900-greasy-cafe-2

นับจากวันที่ Greasy Cafe หรือ เล็ก-อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร ปล่อยทีเซอร์ของอัลบั้มชุดใหม่ออกมา แค่ไม่กี่วินาทีสั้นๆ นั้นก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของซาวนด์ที่ดูจัดจ้านในบีตของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อยู่พอสมควร จนกระทั่งเรามาได้ฟังแทร็คแรกแบบเต็มๆ จากบริการสตรีมมิ่ง เพลงดังกล่าวมีชื่อว่า ปะติดปะต่อ ยอมรับตามตรงว่าเราฟังวนซ้ำอยู่หลายรอบมาก อาจเพราะตกใจที่แทบไม่ได้ยินเสียงกีตาร์ในเพลงดังกล่าวเลย กลับแทนที่ด้วยซาวนด์อื้ออึงที่สามารถสร้างบรรยากาศบางอย่างให้เกิดขึ้นในความรู้สึกได้ ในใจก็พลันเกิดความสงสัยว่า ทิศทางในอัลบั้มชุดใหม่ของ Greasy Cafe จะออกมาในรูปแบบไหนกันแน่ และในที่สุด สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 4 ที่มีชื่อว่า Technicolor ก็ได้ฤกษ์เผยแพร่สู่สาธารณชน พร้อมความแปลกใหม่ในชั้นเชิงของดนตรีที่เราแทบไม่ได้ยินจากผลงานก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้ม สิ่งเหล่านี้ (2008), ทิศทาง (2009) และ The Journey Without Maps (2012) มาก่อน โลกใบใหม่ใบนี้ของ Greasy Cafe เกิดขึ้นได้อย่างไร ภายในนั้นประกอบไปด้วยแนวคิดแบบไหน แล้วในทุกวันนี้เฉดสีของ Greasy Cafe เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง… พบคำตอบได้ในบทสัมภาษณ์นี้

 

เท่าที่ฟังอัลบั้ม Technicolor ดูเหมือนว่าภาพรวมของซาวนด์จะมีความเปลี่ยนแปลงจาก 3 อัลบั้มก่อนหน้านี้ของคุณโดยสิ้นเชิง อะไรคือที่มาที่ไปของความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้?
คือเราว่ามันเกิดจากช่วงหลังๆ พอเราจับกีตาร์ขึ้นมา มันเริ่มวนๆ เหมือนไปต่อไม่ค่อยได้เท่าไหร่ หรือแม้แต่เปียโนก็ตาม เป็นช่วงหลังจากอัลบั้ม The Journey without Maps เราเริ่มรู้สึกว่า ลองไปหาเสียงอื่นๆ ดีไหม มันอาจจะช่วยทำให้เราต่อยอดสิ่งที่เราอยากพูดได้ดีกว่าหรือเปล่า ก็เลยเริ่มลองใช้พวกซินธิไซเซอร์ ปรากฏว่า เฮ้ย ก็ได้นี่ เสียงที่เกิดขึ้นกลายเป็นบรรยากาศบางอย่าง แล้วเรารู้สึกว่ามันตอบโจทย์ของอัลบั้มนี้ อีกอย่างหนึ่งคือ เรามองเห็นทุกอย่างในอัลบั้มเป็นบรรยากาศยามค่ำคืนในเมือง Technicolor เป็นอัลบั้มกลางคืนสำหรับเรา ทำไมก็ไม่รู้ ซึ่งเสียงพวกนี้มันมาอธิบายถึงบรรยากาศได้ดีกว่า คือเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกซินธ์หรอก ก็แค่ลองๆ ดู เหมือนกับเป็นการทดลองด้วย พอเราเจอเสียงนั้นบ้างแล้ว แต่ทีนี้จะจัดการอย่างไรกับเสียงเหล่านี้ ช่วงนั้นน่ะคือใช้เวลานานมากกว่าที่มันจะโอเค จนได้เพลง ยามวิกาล ขึ้นมา เราเริ่มรู้สึกว่า โอเค มาถูกทางแล้ว

นานแค่ไหนกว่าที่ความรู้สึกที่ว่า ‘เรามาถูกทางแล้ว’ จะเกิดขึ้น?
นานจนแฟนเราบอกว่า พี่เล็กหาโปรดิวเซอร์ไหม คืออย่างตอนอัลบั้ม สิ่งเหล่านี้ กับ ทิศทาง เราได้ รัฐ (รัฐ พิฆาตไพรี) มือกีตาร์วง Tattoo Colour มาช่วย ส่วนอัลบั้ม The Journey without Maps เราทำขึ้นมาประมาณหนึ่ง แล้วมีทีมจาก Smallroom มาช่วยกัน แต่สำหรับ Technicolor เราลุยแหลกคนเดียวเลย เพราะตอนอัลบั้มแรกกับอัลบั้มสอง เราใช้คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรม Logic อะไรอย่างนี้ไม่เป็นเลย จนมาอัลบั้มที่สามเราเริ่มทำได้บ้างแล้ว อัลบั้มนี้ก็คล่องมากขึ้นหน่อย ก็เลยลุยมาคนเดียว แต่มันก็ลองผิดลองถูกน่ะ มีหลายเพลงที่ทิ้งไปเหมือนกัน ซึ่งการที่แฟนเราถามแบบนั้นเราก็เห็นด้วยนะ ก็คิดเหมือนกันว่า หรือจริงๆ แล้วเราทำไม่ได้หรอก แต่ในใจก็คิดว่าลองดื้อดูอีกสักหน่อย และด้วยความดื้อนี่แหละ อัลบั้มนี้ก็เลยเสร็จ

02

Photo by: Smallroom

แล้วได้ชื่ออัลบั้มอย่าง Technicolor มาจากไหน?
คือหลายคนอาจจะรู้แหละว่า Technicolor มันเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านจากภาพยนตร์ขาวดำมาเป็นสี โดยช่วงเริ่มต้นมันเกิดจากการซ้อนกันของสีแดงกับสีเขียว แล้วมันก่อเกิดเป็นสีบางอย่าง ซึ่งถ้าเราเทียบกับภาพยนตร์ในยุคนั้นที่มันเป็นสีแบบ Technicolor กับหน้าจอโทรศัพท์หรือจอคอมพิวเตอร์ สีมันจะมีความผิดเพี้ยนอยู่ แล้วเราก็รู้สึกว่า สีที่เกิดขึ้นในอัลบั้มของเราในตอนนั้นมันไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนทุกวันนี้นึกออกไหมครับ เรารู้สึกว่ามันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก 3 อัลบั้มที่ผ่านมา แล้วเรามาเจอเสียงอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยใช้มาก่อน ซึ่งเราก็ไม่สามารถใช้มันได้อย่างโปรเฟสชันแนลมากๆ ด้วย มันก็เหมือนเป็นการที่เราทดลองใช้แค่ไม่กี่เสียงจากเสียงที่เราเจอ มาประกอบร่างกันทำให้เกิดเป็นอัลบั้มนี้ขึ้นมา เราว่าเสียงที่เกิดในอัลบั้ม ถ้าเป็นคนที่มาจากสายที่ใช้งานเสียงแบบนี้จริงๆ มาฟังคงรู้สึกว่ามันเด็กมาก แต่สำหรับเรามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่มาก นี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุด และเป็นเรื่องหลักของการใช้ชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่ออัลบั้ม

Greasy Cafe เป็นศิลปินที่เน้นการเล่าเรื่องผ่านบทเพลงมาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก กับอัลบั้ม Technicolor การเล่าเรื่องของคุณต่างไปจากเดิมอย่างไรบ้าง?
คืออย่างแรกเราก็ยังรู้สึกไม่สบายตัวกับคำว่าศิลปินอยู่ดี เราก็ยังรู้สึกว่าเราเป็นคนเล่าเรื่องผ่านเพลงเท่านั้น เราว่าแต่ละอัลบั้มของเรามันเป็นเหมือนการอัพเดตข้อมูลชีวิตว่าเราออกไปเจออะไรมาบ้าง แต่สำหรับอัลบั้มนี้ หลังจากที่เดินทางไปนู่นไปนี่มา 3 อัลบั้ม Technicolor เหมือนกับเป็นการนั่งลง แล้วเริ่มลองมองกลับไปยังสิ่งที่ผ่านมา ลองย้อนวันเวลากลับไปว่าเราเจออะไรมาบ้าง ความรู้สึกของเราเป็นอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นอัลบั้มนี้เลยเป็นเรื่องของการปะติดปะต่อปัจจุบันกับอดีต ซึ่งแต่ละอัลบั้มที่ผ่านมาก็จะมีการซ่อนคำอะไรพวกนี้ไว้เยอะเหมือนกัน อย่างอัลบั้ม สิ่งเหล่านี้ มันจะมีคำว่า ‘สิ่งเหล่านี้’ ซ่อนอยู่เยอะแยะไปหมด หรืออย่าง The Journey without Maps มารู้สึกตัวอีกทีก็คือ เราก็เดินทางอยู่นี่หว่า ขณะที่เขียนเพลงก็อยู่ที่ประเทศอังกฤษ แต่อัลบั้มนี้จะพูดถึงเรื่องการปะติดปะต่อกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยเป็นที่มาของเพลง ปะติดปะต่อ ซึ่งเป็นแทร็คแรกของอัลบั้มที่เราเลือกให้เป็นซิงเกิ้ลแรกด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะเป็นภาพรวมที่พูดถึงตัวอัลบั้มเยอะ

มันเป็นความรู้สึกเช่นไรกับโลกใบใหม่ที่คุณเพิ่งมีโอกาสได้ก้าวเข้าไปใช้ชีวิตและเรียนรู้?
มันยากมากเลย แต่พออัลบั้มเสร็จเราดีใจมากๆ ที่ได้ทำมันแล้ว มันไม่ใช่ว่าในที่สุดแล้วเราก็ทำมันได้แล้วนะ แต่หมายความว่า เราเอาชนะตัวเองได้แล้วทั้งๆ ที่ตอนแรกเราจะยอมแพ้ คิดว่ากลับไปทำเป็นซาวนด์กีตาร์เหมือนเดิมดีกว่าไหม แต่เราพยายามดื้อไปจนมันเสร็จ ก็ดีใจที่ในที่สุดเราก็พอทำได้โดยที่ไม่ต้องไปรบกวนคนอื่นให้มาช่วยเหลือ แล้วเราก็ไม่แน่ใจว่าผลจากตรงนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หรือจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะโอเค แต่ว่า ณ วินาทีนี้เราตอบได้เลยว่าเราดีใจมากๆ ที่เราทำมันได้ และทำมันจนเสร็จ มีความสุขทุกครั้งที่ได้กลับไปฟัง คือจนถึงตอนนี้ไม่รู้ว่าเราฟังไปกี่พันรอบแล้ว รวมถึงตอนที่ทำด้วยนะ หรือแม้กระทั่งเราได้คุยกับน้องที่เล่นสดกับเรามา ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เวลาเล่นเพลงจากอัลบั้มใหม่มันรู้สึกสดชื่นดี อาจเป็นเพราะว่าเราเล่นเพลงที่ผ่านมานานหลายปีแล้วมั้ง หรืออาจจะเป็นเพราะวิธีเล่นด้วย จากกลองที่ตีกันดุเดือด กลับมาตีแบบน้อยลง ใช้แพดกลองไฟฟ้า มันก็ให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่งล่ะมั้ง จนบางทีรู้สึกว่าไม่อยากเล่นอัลบั้มเก่าแล้ว แต่มันทำไม่ได้ (หัวเราะ) เคยรู้สึกนิดหนึ่งว่าเล่นอัลบั้มนี้ไปทั้งหมดเลยดีไหม แต่เราก็เชื่อว่ายังมีคนที่อยากฟังเพลงอย่าง ฝืน หรือเพลงต่างๆ ในอัลบั้มเก่าอยู่

greasy-cafe-900-4

แฟนเพลงของว่าอย่างไรบ้างหลังจากปล่อยซิงเกิ้ลแรกอย่าง ปะติดปะต่อ ออกมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในพาร์ตดนตรีของ Greasy Cafe?
ยังไม่ค่อยเจอด้านลบเท่าไหร่นะ ส่วนใหญ่ก็จะพูดว่ามันมีซาวนด์ที่แปลกๆ อะไรประมาณนี้ครับ แต่เรารู้สึกว่า อัลบั้มแรกจนมาถึงชุดที่แล้วของเรา มันก็ไม่ได้ถึงกับฟังรอบแรกแล้วจะเก็ตเลย เราว่าเพลงของเรามันค่อนข้างต้องใช้เวลาอยู่แล้ว

ในช่วงกระบวนการทำอัลบั้ม Technicolor มีช่วงเวลาไหนบ้างไหมที่รู้สึกกังวลว่า แฟนเพลงของ Greasy Cafe ที่อาจจะคุ้นชินกับภาพจำเดิมๆ หรือซาวนด์เดิมๆ จะไม่อินกับอัลบั้มนี้?
มีบ้างนะ แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ หรือเปล่า ปรากฏว่ามันใช่ พอมันใช่ปุ๊บเราเลยรู้สึกว่า ไม่เป็นไร มันจะเกิดอะไรหลังจากที่อัลบั้มออกไปแล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน เอาที่เราอยากทำจริงๆ รู้สึกจริงๆ ก่อน ลงมือทำเลย อย่างการที่เราบอกว่ามันเป็นอัลบั้มกลางคืน มันไม่ใช่ว่าเราคิดไว้แล้วว่า โอเค เราจะทำอัลบั้มกลางคืนนะ เปล่า… เราทำไปเรื่อยๆ แล้วเรารู้สึกว่า เฮ้ย เดี๋ยวก่อนนะ คือมันก็มีหลายต่อหลายเหตุการณ์แหละ บางเพลงอาจจะพูดถึงแสงไฟ พูดถึงตอนกลางคืนโดยตรง แต่สิ่งที่ห้อมล้อมตัวเพลงอยู่ มันเป็นช่วงเวลาเย็นไปแล้ว เป็นช่วงที่ไฟของเมืองเริ่มสว่างขึ้น แล้วฟ้าก็เริ่มมืดลง มันเป็นอย่างนั้น

เพราะว่าก็มีหลากหลายศิลปินบนโลกใบนี้ที่มักจะสานต่อจากความสำเร็จในแนวทางเดิมๆ และเลือกที่จะไม่เปลี่ยนแปลงผลงานของตัวเอง?
เราว่ามันอยู่ที่คนฟังแต่ละคนเลยนะ ว่าเราชอบในความเป็นตัวตนของเขาจริงๆ หรือเปล่า หรือเราชอบแค่บางเพลงของเขาแค่นั้น ก็เหมือนกับ Coldplay น่ะครับ จากเพลง Yellow กลายมาเป็นแบบทุกวันนี้ได้อย่างไร ซึ่งเราก็ยังชอบ Coldplay อยู่ถึงแม้ว่าเขาจะเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่างไปจากเดิม มันเหมือนกับการเปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนสิ่งที่อยู่ภายนอก แต่สิ่งที่เขาพูดหรือร้องก็ยังคงเป็นแบบเดิมอยู่หรือเปล่า บางทีมันไม่ใช่การให้โอกาสนะ มันเป็นแค่ความรู้สึกที่ลองดูซิว่า เขาอยากพูดเรื่องอะไร พูดแบบไหน ซึ่งมันก็มีบางคนที่คิดว่า โอ้โห เปลี่ยนไปว่ะ ไม่ฟังแล้ว ซึ่งเราว่ามันโทษคนฟังไม่ได้เลย เพียงแต่ว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันควรจะเกิดจากการที่วงๆ นั้นตั้งใจและอยากทำแบบนั้นจริงๆ ก่อนต่างหาก

900-greasy-cafe-3

คุณบอกว่า อัลบั้มชุดนี้พูดถึงการปะติดปะต่อระหว่างปัจจุบันกับอดีต แล้ว ‘อดีต’ ส่งผลถึงปัจจุบันของคุณอย่างไรในทุกวันนี้?
ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรอบข้างที่เราเจอ ผู้ใหญ่ที่เรานับถือ ถ้าเราไม่ได้ดื้อจนเกินไป มันจะค่อยๆ แทรกเข้ามาในตัวเรา แล้วมันทำให้เราเป็นคนในแบบที่เราค่อยๆ เติบโตขึ้นมา ทำไมเราถึงคิดแบบนี้ ทำไมเรารู้สึกกับสิ่งนี้อย่างนี้ ด้วยอาจจะเป็นจากสาเหตุที่เราโตมาแบบนี้หรือเปล่า มันคือผลพวงจากอดีตนั่นแหละที่ทำให้เราเป็นในปัจจุบัน บางคนอาจจะมีผลน้อย บางคนอาจจะมีผลมากก็แล้วแต่ บางคนที่เราเจออาจจะไม่ไปไหนสักที เพราะเขาปล่อยให้อดีตดึงเขาไว้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นมันจะมีผลมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่บุคคลเลยครับ

อีกเรื่องที่คุณชอบเล่าผ่านบทเพลงของ Greasy Cafe คือ ความสัมพันธ์ของมนุษย์ ทุกวันนี้คุณมองความสัมพันธ์ต่างๆ เป็นอย่างไร?
เราว่ามันแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เมื่อ 70-80 ปีที่แล้วจนมาถึงทุกวันนี้ ความรักยังเป็นเรื่องที่ไม่ย้อมล้าสมัยสักที มันยังดื้อที่จะเกิดขึ้นกับคนทุกคน ในความรักหรือความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ เข้าใจแหละว่ามันมีรายละเอียดในความแตกต่างกันของยุคสมัย แต่ว่าในที่สุดแล้ว ความรู้สึกของคนทั้งรัก โกรธ หลง เสียใจ ผิดหวัง มันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ เมื่อ 70 ปีที่แล้วคนผิดหวังรู้สึกอย่างไร มันก็ยังเป็นความผิดหวังที่เกิดขึ้นอยู่ดีหรือเปล่า เราเองก็เจอเรื่องอะไรมาพอสมควร เพราะฉะนั้นเราเลยรู้สึกว่า เรายังอยากพูดในสิ่งที่เราเจอมาอยู่

แล้วการเดินทางล่ะ มีความสำคัญอย่างไรกับคุณ?
(คิดนาน) หนึ่งมันเป็นเรื่องของการที่เราอาจจะหลงลืมว่า มันทำให้เราเริ่มรู้จักกับอะไรมากขึ้น หรือทำให้เราเริ่มนับหนึ่งใหม่กับสิ่งที่เราเจอข้างหน้าหรือเปล่า บางคนอาจจะรู้สึกว่า เรารู้ทุกอย่าง เข้าใจทุกอย่างแล้ว บางทีการเดินทางที่พาเราไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง มันอาจทำให้เกิดเป็นความรู้ใหม่ๆ ขึ้นก็ได้

หลายคนมองว่า Greasy Cafe เป็นศิลปินอินดี้ที่ประสบความสำเร็จแล้ว สังเกตได้จากคอมมูตินี้ของเหล่าแฟนเพลงอันเหนียวแน่นที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คุณคิดว่ามันเกิดจากอะไร?
โห… เราไม่แน่ใจจริงๆ นะ หมายความว่า เอ่อ… เราจะพูดอย่างไรดี มันเหมือนกับเราเป็นแบบนี้จริงๆ มาตั้งแต่แรกมั้ง แล้วเราก็ยังรู้สึกว่า เราเป็นแบบนั้นเหมือนวันที่ผ่านๆ มา สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เรารู้สึก สิ่งที่เราเล่าออกไปมันเป็นสิ่งที่เราเจอมา แล้วสิ่งที่เราเล่าออกไปมันอาจจะเป็นสิ่งที่คนรู้สึกเหมือนกับเรามั้ง คิดว่านะ อาจจะเจอในสิ่งที่เราเคยเจอมา เพียงแต่ว่าแตกต่างในเรื่องของสถานที่และเวลาแค่นั้นเอง เขาก็เลยรู้สึกว่า ก็ฟังได้นะ คงเป็นอย่างนั้นมั้ง เราก็ไม่แน่ใจ (หัวเราะ) จริงๆ เราว่า Greasy Cafe เป็นอะไรที่หนืดมากนะ มันใช้เวลาค่อนข้างนาน เทียบกับวงอื่นๆ เขาไปถึงไหนกันแล้ว ของเราน่ะมันช้า สมมติว่าเราออกอัลบั้มที่ 2 แล้ว คนอาจจะเพิ่งเริ่มฟังเพลง ฝืน ก็ได้ หรือเราทำอัลบั้มที่ 3 อยู่ คนอาจจะเพิ่งเริ่มฟัง ภายใต้ท้องฟ้าสีดำ มันยังมีความดีเลย์กันอยู่ แต่มันอาจจะยังพอไปของมันได้ ถ้าสมมติว่าตอนนั้น ภายใต้ท้องฟ้าสีดำ มันตู้มขึ้นมาแล้วก็หายไป มันก็แค่แป๊บเดียว แต่พอเป็นแบบนี้ มันยังมีช่วงเวลาให้คนได้ค่อยๆ ฟัง แล้วเพลงของเรามันก็ไม่ได้พูดเรื่อง 1+1 ได้ 2 เสียทีเดียว

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เพลงของ Greasy Cafe ในยุคหลังๆ มีโทนที่ค่อนข้างสว่างขึ้นจากในช่วงแรก?
อย่างในอัลบั้ม Technicolor ก็มีเพลงที่พูดถึงความผิดหวังนะ แต่เราพยายามจะบอกว่า เราก็ต้องเดินต่อไป ไม่ใช่ว่าเป็นเพลงที่เศร้ามาก จมมากเหมือนเมื่อก่อน เสียใจแหละ แต่ไปต่อเหอะ หรือเพลงอย่าง ยามวิกาล มันพูดถึงคนๆ ที่ความสัมพันธ์จบลงไปแล้ว แล้วอยู่ดีๆ ในวันที่หัวใจแข็งแรงแล้ว เขาเดินไปเจออะไรบางอย่าง หรือได้ยินเพลงๆ นี้แล้วมันทำให้นึกถึงคนๆ นั้น แต่มันจะเป็นความรู้สึกแบบยิ้มๆ เพราะเราได้ผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว เหมือนที่คนชอบพูดกันว่า ตอนนั้นก็ดีนะ มันจะเป็นเพลงในลักษณะนี้เสียมากกว่า

greasy-cafe-900-5

3 อัลบั้มก่อนหน้านี้ หลายคนอาจมองว่าเป็นอัลบั้มที่มีเฉดสีเป็นสีเทาๆ ดำๆ ณ วันนี้ Greasy Cafe เป็นเฉดสีอะไรในมุมมองของคุณ?
มันยังผสมๆ กันอยู่มั้ง หมายความว่ามันกำลังจะกลายไปเป็นสีแหละ แต่มันยังมีความเทาๆ อยู่หน่อยๆ อย่างที่เห็นบนปกอัลบั้มหรืออาร์ตไดเรกชั่นต่างๆ เราก็ยังมองว่าอัลบั้ม Technicolor ไม่ใช่สีที่จัดจ้าน แต่ในอนาคต Greasy Cafe จะกลายไปเป็นสีสดๆ หรือเปล่าอันนี้ก็ยังไม่ทราบเหมือนกัน ไม่แน่ใจ เพราะเรื่องราวที่เราพบเจอในอนาคตอาจส่งผลให้มันกลายเป็นสีสดก็เป็นไปได้เราก็ไม่รู้ มันแล้วแต่ว่าช่วงนั้นช่วงนี้เราเจอกับอะไรบ้าง

ท้ายที่สุดคนฟังจะได้รับอะไรจากอัลบั้ม Technicolor บ้าง?
ยากมากเลย คือเรารู้สึกว่า เราไม่กล้าคาดหวัง ก็เหมือนทุกๆ อัลบั้มที่ผ่านมา อย่างเพลงที่แต่งๆ มาเรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวมาก อย่างช่วงที่เราทำอัลบั้มแรก เราพูดแต่เรื่องของเรา แม้แต่อัลบั้ม Technicolor นี้เราก็ยังพูดถึงสิ่งที่เราเจอมาอยู่ ทีนี้มันบังเอิญจริงๆ ว่าเรื่องที่เราพูดหรือเรื่องที่เราเจอมันไปเกิดขึ้นกับคนอื่นด้วย มันก็เลยทำให้เรากับคนฟังมีกันและกันมั้ง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราไม่กล้าคาดหวังเลย เราไม่แน่ใจจริงๆ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ หรือเขาจะได้อะไรจากการฟังเพลงในอัลบั้มนี้ของเรา เราไม่รู้จริงๆ ครับ แต่สิ่งที่เราสามารถตอบได้เต็มหัวใจก็คือ เราได้ทำมันอย่างเต็มที่ เรามีความสุข และเราดีใจมากที่ได้ทำมัน

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.