BS01

ปี 2016 ถือเป็นปีแห่งการกลับมาปล่อยผลงานเพลงของเหล่าดีว่าตัวแม่อย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็น บียอนเซ่, ริแอนน่า, เจนนิเฟอร์ โลเปซ, เฟอร์กี้ รวมไปถึงดีว่ารุ่นใหม่อย่าง อาเรียน่า แกรนเด และ เซเลน่า โกเมซ ก็เช่นกัน เท่าที่ไล่เรียงรายชื่อดูเหมือนว่าจะขาดหายไปหนึ่งสาว แต่แล้วการรอคอยก็สิ้นสุดลง เมื่อเจ้าหญิงแห่งวงการเพลงป๊อป บริตนีย์ สเปียร์ส กลับมาพร้อม Glory อัลบั้มเต็มชุดล่าสุดที่ทั่วโลกต่างชื่นชมว่าเธอกลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้ง

คงไม่มีใครลืมภาพสาวน้อยวัย 18 ปีภายใต้ชุดนักเรียนไฮสคูลในมิวสิควิดีโอเพลง …Baby One More Time ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับเดบิวต์อัลบั้มของ บริตนีย์ สเปียร์ส เมื่อปี 1999 ได้แน่ๆ เพราะนั่นคือปรากฏการณ์ที่ปลุกกระแสเพลงทีนป๊อปให้กระหึ่มโลก ก่อนที่ปีต่อมาอัลบั้มและเพลง Oops!… I Did It Again จะตอกย้ำความสำเร็จ และส่งให้บริตนีย์กลายเป็นศิลปินหญิงที่มาแรงที่สุดในยุคนั้น เธอกลายเป็นไอคอนของวัยรุ่นทั่วโลกไปโดยปริยาย แต่ละเพลงที่ตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลในอัลบั้มชุดต่อๆ มาก็ฮิตแบบถ้วนหน้าไม่ว่าจะเป็น I’m a Slave 4 You (อัลบั้ม Britney-ปี 2001) Toxic (อัลบั้ม In The Zone-ปี 2003), Gimme More และ Piece of Me (อัลบั้ม Blackout-ปี 2007), Womanizer (อัลบั้ม Circus-ปี 2008), Till the World Ends (อัลบั้ม Femme Fatale-ปี 2011)

แต่ก็อย่างที่ทราบกันว่า ชื่อเสียงของบริตนีย์ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วตั้งแต่สมัยที่เธอยังเป็นวัยละอ่อน จึงทำให้บางครั้งบางคราชีวิตก็เกิดอาการหลงทิศหลงทางไปบ้าง อย่างไรก็ตามรางวัลที่เธอได้รับตลอดระยะเวลา 17 ปีของเส้นทางในการเป็นศิลปินของเธอทั้ง แกรมมี่ อวอร์ดส์, อเมริกัน มิวสิค อวอร์ดส์, บิลบอร์ด มิวสิค อวอร์ดส์ ฯลฯ และยอดขายกว่า 100 ล้านแผ่นทั่วโลกก็เป็นเครื่องการันตีชั้นยอดว่า บริตนีย์ สเปียร์ส คือตัวจริงเสียงจริงแห่งวงการ

ตัดภาพมาที่สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 9 อย่าง Glory ในวัย 35 ปีของขุ่นแม่บริต ดูเหมือนว่าเธอจะแบกรับความกดดันจากความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงจากอัลบั้มชุดที่แล้วที่ชื่อ Britney Jean เมื่อปี 2013 อยู่ไม่น้อย รวมถึงคำครหาที่ว่า หมดยุคของบริตนีย์แล้ว ก็ทำให้ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นสักเท่าไหร่เมื่อได้ยินข่าวว่าเธอจะปล่อยอัลบั้มใหม่ออกมาในปีนี้ แต่หลังจากซิงเกิ้ลแรกอย่าง Make Me… ปล่อยออกมาในช่วงต้นเดือนสิงหาคม และอัลบั้มเต็มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา กลับกลายเป็นว่า กระแสคำวิจารณ์ของสื่อมวลชนต่างประเทศเทใจให้กับอัลบั้ม Glory อย่างท่วมท้น อาทิ “การกลับมาอันน่าภาคภูมิใจ” จาก The Hollywood Reporter หรือแม้แต่นิตยสาร Rolling Stone ยังบอกว่า “เป็นการคัมแบ๊คที่แสนมหัศจรรย์” อีกด้วย

new-comp-3

เริ่มต้นกับ Invitation แทร็คจังหวะเนิบๆ แต่ฟังดูอลังการที่เปรียบเสมือนเป็นการเชื้อเชิญให้คนฟังก้าวสู่โลกของเธอในอัลบั้มชุดนี้อย่างเต็มตัว ต่อด้วยซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่าง Make Me… ที่แฟนๆ ร้องอู้วไปตามๆ กัน เพราะเต็มไปด้วยกลิ่นอายสไตล์ขุ่นแม่บริตแบบเต็มๆ อีกทั้งแร็ปเพอร์หนุ่มชาวอเมริกันอย่าง G-Eazy ก็เข้ามาเติมเต็มตัวเพลงได้ลงตัวทีเดียว ในขณะที่อีก 3 แทร็คต่อมาทั้ง Private Show, Man on the Moon และ Just Luv Me ก็ยังคงเป็นป๊อปมีเดียมฟังง่ายที่ยังไม่หวือหวานัก แต่ก็มีเสน่ห์พอตัว

ได้เวลาแดนซ์กันแล้ว… Clumsy แทร็คที่เต็มไปด้วยพลังแห่งดนตรี EDM อันหนักแน่น อีกทั้งยังเล่นกับคำว่า Oops! ซึ่งเปรียบเสมือนหนึ่งในซิกเนเจอร์ของเธอได้น่ารักน่าชัง ส่วน Do You Wanna Come Over? ที่นำเอาซาวนด์กีตาร์อะคูสติกมาผสมผสานกับเสียงสังเคราะห์ได้แจ๋ว เป็นเพลงป๊อปแดนซ์ที่ครบทุกองค์ประกอบในการเป็นเพลงฮิต ซึ่งเสียงกีตาร์โปร่งก็ไปโผล่ในเพลงจังหวะกลางๆ อย่าง Just Like Me อีกครั้งด้วย

สำหรับสีสันใหม่ๆ ที่เราปลาบปลื้มเป็นพิเศษต้องยกให้แทร็คที่ชื่อ Slumber Party ที่ได้กลิ่นอายของดนตรีเร็กเก้แบบเต็มๆ รวมถึง Love Me Down ซึ่งมีไลน์กีตาร์สไตล์เร็กเก้เจือจางอยู่เล็กๆ และผสมผสานกับดนตรีดรัมแอนด์เบสได้น่าฟังไม่น้อย รวมถึงแทร็คท้ายสุดอย่าง What You Need ที่มาพร้อมดนตรีย้อนยุคสนุกๆ เสน่ห์ของเครื่องเป่าที่ทำเอาคึกคักเป็นการส่งท้าย

นอกจากนั้นอัลบั้ม Glory ที่วางแผงในเมืองไทยนั้นเป็น Deluxe Version ที่มีอีก 5 แทร็คพิเศษเพิ่มเข้ามา Better, Liar และ If I’m Dancing ก็ยังคงเป็นป๊อปแดนซ์ตามขนบของบริตนีย์ที่ไม่มีอะไรให้พูดถึงนัก แต่สำหรับ Change Your Mind (No Seas Cortes) และ Coupure Electrique บริตนีย์ก็เพิ่มเติมภาษาสเปนและฝรั่งเศสลงไปในเนื้อเพลงได้แบบไม่เคอะเขิน

BS03

 

ความโดดเด่นของอัลบั้ม Glory ก็คือการที่ฟังได้หลายๆ รอบแบบไม่มีเบื่อ พื้นฐานของเพลงป๊อปที่ใส่สีสันของแนวดนตรีอื่นๆ ทั้งฮิปฮอป อาร์แอนด์บี และเด่นชัดสุดๆ กับซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ร่วมสมัยที่ไม่ล้นจนเกินไป รวมถึงการใส่กลิ่นอายดนตรีอย่างเร็กเก้และกีตาร์อะคูสติกซึ่งไม่ค่อยได้ยินจากเพลงของบริตนีย์เท่าใดนักก็เพิ่มเติมความสดใหม่ได้มากทีเดียว ซึ่งนอกจากบริตนีย์จะยังคงเขียนเพลงด้วยตัวเองในหลายๆ เพลงแล้ว เธอก็ยังได้ร่วมงานกับนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์มากฝีมือ อาทิ นิค มอนสัน ผู้อยู่เบื้องหลังเพลง OMG ของ Little Mix, จัสติน แทรนเตอร์ และ จูเลีย มิเชลส์ ที่ร่วมกันแต่งเพลง Sorry ของ จัสติน บีเบอร์ เป็นต้น แม้ว่าในอัลบั้มจะมีเพลงที่สไตล์ค่อนข้างคล้ายคลึงกันพอสมควรอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วฟังเพลินเลยล่ะ

ส่วนหลายคนที่มองว่าเสียงร้องบีบๆ ของบริตนีย์เป็นมิติเดียวที่เธอทำได้ดี แต่กับอัลบั้มชุดล่าสุดเธอก็ได้พิสูจน์อีกครั้งแล้วว่า ความสามารถในการร้องเพลงของเธอนั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งการร้องเต็มเสียง หลบเสียง รวมถึงลูกเล่นต่างๆ นานาที่เธอเลือกหยิบมาใช้ก็น่าสนใจไม่น้อย เสียดายนิดหน่อยที่ไม่มีเพลงช้าบาดๆ แบบ I’m Not a Girl, Not Yet a Woman ในอัลบั้มนี้

และการที่ บริตนีย์ สเปียร์ส เคยทวีตเอาไว้ว่า อัลบั้ม Glory จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งยุคใหม่ของเธอ… คำกล่าวนี้ก็คงไม่เกินจริงไปนักเมื่อได้ฟังเพลงทั้งหมดจากอัลบั้มนี้เรียบร้อยแล้ว

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Sony Music Thailand