Billboard_Dua_Lipa_0347

 

ในช่วงบ่ายของเดือนกุมภาพันธ์ ณ โกดังแห่งหนึ่งในเมืองลอนดอน ดัว ลิปา กำลังนั่งอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมเธอถึงได้หลงไหลในการสักเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งศิลปินสาวหน้าใหม่ไฟแรงวัย 21 ปีคนนี้ มีรอยสักถึง 7 ที่ด้วยกัน ตั้งแต่ลายกราฟิกหุ่นคนจากคีธ แฮริ่งบนนิ้วขอวเธอ ไปจนถึงต้นปาล์มบนข้อศอกซ้าย ต่อด้วยคำว่า “angel” บนไหล่ขวา และประโยคที่ว่า “This Means Nothingบนแขนซ้ายของเธอ ด้วยเพราะแทนที่เธอจะกลัวการสักแต่เธอกลับชอบความรู้สึกเวลาที่เข็มเจาะลงบนผิวหนังของเธอเสียต่างหาก

“มันเหมือนเป็นความคิดที่ว่า มันจะอยู่กับเราไปตลอด และทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาและสถานที่นั่นๆ” เธอกล่าวขณะกำลังนั่งทอดตัวอย่างสบายบนเกาอี้ผ้ากำมะหยี่สีเทา “เมื่อไรก็ตามที่ฉันได้เดินทางมันเหมือนกับติดตัวฉันไปตลอด”

ซึ่งเธอเองก็เรียกได้ว่าต้องเดินทางห่างบ้านหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา ด้วยแนวเพลงสไตล์ป็อปแบบดาร์กๆ ของเธอที่นำมาซึ่งการเดินสายทัวร์กว่า 15 เมืองทั่วสหรัฐอเมริกา และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเธอก็สามารถทะยานขึ้นชาร์ตบิลบอร์ด Hot 100 ด้วยเพลง Scared to Be Lonely ที่เป็นการร่วมงานของเธอกับดีเจสายอีดีเอ็มไฟแรง มาร์ติน แกริกซ์ และก่อนหน้านั้นเธอก็เพิ่งเดินสายทัวร์ด้วยการเล่นเปิดให้ ทรอย ซีวาน ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง “พวกเราไปเที่ยวคลับเปลื้องผ้าในเมืองแอตแลนต้าด้วยกันหลังจบทัวร์” เธอกล่าวถึงการร่วมงานกับทรอย “ซึ่งฉันก็ไม่เคยไปมาก่อนเลยและมันก็เป็นแบบทุกสิ่งที่ฉันหวังเอาไว้เลย”

สำหรับประเทศอังกฤษดัวเป็นศิลปินที่ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการด้วยเวลาอันรวดเร็ว โดยมีถึง 3 ซิงเกิ้ลฮิตที่อยู่ในท็อป 15 ชาร์ต U.K. Singles เป็นตัวพิสูจน์ความแรงของเธอทั้งจาก Scared to Be Lonely, Be the One และ No Lie ที่เป็นการร่วมงานกับณอน พอล ซึ่งว่ากันว่าแล้วเธอเองก็เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความขี้เล่นแบบ ลานา เดล เรย์ หรือความสามารถที่หลากหลายแบบ เคที่ เพอร์รี่ ที่ปิดท้ายด้วยความเป็นโซลแบบเท่ๆ ตามสไตล์ เอมี่ ไวน์เฮาส์ จึงทำให้ภาพลักษณ์ของเธอออกมาในรูปของสาวข้างบ้านที่เปี่ยมไปด้วยความซ่า “ความฝันสูงสุดในปีนี้คือทำในสิ่งที่ทำอยู่นี่แหละ แต่แค่ในสเกลที่ใหญ่ขึ้นไปอีก” เธอกล่าว

ชื่อของเธอ “ดัว” มาจากภาษาแอลเบเนียแปลว่า “รัก” และเธอเองก็เกิดและโตในกรุงลอนดอนด้วยพ่อแม่ของเธอที่ลี้ภัยทางสงครามมาจากโคโซโว ซึ่งเธอก็เริ่มฉายแววความสนใจในเรื่องของดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ “ฉันหลงใหลแนวเพลงฮิปฮอปมาตลอด” เธอกล่าว “ฉันอยากที่จะใช้ความซื่อสัตย์ในการเล่าเรื่องของฉันอย่างตรงไปตรงมาเหมือนกับศิลปินอย่างเจ.โคลทำ”

ลูกสาวของ ดูกาจิน ลิปา ร็อคเกอร์ชาวอัลแบเนีย-โคโซโว ผู้นี้เริ่มอัพโหลดวิดีโอคัฟเวอร์เพลงจากคริสติน่า อากีเลรา ลงยูทูปตั้งแต่อายุ 15 ปี ที่ทำให้พ่อแม่ของเธอเริ่มกังวลกับการตัดสินใจตามหาเส้นทางความฝันสายดนตรีแทนที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และเพียงไม่กี่ปีต่อมาเธอก็เจอกับ เบน มาวสัน ผู้จัดการส่วนตัว ที่สามารถทำให้ Warner Music จับเธอเซ็นสัญญาเป็นศิลปินหน้าใหม่ในค่ายทันทีหลังจากที่เพลง Hotter Than Hell ถูกปล่อยออกมาไม่นาน

 

 

ต่อมาเธอก็ได้ถยอยปล่อยซิงเกิ้ลออกมาเรื่อยๆ รวมไปถึง Be the One ที่กำลังขึ้นชาร์ตในประเทศเบลเยียม, โปแลนด์ และสโลวาเกีย นอกจากนี้ยังมี Blow Your Mind (Mwah) ที่สามารถคว้าอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard’s Dance Club Songs เมื่อเดือนมกราคม สำหรับสเตปต่อไปของเธอก็คือเดบิวต์อัลบั้มในชื่อของเธอเองภายใต้ค่ายเพลง Warner Bros ที่จะปล่อยออกมาในวันที่ 2 มิถุนายน ซึ่งถูกเลื่อนจากกำหนดการเดินในเดือนมกราคม เพื่อที่เธอจะได้เพิ่มการร่วมงานกับศิลปินคนอื่นๆ ลงไปในอัลบั้ม โดยเธอกล่าวว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการตัดสินที่ยาก แต่เธอก็มั่นใจว่าอัลบั้มของเธอจะออกมา “สมบูรณ์แบบให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้”

 

อัลบั้ม Dua Lipa จะเป็นอัลบั้มที่มีส่วนผสมของอคูสติก อาร์แอนด์บี, อิเล็กโทร-ฟังค์, ซินท์-ป็อป และทรอปิคอลเฮาส์ แต่สิ่งที่จะเป็นตัวเชื่อมทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ดีที่สุดก็คือเสียงร้องอันเป็นเสน่ห์ของเธอ ซึ่งเพลงส่วนใหญ่จะเป็นการบอกเล่าถึงความสัมพันธ์ในอดีต หรือไม่ก็การตั้งคำถามกับความมั่นใจในตัวเองของเธออย่างเช่นในเพลง Hotter Than Hell “ฉันไม่เคยอยากที่จะนำเสนอจุดอ่อนของตัวเองผ่านเพลงของฉัน” เธอกล่าว “ถึงแม้ว่าบางครั้งความสัมพันธ์นั้นๆ มันเต็มไปด้วยความเศร้าและความเปราะบาง แต่ฉันยังอยากที่จะรู้สึกว่าฉันถือไพ่เหนือกว่า ซึ่งมันเหมือนกับการเยียวยาได้ดีทีเดียว”

ถึงแม้ว่าเธอจะเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักแต่เธอก็ไม่ได้ทำตัวเหมือนกับเป็นป็อปสตาร์แต่อย่างใด ด้วยการออกอาการเขินอายอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพูดถึงตอนที่ อเดล เดินผ่านเธอบนพรมแดงในงานประกาศรางวัลแกรมมี่ หรือจะเป็นการที่หนึ่งในไอดอลตลอดกาลของเธออย่าง เนลลี่ เฟอร์ทาโด้ ทวีตหาเธอด้วยอิโมจิส่งจูบ สาวดัวเองก็ยังถือว่าอยู่ในช่วงปรับตัวให้คุ้นชินกับการนั่งอยู่ในงานประกาศรางวัลหรือช่วงแฟชั่นวีค ด้วยโครงหน้าที่โดดเด่นจึงทำให้หลายๆ ครั้งที่เธอถูกเข้าใจว่าเป็นนางแบบถึงแม้ว่าเธอจะเคยถ่ายแบบมาบ้างสมัยวัยรุ่น แต่เธอก็หันหลังให้วงการนางแบบทันทีเมื่อมีคนบอกให้เธอต้องลดน้ำหนัก “มันไม่ใช่เส้นทางที่ฉันอยากเดินเลยค่ะ ฉันคงชอบอาหารมากเกินไปมั้ง” เธอกล่าวปนเสียงหัวเราะ “จริงๆ แล้วฉันอยากจะคิดว่าเสียงของฉันคือจุดเด่นที่สุดของฉันแล้วล่ะ”

 

Story by William Lee Adams

Photo by Daniel Kennedy

Translated by Aekkachai S.