01

นับเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ฐานแฟนเพลงมีจำนวนหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ Greasy Cafe หรือ เล็ก-อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร และหลังจากทิ้งช่วงห่างจากอัลบั้มที่แล้วอย่าง The Journey without Maps ไปร่วม 5 ปี ล่าสุดเขาก็กลับมาส่งเพลงใหม่ให้เราได้ฟังกันกับ ปะติดปะต่อ ซึ่งถือเป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 4 ที่ใช้ชื่อว่า Technicolor อีกด้วย

หากว่า 3 อัลบั้มที่ผ่านมาของ Greasy Cafe เปรียบเสมือนการพาผู้คนเดินทางออกไปค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเมื่อเดินมาถึงจุดๆ หนึ่งก็อาจได้มีโอกาสนั่งทบทวน และอาจจะเลือกมองย้อนกลับไปยังสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก็เป็นได้ แต่ใครหลายคนกลับค้นพบว่า วันเวลาเหล่านั้นยังคงขังใครบางคนเอาไว้ หรืออดีตบางช่วงตอนก็ยังไม่ยอมเดินจากไป บางคนอาจเลือกเดินไปข้างหน้า เพื่อตามหาบางสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ แต่กับบางคนเขาอาจเลือกเดินทางกลับไปสู่อดีตเพื่อซึมซับความรู้สึกเหล่านั้นอีกครั้ง การ ‘ปะติดปะต่อ’ เรื่องราวจึงเกิดขึ้น

สิ่งที่กล่าวไปเมื่อย่อหน้าที่แล้วอาจฟังดูเข้าใจยาก แต่เมื่อลองพินิจพิจารณาดูดีๆ นี่คือความปกติธรรมดาของชีวิตมนุษย์ที่ต้องประสบพบเจอ ต่อยอดมาเป็นซิงเกิ้ล ปะติดปะต่อ กับเนื้อหาที่เล่าถึงการออกเดินทางเพื่อค้นหาบางอย่างที่ตัวเราเองก็ไม่อาจรับรู้ จนบางครั้งเกิดข้อสงสัยในใจว่าเราตามหาสิ่งๆ นั้นเพื่ออะไรและเพื่อใครกันแน่ ซึ่งเมื่อตัดสินใจก้าวเท้าออกมาแล้ว ก็ต้องเดินทางต่อไป จนเมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่ทำให้เรากลับมานั่งทบทวนใหม่อีกครั้ง คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ สิ่งที่เราตามหานั้นเป็นเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือเป็นเรื่องราวความทรงจำเก่าๆ ที่ตัวเราเองยังคงหยิบมาบอกเล่าใหม่กันแน่

ปะติดปะต่อ มาพร้อมกับน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนคุ้นเคยของ Greasy Cafe ซึ่งรับหน้าที่แต่งทั้งคำร้อง ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีด้วยตนเอง แต่สิ่งที่ต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดจากเพลงก่อนหน้านี้คงหนีไม่พ้นเรื่องซาวนด์ที่เขานำเอาเสียงแอมเบียนต์ที่ฟังดูยุ่งเหยิง วุ่นวาย ไม่ต่างจากความรู้สึกภายในที่เต็มไปด้วยความสับสนมาผสมผสาน รวมถึงมีการตัดทอนเสียงดนตรีสดลงไปค่อนข้างมาก นับเป็นมิติใหม่ของ Greasy Cafe ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวว่า เพลงที่เหลือในอัลบั้มชุดล่าสุดนี้จะออกมาในทิศทางใด

ในขณะที่มิวสิควิดีโอซึ่งกำกับโดย คำขวัญ ดวงมณี ผู้กำกับหญิงที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งจากทั้งวงการภาพยนตร์ เพลง และโฆษณาก็ถ่ายทอดเรื่องราวภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ว่า ‘เมื่อคนๆ หนึ่งต้องการจะฝังอดีตของเขาเอง’ โดยเล่าผ่านตัวละครผู้ชายคนหนึ่งที่เก็บตัวตนและความทรงจำของเขากับคนรัก ผ่านหลากหลายความฝันที่ปะปนกันทั้งเหตุการณ์ สถานที่ ความสุข ความทุกข์ มาปะติดปะต่อกลายเป็นเรื่องราวชีวิตและตัวตนของเขาในปัจจุบันนั่นเอง โดย Greasy Cafe และผู้กำกับเอ็มวีอย่าง คำขวัญ เชื่อว่า แม้คนเราจะจากกันไปแล้ว แต่สิ่งที่เรียกว่าความทรงจำจะยังคงอยู่กับเราตลอดไป ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเก็บรักษามันไว้ในรูปแบบใด และหลายครั้งที่อดีตได้มาก่อกวนเราในรูปแบบของความฝัน ซึ่งนั่นบ่งบอกถึงจิตใต้สำนึกของแต่ละคนว่า เรื่องเหล่านั้นยังคงฝังใจอยู่เช่นเดิม

02

ในขณะที่ Technicolor สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 4 ของ Greasy Cafe ก็มีคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน กับการนำเรื่องราวของช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน จากภาพขาวดำที่เลือนรางในอดีต นำมาถ่ายทอดให้เกิดเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ทว่ามันก็ไม่ได้สมบูรณ์เนื่องด้วยเรื่องราวเหล่านั้นไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงได้อีกแล้ว มันเป็นเพียงภาพความรู้สึกที่กลั่นกรองออกมาจากความทรงจำ ลงมือผสมสีความรู้สึกโดยใช้หัวใจเป็นเครื่องตัดสิน และอาศัยเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยให้ภาพออกมาเสมือนจริงอีกครั้ง ท้ายที่สุด ภาพขาวดำจึงกลายเป็นภาพสีที่เจือจาง Greasy Cafe นำเรื่องราวทั้งหมดมาร้อยเรียง และบอกเล่าผ่านอัลบั้มชุดนี้ที่เปิดให้พรีออเดอร์มาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้กระแสตอบรับที่ดีเอามากๆ จนทำให้เว็บไซต์สั่งจองล่มไปชั่วครั้งชั่วคราวเลยทีเดียว ถึงตอนนี้ใครยังอยากพรีออเดอร์อัลบั้ม Technicolor ก็สามารถคลิกเข้าไปที่ greasy-cafe.com กันได้จนถึงวันที่ 16 มิถุนายนที่จะถึงนี้ โดยสามารถสอบถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ทาง Line: @GreasyStore

โดย 3 อัลบั้มแรกของ Greasy Cafe ก็ประกอบไปด้วย สิ่งเหล่านี้ (2008), ทิศทาง (2009) และ The Journey without Maps (2012) กับภาพจำของน้ำเสียงอันทุ้มต่ำและแหบพร่า เนื้อหาของเพลงที่เล่าถึงความรวดร้าวในโลกแห่งความจริงอย่างตรงไปตรงมา แต่แฝงไว้ด้วยภาษาในเชิงเปรียบเทียบที่ต้องยกนิ้วให้ ซึ่งหลายเพลงก็กลายเป็นเพลงในดวงใจของใครหลายคนไปโดยปริยาย อาทิ ฝืน, สิ่งเหล่านี้, ความบังเอิญ, ไม่มีวันกลับมา, หมุน, ภายใต้ท้องฟ้าสีดำ, ร่องน้ำตา เป็นต้น

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Smallroom