Fantasia-01j-bb19-beat-opener-2016-billboard-1548

ผ่านมาทั้งช่วงที่เพลงฮิตจนติดอันดับ 1 ไปจนถึงจุดที่ดิ่งจนฆ่าตัวตาย ตอนนี้นักร้องสาวสวย แฟนเทเชีย บาร์ริโน พร้อมแล้วที่จะกลับมาเจิดจรัสอีกครั้ง

หลายเดือนก่อนหน้าการออกอัลบั้มใหม่ The Definition Of… ที่ออกไปเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม ที่ผ่านมา และนานก่อนที่เธอจะได้พบกับสามีคนปัจจุบันอย่างเคนดัล เทย์เลอร์  แฟนเทเชีย บาร์ริโน่ สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า “ฉันจะเอาความสัมพันธ์ครั้งเก่าๆ ทั้งหมดออกไปจากชีวิตของฉัน” แฟนเทเชีย เด็กสาวจากเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ผู้ซึ่งอายุเพียง 19 ปี และเป็นซิงเกิ้ลมัมในขณะนั้น ก็ได้กรุยทางเข้าไปเป็นผู้ชนะรายการ American’s Idol ซีซั่นที่ 3 ในปี 2004

“ฉันไม่ต้องการใครอีก ฉันจะแต่งงานกับตัวเอง” เธอกล่าว และการที่เธอมีพันธะสัญญากับตัวเองแบบนั้นก็ไม่ได้ยาวนานจนถึงทุกวันนี้เมือเธอได้พบกับเคนดัลผู้ซึ่งมอบความอ่อนโยนให้กับชีวิตของเธออีกครั้ง สามีคนปัจจุบันของเธอ เคนดัล เทย์เลอร์ คือประธานฝ่ายการปฏิบัติการของบริษัท Courier แฟนเทเชียบอกว่า “ฉันรู้แล้วว่าตัวฉันมีค่าแค่ไหน ต้องมีใครซักคนที่รักฉัน เพราะฉันมีค่าพอ”

Fantasia-American-Idol-bb19-beat-opener-billboard-1240

ในขณะที่ตอนนี้เธออายุ 32 ปี เธอบอกว่าการที่จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของตัวเองแบบที่เธอเป็นได้ในขณะนี้ ต้องผ่านช่วงชีวิตที่เหมือนการขึ้นโรลเลอร์ โคสเตอร์ก่อน หลังจากที่การเป็นผู้ชนะจากรายการดังอย่าง American’s Idol เข้าสู่จุดพีค ด้วยยอดขายระดับแพลตินั่มจากอัลบั้ม Free Yourself ในปี 2004 และ เสียงตอบรับที่ดีมากๆ จากละครบอร์ดเวย์ที่มีส่วนร่วมในปี 2007 อย่าง The Color Purple ก็ตามมาด้วยความเลวร้ายที่ประเดประดังเข้ามาอย่างปัญหาจากความกดดันต่างๆ และปัญหาด้านการเงิน ทุกวันนี้เธอยืนยันว่าเธอได้ทิ้งสิ่งเหล่านั้นไว้ข้างหลังหมดแล้ว ซึ่งดูได้จากอัลบั้มใหม่ของเธอที่โชว์ความมั่นใจและ บอกได้เลยว่าเธอคนนี้พร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นใหม่อย่างสดใส นอกจากนี้เธอได้เซ็นสัญญากับ Primary Wave และได้โปรดิวเซอร์ใหม่คือ รอน แฟร์ ส่วนแนวเพลงในอัลบั้มใหม่นี้ก็จะผสมความเป็นแจ๊ซ คันทรี่ ฟังก์ และป๊อปลงไปด้วย ซึ่งเธอเรียกมันว่าแนวเพลงแบบ ร็อคโซล

เมื่อพูดถึง American’s Idol เธอเล่าว่า “ตอนนั้นฉันก็เป็นแค่สาวจากทางใต้ เป็นเด็ก เซ่อๆ ซ่าๆคนหนึ่ง ที่อยากประสบความสำเร็จ” ในช่วงแรกที่เธอประสบความสำเร็จ ด้วยการตัดสินใจพลาดมากมายก็กลับมาเล่นงานเธอ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิในปี 2010 เป็นช่วงที่เธอกำลังฟ้องหย่าอดีตสามี แอนทวน คุก เนื่องมาจากข้อกล่าวหา และคำกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุในการทำให้ความสัมพันธ์ต้องจบลง การตั้งท้อง และเซ็กส์เทป แต่สิ่งที่แย่ที่สุดที่ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน และสร้างความอับอายให้แก่ตัวเธอมากๆ คือในวันที่ 9 สิงหาคม 2010 เธอตัดสินใจกินแอสไพรินเข้าไปทั้งขวดเพื่อฆ่าตัวตาย “ตอนนั้นฉันแตกสลาย” เธอกล่าว

เธอกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง เมื่อเธอเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นบทเพลงอันงดงามจนได้ชนะรางวัลจากแกรมมี่จากเพลง Bitter Sweet ในปี 2011 แต่นั่นก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นในการเยียวยาความเจ็บปวดของเธอ เธอย้ำกับตัวเองหน้ากระจกทุกวันว่า “เธอเข้มแข็ง” และ  “เธอเก่ง” เสริมด้วยการอ่านหนังสือที่เรียกได้ว่าเป็นไบเบิ้ลของการเยียวยาตัวเองอย่าง The Power of Now 

เมื่อถึงจุดต่ำสุดตรงนั้นเป็นการทำให้เธอรู้ว่าในด้านดนตรีแล้วเธออยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร และมันก็ทำให้เธอคิดได้ว่าถ้าเธอไม่สามารถทำสิ่งที่เธออยากได้ งั้นเธอก็ไม่ทำ ซึ่งความคิดนี้เองที่ไปจุดประกายให้เธอเกิดเพลง I Believe เพลงสไตล์อาร์แอนด์บี บัลลาดร่วมสมัยอีกหนึ่งเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตบิลบอร์ด Hot 100 และเมื่อโปรดิวเซอร์คนแรกๆ ของเธอ (แฟนเทเชียบอกเราว่าไม่ขอเปิดเผยชื่อ) ไม่เห็นด้วยกับทัศนคติของเธอ เธอก็ทิ้งเดโม่ที่ทำกับเขาแล้วก้าวต่อไปสวยๆ

และเมื่อเธอมาเล่นบอร์ดเวย์สไตล์แจ๊ซอย่างเรื่อง After Midnight เธอก็ได้พบกับคู่หูทางด้านดนตรีซึ่งก็คือ รอน แฟร์ และ หลบไปทำเพลงในสตูดิโอของรอนในลอส แองเจลิส ทั้งสองคนนั่งคิดกันเป็นเวลากว่า 2 เดือนเพื่อศึกษา The O’Jay, วิลลี่ เนลสัน และ บิลลี่ ฮอลิเดย์ และศิลปินคนอื่นๆ อย่างหลากหลายเพื่อหาแรงบันดาลใจที่จะทำให้เสียงของเธอเข้าที่เข้าทาง

Fantasia-and-Taylor-bb19-beat-opener-billboard-1240

ในขณะเดียวกัน ที่บ้านของเธอในชาร์ลอตต์ เธอก็ได้เจอกับความรักอีกครั้งเมื่อเธอได้พบกับเคนดัล เทย์เลอร์ “ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อฉันได้พบเขา” เธอกล่าว ทั้งสองคนต่อกันติดแทบจะทันที เป็นเวลาเพียง 3 อาทิตย์หลังจากที่ทั้งคู่พบกันที่คลับแถวๆ นั้น แล้วทั้งคู่ก็แต่งงานกันในปี 2015

ช่วงที่เริ่มคบหากันของทั้งคู่มันทั้งเข้มข้นและเติมเต็มให้กันและกันได้ดี และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็สมบูรณ์เมื่อเข้าสู่คืนวันแต่งงาน เธอบอกว่า “ฉันรู้ว่าเขาคือคนที่ใช่ วันนั้นเขาคุกเข่าแล้วก็บอกว่า ‘ผมขอเป็นคนที่ภาวนาให้คุณได้ไหม? ผมอยากเป็นคนที่ปกป้องคุณไปจนสุดทาง’ ตอนนั้นฉันขอพระเจ้าให้มีใครซักคนที่จะภาวนาเพื่อฉัน สามารถดูแลฉัน และลูกๆของฉันได้ ใครซักคนที่จะดูแลบ้านของเรา และตอนนั้นแหละที่ฉันรู้ว่า นี่มันใช่แล้ว”

บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าชีวิตส่วนตัวของเธอดีขึ้นเลยทำให้แฟนเทเชียเริ่มโฟกัสกับโลกข้างนอกมากขึ้น เช่นล่าสุดเกิดเหตุการณ์ตำรวจยิงชายผิวสี เรื่องนี้จุดประกายให้เธอทำโชว์สดที่กำลังจะมาถึงนี้ ร่วมกับแม็กซ์เวล และแซม คุกในเพลง A Change Is Gonna Come และเพลง Strange Fruit จาก บิลลี่ ฮอลลิเดย์ เธอบอกว่า “เราจะทำเป็นเฉยๆ กับเรื่องนี้ เหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นไม่ได้” และยังเสริมอีกว่า “ฉันเป็นแม่ เป็นพี่สาวที่มีน้องชาย 3 คนและมีลูกเลี้ยงที่กำลังเรียนอยู่ ฉันไม่อยากจะเห็นลูกหลานใครโดนยิง ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดมาเป็นคนชาติใด หรือมีผิวสีไหนก็ตาม” สำหรับแฟนเทเชียความคิดของเธอไปไกลกว่าแค่จะเอาเรื่องนี้มาทำโชว์  “นี่! เราต้องทำให้อะไรๆ มันดีขึ้นสิ”

แฟนเทเชียเล่าให้เราฟังถึงตอนที่เธอและเคนดัลขับรถกลับเมืองชาร์ล็อตต์ ตอนนี้พวกเขาสังเกตเห็นกลุ่มวัยรุ่นชายกำลังทะเลาะกันอยู่ เธอจึงบอกให้เคนดัลจอดรถ “สามีของฉันเขาคิดว่าฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” และเธอเล่าต่อว่า “พอฉันลงไปพูดกับเขา และหนึ่งในเด็กๆ พูดว่า ‘เฮ้ย! นั่นแฟนเทเชียนี่!’ แล้วฉันก็แบบ ‘อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนั้นเลย เรามาพูดถึงเรื่องที่พวกเธอออกมาทะเลาะกันข้างนอกนี่ดีกว่า กลับบ้านซะ แล้วอย่าให้ฉันเห็นว่าพวกเธออยู่ข้างทางนี่อีกล่ะ!”

นอกจากนี้เธอกำลังเตรียมตัวจะไปพูดคุยกับนักโทษหนุ่มในโปรแกรม MOVE ในเรือนจำที่เมืองชาร์ลอตต์ด้วย โดยจุดมุ่งหมายของโปรแกรมนี้คือต้องการจะบอกเหล่านักโทษว่า “ไม่ว่าคุณจะผ่านอะไรมา คุณเปลี่ยนตัวคุณเองได้” แน่นอนว่าตัวของแฟนเทเชียเองก็พิสูจน์มาแล้ว เธอกล่าวอีกว่า “ทุกสิ่งในชีวิตคือการต่อสู้ ทุกคนก็อยากได้ชีวิตสำเร็จรูปกันทั้งนั้นแหละ แต่ชีวิตมันไม่ได้เป็นแบบนั้น และฉันอยู่นี่เพื่อที่จะบอกว่า ‘ฉันผ่านอะไรแย่ๆมาเยอะ แล้วดูฉันตอนนี้สิ!”

Story by Ray Rogers

Photo by Ryan Pfluger

Translate by Pensagow S.