไปชมฝีมือการมิกซ์เพลงของเขาได้บางครั้งบางคราวที่ร้าน Sway ย่านทองหล่อ และสามารถแวะไปเยี่ยมสตูดิโอสอนดีเจของเขาเองที่ชื่อว่า Kreatah DJ Skool และถ้าคุณเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบการไปเทศกาลดนตรีต่างๆ คุณอาจจะเคยเจอเขาแล้วก็ได้ เพราะเขาเองก็ไปโชว์ฝีมือในงานเทศกาลดนตรีอยู่หลายครั้งเช่น Warp Music Festival 2015 และThe Music Run by AIA Vitality 2015  แต่ที่น่าสนใจก็คือดีเจคนนี้ เรียนจบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์มาโดยเฉพาะตั้งแต่ปริญญาตรี และเขายังเป็นวิศวกรวัสดุที่ทำวิจัยให้กับ Universiti of Sains Malaysia หรือ มหาวิทยาลัยวิทยาศาตร์แห่งมาเลเซีย ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่เขาได้รับทุนการศึกษา Jaica จากประเทศญี่ปุ่นให้ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทอีกด้วย บางคนอาจจะคิดว่ามันเข้ากันได้จริงเหรอ? วิศวกรกับการเป็นดีเจ ไม่น่าจะมีศาสตร์ที่คล้ายคลึงกันเลย แต่หลังจากที่พูดคุยกับเขาในวันนี้ทำให้เราเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง ว่าทำไมเขาถึงครองแชมป์ประเทศไทยได้ถึง 2 สมัยซ้อน

3
5

จุดเริ่มต้น

ในแง่ความเป็นดีเจจริงๆ เริ่มตั้งแต่เด็ก คือถ้าเราชอบฟังเพลงเราก็เหมือนเป็นดีเจคนนึง เปิดเพลงให้ที่บ้านฟัง ที่บ้านฟังลูกทุ่ง พอมัธยมก็ไปฟังอัลเทอร์เนทีฟ พังค์ ร็อค อะไรก็แล้วแต่ตามกระแสยุคนั้น แล้วเราก็เริ่มทำอัลบั้มส่วนตัวแลกกันกับเพื่อน หรือมิกซ์เทปนั่นแหละครับ แต่อาจจะไม่ได้ใช่ทักษะของคลับดีเจ

ส่วนคลับดีเจนี่เริ่มจริงๆ ประมาณ 13-14 ปีที่แล้วในไนต์คลับแถวรัชดา ผมมีรุ่นพี่เปิดบาร์อยู่ ผมก็ไปเที่ยวแล้วเราก็รู้สึกว่าเราเล่นดนตรีเยอะ สะสมเพลงมาเยอะ มันดูน่าสนใจที่คนๆเดียวสามารถควบคุมคนทั้งฮอลล์ได้ โดยใช้เครื่องมือเล็กๆ แต่เราสามารถทำให้คนรู้สึกสนุกสนานเต้นได้ ผมก็ให้รุ่นพี่สอน หลังจากนั้นก็ศึกษาจากวิดีโอ ซีดีที่อิมพอร์ตเข้ามา อะไรพวกนี้ก็จะช่วยผม แล้วก็มีพี่ๆ คนที่มีอิทธิพลทางความคิดช่วยทั้งในไทยและเทศ แต่ท้ายที่สุดเราก็เป็นเขาไม่ได้ เราก็ต้องหาทางของตัวเรา จนมาถึงทุกวันนี้

ที่มาของชื่อ Bomber Selecta

เป็นชื่อที่เพื่อนดีเจชาวญี่ปุ่นตั้งให้ครับ สมัยก่อนผมใช้ชื่อว่า Bombastic เป็นชื่อเพลงของศิลปินเรกเก้ชื่อแชกกี้ทีนี้เขาเปลี่ยนชื่อให้ผมโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาเรียก Bomber เหตุจากผมชอบไปแกล้งเขาเวลาเขาคุยกันอยู่ เลยวงแตก เหมือน Bomberman ฮะ เหมือนพวกชอบวางระเบิด ส่วนคำว่า Selecta มันมาจากวัฒนธรรมเรกเก้คือดีเจ แต่เป็นดีเจที่เป็นเอ็มซี หรือคนที่ร้อง

Red Bull Thre3Style “รายการนี้รวบรวมศิลปะของการเป็นดีเจทุกอย่าง” 

บางคนอาจจะคิดว่าการเป็นดีเจก็คือการเปิดเพลง หรือที่เราเข้าใจกันว่าแค่เปิดแผ่น เอาเพลงมาต่อกัน แล้วทำอะไรต่อ? แต่จริงๆ แล้วการเป็นดีเจที่ดีมีองค์ประกอบหลายอย่างมาก

DJ Bomber Selecta บอกว่า “สำหรับรายการนี้ ในการให้คะแนนก็จะมี Skills, Originality, Track Selection, Crowd Response  และ Personality ของคุณ มันมีความหมายทุกอย่างเลย คือมันวัดได้ว่ารายการนี้รวบรวมศิลปะของการเป็นดีเจทุกอย่าง คุณมี Technical อย่างเดียวแต่ไม่มี Selection คุณก็จบ คุณมี Selection ที่ดีแต่ไม่มีทักษะหรือ Technical ก็จบเหมือนกัน หรือคุณไปดูของเมืองนอกมาแล้วเอาของเขามาทั้งดุ้น หรือคิดอะไรใหม่เองไม่ได้ กรรมการเขาดูมา 20 กว่าประเทศเขาก็รู้ แล้วถ้าคนไม่เต้น ไม่สนุกก็หมดความหมาย  คุณขึ้นไปคุณตื่นกลัวคุณก็หมดความหมาย ในรายการนี้คุณจะต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น เช่นอาจจะเป็นเพลงของคุณเองก็ได้ ในการแข่งคุณอาจจะต้อง Live Performance อยู่ดีๆ คุณจะกดเสียงกีตาร์ตอนนั้นเลยก็ได้ เขาจะฟรีสไตล์มากๆ คือการต่อเพลงกันธรรมดาเขาจะไม่เล่นกัน อย่างน้อยที่สุดคุณต้องบอกได้ว่าคุณกำลังทำอะไร

แล้วสไตล์ของคุณคืออะไร ?

“คือผมเป็นดีเจที่มีซีเลคชั่นรวมๆ คือผมมีสิ่งที่ผมชอบนะ อย่างผมชอบเรกเก้ เพราะเรกเก้มีเสน่ห์ มันผ่านการต่อสู้  มันมีหลายแง่มุมให้เราเสพย์ ผมเป็นคนเปิดกว้าง แต่เวลาไปเล่นเราก็ต้องเลือก เพราะคำว่าดีเจมันต้องมากับคำว่า Selection ด้วย Selection ของคุณจะเป็นตัวบ่งบอกสไตล์ของคุณ เพราะแต่ละคนรสนิยมก็ไม่เหมือนกันและแน่นอนว่าผมเปิดเพลงแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ผมก็จะไปมองก่อนว่าคนแบบนี้  ไลฟ์สไตล์แบบนี้ ผมก็ต้องเลือกให้ถูกกับเขา มันไม่จำเป็นจะต้องมีสไตล์ชัดเจน หรือผมจะไปไหนแล้วจะเปิดแต่แบบนี้เท่านั้น ผมจะใช้วิธีการเปิดของผมมากกว่า เช่นมีการแสครช หรือแมชอัพ คือเอาเนื้อเพลงมาใส่กับป๊อปมาใส่บีตฮิปฮอป ผมไม่ยึดติดอะไร เพราะถ้าปิดกั้น ผมก็แข่งรายงาน Thre3Style ไม่ได้ ผมรู้สึกว่าดนตรีก็คือดนตรี เราไม่ควรยึดสรณะอะไรซักอย่าง”

เหมือนกับว่าคนดูจะสำคัญที่สุด ?

แน่นอน คนฟังแฮปปี้ก็หมดหน้าที่ผมแล้ว ไม่ชนะก็ไม่เป็นไร ท้ายที่สุดมันมาตรงนี้ แล้วเราก็ได้มาเจอกันเพราะเสียงเพลง สำคัญที่สุดก็คือคนดูมีความสุข เงินก็ซื้อไม่ได้ แต่คุณก็ต้องมีความสุขด้วยนะ ทุกเพลงมีความหมาย ผมชอบด้วย คุณชอบด้วย และระหว่างที่คุณทำ ในนั้นมันจะมีพลังบางอย่าง ถ้าคุณแฮปปี้คนดูเขาก็แฮปปี้ เขาดูออก มันอยู่ที่เรามีทัศนคติ คุณจะเอาแต่ใจคุณเองหรือเปล่า? คือเรียกร้องให้คนเข้าใจคุณ คือคุณเห็นแก่ตัวจริงมั้ย ผมเป็นคนที่ว่าอย่างน้อยต้องครึ่งๆ แต่ผมจะให้คน 80 แล้วผมมีวิธี 20 ของผม มันไม่มีประโยชน์ที่คุณเล่นไปแล้วคุณเรียกร้องว่าคุณเป็น Artist แล้วคนไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจคุณก็ต้องทำใจ ก็จริงๆแล้วเพราะคุณไม่เข้าใจเขาอยู่ ถูกมั้ย? สำคัญที่สุดคือคุณเข้าใจคน  คุณให้ความสุขแก่คน  

เตรียมตัวจะไปแข่งปีนี้อย่างไรบ้าง ?

การแข่งปีแรกจนปีที่ 7 นี้ เขาจะมีวิวัฒนาการว่าเล่นแบบนี้เขาคาดเดาได้ง่ายแล้วนะ เก่าแล้วนะ คุณต้องหาเทคนิคใหม่ๆ หรือว่าลูกเล่นที่สามารถเซอร์ไพรส์กรรมการและคนฟังได้เพราะถ้าคุณไปเล่นเรียบๆ เขาเดาก็ไม่สนุก แต่ถ้าเราสามารเซอร์ไพรส์เขาได้ จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ เช่น ผมสามารถเอาเนื้อร้องที่เป็นเสียงร้องเปล่าๆ มากดเป็นเมโลดี้ของอีกเพลงนึง เสียงเปียโนก็ได้สลับที่โน้ตแล้วมากดเป็นเพลงใหม่ มันก็จะเซอร์ไพรส์ และมันคือการเล่นแบบรูทีน 15 นาทีนี้ มันคือการฝึกซ้อม ผมเชื่อว่าเขาฝึกซ้อมกันเป็นหลายร้อยรอบ ผ่านความคิดและจินตนาการ ผมแบ่งเป็นอย่างงี้ คุณมีจินตนาการต่างๆ มีสมองมีหัวคิด ประสบการณ์ของคุณ และ คุณมีมือ ก็คือคุณต้องฝึกเพราะมันจะมีทริคต่างๆที่ค่อนข้างใช้ทักษะ ท้ายที่สุดจะมีใจของคุณอีก ถ้าใจคุณโอเค คุณก็ไม่ต้องกลัว มันก็ไม่มีอะไรเลย คุณไปคิดเยอะเอง ถ้าใครเคยขึ้นโชว์ ก็เหมือนไปพูดหน้าชั้นเรียน มันประหม่า เกร็ง ผมคิดว่าคุณก็เคย แต่ท้ายที่สุดมันจะมีเคล็ดลับอยู่ก็คือ มันไม่มีอะไร ไม่ต้องไปคิดอะไร ก็ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ คือสายตาหลายๆ คู่ที่จับมาที่คุณ คุณก็ปล่อยผ่าน สุดท้าย..อย่าไปคิดอะไรเยอะ บางทริคผมไม่ได้คิดนะ ผมนั่งอยู่เงียบๆ บางช่วงผมชอบอยู่คนเดียว บางครั้งมันก็มาเอง มันเป็นเรื่องของจินตนาการ ยิ่งคิดก็คิดไม่ออก เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิด

คุณกำลังจะบอกว่าแรงบันดาลใจของคุณคือการอยู่สบายๆ ไม่ต้องคิด ?

ก็คืออยู่สบายๆ คุณอย่าลืมนะว่าเพลงเนี่ยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก นอกจากยารักษาโลกเนี่ย เพลงเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ คุณเกิดมาก็มีเพลงแล้ว ตอนเช้าคุณก็ร้องเพลงชาติ เพลงมันอยู่กับมนุษย์มาตั้งนานแล้ว อยู่ที่คุณใช้มัน คุณมองมันแบบไหน บ๊อบ มาลีย์บอกว่า “One good thing about music, when it hits you, you feel no pain.” ความหมายมันก็ตรงตัว มันอยู่ที่เราตีความ หรือบางครั้งก็ไม่ต้องตีความ บางเพลงมีแค่เสียงดนตรีเราก็มีความสุข อันดับที่สำคัญจริงๆ คือเราต้องแฮปปี้กับมัน

2
1

กับปีนี้คาดหวังมากน้อยแค่ไหน?

เต็มที่เลย ผมมองว่าเป็นโอกาส ไม่มีอะไรต้องกลัวเขา บางคนเห็นฝรั่ง ญี่ปุ่น หรือคนที่เก่งแล้วกลัว แล้วคุณสู้เขาไม่ได้หรอ จริงๆ ก็ได้ แต่คุณทำหรือเปล่า ลุยก็ต้องลุย ศึกษา ซ้อม ตื่นมายังไม่แปรงฟันผมก็ซ้อมแล้ว ตอนนี้เรียกได้ว่าทั้งชีวิตอยู่กับดีเจตลอดเลย ปีที่แล้วยังน้อยนะ เพราะผมทำงานในแล็บด้วย อยู่ในจินตนาการซะมาก ในการแข่งของไทยก็คือทิ้งทวน ส่วนที่ไปนอกก็จะแก้ตัวครับ

ทำงานในแล็บเป็นวิศวกร มันต่างกันมากไหม ระหว่างวิศวกรกับการเป็นดีเจ ?

การทำงานมันเหมือนกันหมด งานคืองาน แค่เปลี่ยนเนื้อหาเท่านั้นเอง อยู่ที่ว่ามันเปลี่ยนไปแบบไหน วิศวะก็ใช้จินตนาการนะ ต่อให้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่งั้นไม่เกิดสิ่งใหม่ๆ ดนตรีก็เหมือนกัน จินตนาการสำคัญมากๆ คุณทำอะไรเดิมๆ คุณไม่เบื่อเหรอ? มันไม่ท้าทาย มันมีบางคนที่บ้ามาก ผมคิดว่าผมบ้าแล้วนะแต่เขาบ้ากว่าผม คือเห็นอะไรแล้วก็คิดว่ามันไปได้ต่อเสมอ ลองคิดอะไรที่เราคิดว่าคิดไม่ออกแล้วคุณจะอึ้ง เออ..ทำไมเราไม่คิดเหมือนเขานะ เพราะเขาคิดไม่เหมือนเราไง เขาเลยทำได้ ใช่ไหม? แต่ถ้าเราเป็นคนยอมจำนน ก็อยู่ไป ไม่ทำอะไร เขาทำอะไรให้หมดแล้ว เวลาบนโลกของเราก็เสียเปล่า

4

คุณมองอะไรต่อในอนาคต ?

ผมเปิดสตูดิโอสอนเกี่ยวกับดีเจ ผมรู้สึกว่าผมถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ได้ปีที่สองก็รู้สึกมันเยอะไปแล้ว ผมก็จะเริ่มถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่น ทั้งเขียนหนังสือด้วยเพราะถ้าความรู้และทักษะอยู่กับผม มันไม่เกิดประโยชน์ รุ่นใหม่ต้องเก่งกว่ารุ่นเก่า

ผมว่าหนังสือสอนดีเจในเมืองไทยน้อยมาก ไม่มีเลยดีกว่า แต่ในขณะที่หนังสือสอนทำกับข้าวเยอะมากเลย คือผมมีทุกเล่มที่อยู่ในโลกใบนี้ ผมก็เกิดคำถามเฮ้ย พอเรามีความสามรถตรงนี้ทำไมเราไม่ทำ แล้วก็ผมอาจจะศึกษาต่อปริญญาเอกด้วย

แล้วคลับดีเจในอนาคตล่ะ ?

มันจะโตกว่านี้มากครับ ดูจากเฟสติวัลเข้ามาเยอะมาก มากกว่าญี่ปุ่น มาเลเซีย เป็นแรงกระเพื่อมที่ดีมากๆ แล้วศักยภาพดีเจไทยก็เก่ง บางคนอาจจะไม่มีชื่อเสียง ขาดการพีอาร์ แต่เขามีฝีมือ สู้ฝรั่ง ญี่ปุ่นได้สบายๆ เราเก่งเพราะการเปิดเพลงในไทยมันท้าทายมาก เพราะไทยมีชาร์ตประหลาด ตามเฟซบุ๊ค แคมฟร็อก กระทั่งเพลงบ้านเขาก็ไม่ได้เปิด ผมไปอยู่มาเลเซีย มาเป็นเดือนๆ เพลงมาเลเซียที่เปิดในบ้านเรา บ้านเขาไม่ได้เปิด จะมองว่ามันน่ารักมันก็น่ารักนะ แต่จะมองว่าเป็นดาบสองคมมันก็ใช่ มันแสดงว่าเราไม่เรียนรู้อะไร แล้วก็ติดอยู่แค่สไตล์เรา แต่โตแน่นอน เทคโนโลยีมันเยอะมากเลย แต่คุณต้องซัพพอร์ตนะ เพลงนึงไม่กี่สิบบาท ซีดีซักแผ่น หรือหนังสือซักเล่ม

ฝากอะไรถึงน้องๆ ที่อยากเป็นดีเจหน่อย

อันนี้ก็เป็นที่ถกเถียงของซีนโลกเลยนะ เพราะใครๆ ก็เป็นดีเจได้ เทคโนโลยีมันช่วยคุณ เดี๋ยวนี้มีแลปท็อปตัวนึง คุณก็เล่นได้แล้ว แต่ผมฝากไว้อย่างนึงคือ Soul ความเป็นดีเจของคุณ คุณชอบแล้วต้องชอบให้จริงอย่าไปชอบเป็นกระแส มันเสียเวลาคุณ อย่าให้มันเป็นแฟชั่น แต่ถ้าคุณ For life มันจะอยู่กับคุณตลอด คุณจัดปาร์ตี้เล็กๆ ได้ ไปเล่นงานแต่งเพื่อนได้  ผมไม่อยากให้คุณยึดอะไรเลย โดยเฉพาะเมืองไทย มาแล้วก็ไป คืออยากให้มองว่าดนตรีคือดนตรี แล้วถ้าคุณชอบอะไรก็อย่าให้ใครมาชี้นำคุณ คุณต้องเป็นตัวของตัวเอง แต่ไม่ใช่มีอีโก้นะ คนมั่นใจกับคนไม่มีกาลเทศะมันคนละเรื่องกัน

 

Story by Pensagow S.