Eaux C

และนี่คือเทศกาลดนตรีไม่ซ้ำแบบใครที่จัสติน เวอร์นอนแห่ง Bon Iver และ แอรอน เดสส์เนอร์แห่ง The National ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อหลีกหนีความจำเจ

“ปกติเราก็พยายามวางตัวอยู่เหนือเรื่องห่วยๆ ในอุตสาหกรรมดนตรีให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว” จัสติน เวอร์นอน ฟร้อนต์แมนแห่งวง Bon Iver พูดไว้ และสิ่งที่เขาพูดถึงนี้ก็สะท้อนออกมาเป็นเทศกาลโอซ์แคลร์ มิวสิค แอนด์ อาร์ต เฟสติวัล นั่นเอง บัดนี้เข้าสู่ปีที่สามแล้วที่เขาและแอรอน เดสส์เนอร์แห่งวง The Nationals ร่วมมือกันจัดมหกรรมดังกล่าวขึ้นมา

“เทศกาลนี้เหมือนทำมาเพื่อแอนตี้มิวสิคเฟสติวัลทั่วไป” แอรอนกล่าว “มีการคิดทบทวนใหม่ว่า ไหนๆ ก็เอาเหล่าศิลปินมารวมตัวกันทั้งทีแล้วเราจะยังเล่นอะไรกับมันได้อีกบ้าง”

ในปีนี้หลายๆ เทศกาลดนตรีมีไลน์อัพที่ซ้ำกันจนเหมือนลอกกันไปเสียหมด แต่ไม่ใช่กับงานโอซ์แคลร์แน่นอน งานซึ่งกำลังจะมีขึ้นวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ที่ทุ่งฟอสเตอร์ฟาร์ม ในรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เป็นงานที่ทุกอย่างคัดสรรอย่างดีโดยบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินตัวจริง จึงมั่นใจได้ในรสนิยมของผู้จัด รวมถึงผู้ชมจะได้รู้สึกถึงความรักในท้องถิ่นที่เป็นความชอบส่วนตัวของพวกเขาอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเป็นเทศกาลที่ขอความร่วมมือจากเหล่าศิลปินให้มีส่วนร่วมในแบบที่ไม่ซ้ำกับใครที่ไหนอีกด้วย

Bon-Iver-performance-bb9-2017-cr-J.-Scott-Kunkel-billboard-1548
aaron-dessner-performs-2016-eaux-claires-bb9-2017-billboard-1548

 

สำหรับดาวเด่นของเทศกาลในปีนี้คงไม่พ้น Chance the Rapper กับ Feist สาวแคนาเดียนอินดี้ป๊อปที่จะมาเจิมที่งานนี้เป็นงานแรกในอเมริกา และนี่เป็นเพียงโอกาสเดียวที่ผู้ชมจะได้เห็น พอล ไซมอน กับ จอห์น ไพรน์ ไปจนถึงวงคลาสสิคอย่าง yMusic กับ Bon Iver

“ผมมีเซ้นส์อยู่แล้วว่าในคอมมูนิตี้นักดนตรีนั้นมีบางอย่างที่พิเศษอยู่” จัสตินกล่าวไว้ และขณะที่เปิดขายบัตรได้เพียงสองวันก็มีผู้ให้ความสนใจมากแล้วถึงสองหมื่นคน

สังเกตได้ว่าปีนี้ไลน์อัพจะกระชับยิ่งขึ้น และขณะที่พวกเขากำลังง่วนกับการจัดเตรียมงานอยู่นั้น ทั้งจัสติน แอรอน และครีเอทีฟไดเรคเตอร์ ไมเคิล บราวน์ ได้ช่วยร่ายให้เราฟังถึงปรัชญาของการดำเนินงานครั้งนี้ไว้ 5 ข้อสั้นๆ ด้วยกัน

1. Think Like A Ticket Holder

งานเมื่อปีที่แล้วได้รับเสียงตำหนิว่ามีโชว์ที่เซอร์ไพรส์กะทันหันจำนวนมากเกินไป ทำให้ผู้ชมลำบากใจเพราะต้องเลือกชมแค่โชว์ใดโชว์หนึ่ง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมปีนี้ไลน์อัพถึงถูกหั่นไปเกินครึ่งจากเดิม จากเมื่อปีก่อนที่มีศิลปิน 61 แอ็คปีนี้จึงเหลือเพียง 21 เท่านั้น “ปีที่สองที่ได้จัดงานถือว่าเป็นการขยับขยายตัวแล้วกัน พอมาปีที่สามก็ถึงคราวของการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ชม”

2. Less is More

พอจำนวนไลน์อัพลดลงไปก็ทำให้ศิลปินสามารถยืดเวลาโชว์ได้นานขึ้น ได้อิมโพรไวซ์กันนานขึ้น ไมเคิลบอกว่า “สมมติว่ามี 26 วง ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ดูการแสดง 26 ชุดนะ” เขายกตัวอย่างว่าวง Wilco ก็มาแสดงตามแบบฉบับของวง และห้าในหกสมาชิกวงจะมาแสดงไซด์โปรเจกต์ด้วย เป็นต้น

3. Open Early For Artists

เทศกาลนี้ไม่เพียงกินเวลาแค่สองวันอย่างที่เข้าใจกัน เพราะจริงๆ แล้วศิลปินจะถูกเชิญชวนให้มาลองซ้อมที่ฟาร์มก่อนล่วงหน้าหนึ่งอาทิตย์เพื่อ “ใช้ชีวิตกลางป่าเขา ได้ทำดนตรี ทดลองหาไอเดียใหม่ๆ กัน” ตามที่แอรอนว่าไว้ “นี่เป็นสถานที่ที่จะได้ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป อะไรที่มันล้ำหน้ากว่าชาวบ้านก็ดี อย่างที่แร็ปเพอร์อย่าง Astronautalis แต่งชุดบาทหลวงยืนเฝ้าซุ้มสารภาพบาปตอนปี 2015 หรือศิลปินบางคนก็เอาความเรียบง่ายเข้าว่าอย่างที่นักร้อง แซม อมิดัน ลงไปนอนกลิ้งสอนเทคนิคแต่งเพลงบนพื้นหญ้าเมื่อปีที่แล้ว” พวกเขาต้องการให้ศิลปินมาแนวหลุดโลกอย่างที่ไม่เคยทำที่ไหนมาก่อน แต่กล้าและเลือกที่จะมาทำที่นี่ที่เดียว ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับจิตวิญญาณของการมาเที่ยวเทศกาลดนตรีไปอีกขั้นนั่นเอง

astraunolis

ภาพจาก startribune

4. Everything Isn’t For Sale

“งานนี้ไม่มีที่นั่งวีไอพีหรอกนะ” แอรอนเสริม “เราไม่อยากเห็นฝูงชนต้องมายืนอออยู่ด้านหลังคนที่จ่ายแพงกว่า” แต่ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้างาน มีบัตรพิเศษที่เรียกว่า Chippewa Enhanced Pass ราคา 350 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งในราคานี้จะได้ทั้งมื้ออาหาร เบียร์โซดาฟรีและที่นั่งในร่ม แต่จะไม่ใช่จุดชมการแสดงที่ดีเด่นไปกว่าที่อื่นสักเท่าไร สปอนเซอร์งานส่วนมากก็เป็นคนท้องถิ่น “เช่นพวกโรงบ่มเหล้าเล็กๆ แถวนั้น อะไรทำนองนั้นน่ะ เราค่อนข้างระวังเรื่องนี้เพราะไม่อยากเน้นแบรนด์”

5. Always Surprise

ผู้ชมจะได้เซอร์ไพรส์ขั้นสุด เมื่อพบว่าศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบเดินเพ่นพ่านอยู่ในงานและทำการแสดงแบบฟรีสไตล์ อยากหยุดเล่นดนตรีตรงไหนก็ทำได้เลยตามใจชอบ หรือจะเดินขึ้นเวทีไปแจมกับศิลปินอื่นๆ ทั้งที่เตี๊ยมกันไว้แล้วหรืออาจจะด้นสดทั้งหมดเพื่อความบันเทิงก็เป็นไปได้เช่นกัน ซึ่งการสร้างความเซอร์ไพรส์นี้เองที่เป็นหัวใจของเทศกาลนี้ตามที่แอรอนตั้งใจไว้

“ล้วนเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลยล่ะ”

 

Story by: Eric Spitznagel
Photos by: Billboard
Translated by: Sutthimas R.