THE WAY WE WERE

กว่า 40 ปีที่ดนตรีฮิปฮอปอยู่เคียงคู่วงการเพลงของโลกมาโดยตลอด N.W.A., Snoop Dogg, Tupac, Dr.Dre, Eminem, Jay-Z จนไปถึงรุ่นใหม่อย่าง Ice-T, Machine Gun Kelly, The Sugarhill Gang หรือแม้แต่ Tyler, The Creator รายชื่อเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่เราหยิบยกขึ้นมาบนหน้ากระดาษแผ่นนี้ ยังมีแรปเพอร์อีกมากมายที่ทำให้วัฒนธรรมฮิปฮอปได้ตบเท้าเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมดนตรีได้อย่างสง่างาม คนเริ่มทำความรู้จักกับองค์ประกอบของดนตรีฮิปฮอปไม่ว่าจะเป็น ดีเจ, เอ็มซี, กราฟฟิตี้ และ เบรกแดนซ์ มากขึ้นเรื่อยๆ

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว วง TKO ซึ่งโปรดิวซ์โดย สุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์ ได้ปักหมุดให้คอเพลงชาวไทยได้ทำความรู้จักกับวิถีแห่งการแร็พและดนตรีฮิปฮอปเป็นครั้งแรก แม้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แต่พวกเขาก็ได้ทำการถางทางให้ศิลปินอย่าง โจอี้ บอย มีโอกาสได้นำเสนอการแร็พแบบเต็มรูปแบบกับค่ายเพลง เบเกอรี่ มิวสิก และต่อยอดสู่ ก้านคอคลับ ในปัจจุบัน หรือแม้แต่ Thaitanium ที่สร้างชื่อมาจากมิกซ์เทปสไตล์อันเดอร์กราวนด์ จนกลายเป็นไอคอนของศิลปินฮิปฮอปสัญชาติไทยที่ทำบีตฮิปฮอปแบบถึงแก่น Dajim ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวหอกของแรปเพอร์ใต้ดินที่ทำเพลงได้อย่างถึงพริกถึงขิง และหยาบคายแบบไม่ไว้หน้าใคร แต่กลับกลายเป็นขวัญใจของใครหลายคนในยุคดังกล่าว รวมไปถึงแรปเพอร์ร่างยักษ์ที่มีฝีไม้ลายมือในการเขียนเพลงที่คมคายหาตัวจับยาก และมีฝีปากอันคมกริบอย่าง ฟักกลิ้งฮีโร่ และที่ลืมไปเสียไม่ได้… AA Crew วงฮิปฮอปเมืองไทยที่กลายเป็นตำนานตลอดกาล

เมื่อมีผู้หว่านเมล็ดพันธุ์จนรากแก้วแข็งแรง ดนตรีฮิปฮอปในเมืองไทยก็ค่อยๆ ผลิดอกออกผล แม้จะไม่ใช่แนวดนตรียอดนิยมอันดับหนึ่งของคนไทย แต่พวกเขาก็ยังคงทำในสิ่งที่รักและเชื่อมั่นตลอดมา อีกทั้งยังก่อให้เกิดศิลปินฮิปฮอปหน้าใหม่มากมายที่กล้าลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ประดับวงการเพลงตามรอยบรรดารุ่นพี่ที่พวกเขา #RESPECT

ยุคที่เรากล่าวถึงเป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตนั้นเริ่มเข้ามามีบทบาทกับคนไทย หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “ยุค 56k” ซึ่งถือเป็นยุคเฟื่องฟูของวงการเพลงอินดี้ รวมถึงมีเว็บบอร์ดและเว็บไซต์ให้แรปเพอร์ไปพบปะกันในนั้น เว็บบอร์ด BattleMC และเว็บไซต์ siamhiphop.com คือแลนด์มาร์คสำคัญแห่งยุคที่นำพาแรปเพอร์มาปะทะกันผ่านข้อความ (Text Battle) และคลิปเสียง (Audio Battle) และวัฒนธรรมแร็พแบทเทิลในเมืองไทยก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

โดยเฉพาะยุคของ siamhiphop.com เรียกได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองของวงการฮิปฮอปของบ้านเราเลยก็ว่าได้ อย่างที่เราบอกไป ทัพศิลปินอย่าง AA Crew, Thaitanium, โจอี้ บอย, Dajim ถือเป็นหัวหอกสำคัญทั้งบนดินและใต้ดิน ลานน้ำพุเซ็นเตอร์พ้อยท์ (ในยุคนั้น) คือแหล่งรวมพลของชาวฮิปฮอปที่มา “เช็คออปชั่น” ด้วยคอสตูมที่จัดเต็ม คอนเสิร์ตและปาร์ตี้ฮิปฮอปมีให้ดูกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์อะไรก็ตาม ก็จะมีการเอาศิลปินฮิปฮอปไปแสดง ทั้งโฆษณา ภาพยนตร์ รายการเกมโชว์ หรือแม้แต่งานช่างตัดผมแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นงานการกุศลก็ยังต้องมีเซคชั่นของฮิปฮอป

แต่ในขณะเดียวกัน “แร็พแบทเทิล” ก็ยังคงเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของงานฮิปฮอปในบ้านเรา แม้แต่งานใหญ่ประจำปีของ siamhiphop ก็มีเรื่องราวของบีบอยเป็นหลัก ส่วนซีเควนซ์แร็พแบทเทิล Battle of the Year ซึ่งได้ให้กำเนิดชื่อของ หมวดแวน Doubletap หรือแม้กระทั่ง Twopee แห่ง Southside เป็นแค่ส่วนหนึ่งของงานเพียงเท่านั้น

และเมื่อเทรนด์การฟังเพลงของโลกเปลี่ยนไปตามวัฏจักร สำหรับเมืองไทยที่ฮิปฮอปไม่ได้อยู่ในกระแสหลักก็ยิ่งแย่หนักเข้าไปใหญ่ แม้ตัวศิลปินจะยังคงทยอยผลิตผลงานออกมา การแข่งขันแร็พแบทเทิลก็ยังมีให้เห็นประปราย แต่ก็ต้องยอมรับว่า มีการปรับเปลี่ยนอะไรมากมายไปตามยุคสมัย และเพื่อความอยู่รอด พูดได้เต็มปากว่าวงการฮิปฮอปบ้านเราซบเซาไปพักใหญ่เลยทีเดียว

S2-088 copy

 

NEW BLOOD

แต่แล้วช่วงปลายปี 2015 ที่ผ่านมา สิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์” ก็ถือกำเนิดขึ้นกับวงการดนตรีฮิปฮอปเมืองไทย The War is On Season 2 รายการ “แร็พแบทเทิล” เล็กๆ ที่เผยแพร่ทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียว จากฝีมือและมันสมองของกลุ่มคนที่หลงรักในวัฒนธรรมฮิปฮอปอย่างเข้าไส้ภายใต้ชื่อ “Rap is Now” ทำให้บีทฮิปฮอปกลับมาคึกคักสุดๆ ในบ้านเราอีกครั้ง ใครจะเชื่อว่าศึกแร็พแบทเทิลที่ว่ากันว่าเดือดที่สุดแห่งยุคในรอบไฟนอลที่เพิ่งผ่านพ้นไปเดือนเศษๆ จะมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 4,000 คน! และหากเราจะพูดว่า วงการฮิปฮอปในเมืองไทยได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่อีกครั้ง… ก็คงจะไม่ผิดนัก

คุณรู้จัก “แร็พแบทเทิล” ไหม? … แรปเพอร์ 2 ฝั่งยืนประจันหน้ากัน ออกอาวุธด้วยคำพูด ผ่านบีทดนตรีคึกคัก อาวุธของฝ่ายไหนแสบสันกว่า เสียงเฮก็จะดังสนั่นไปที่ฝั่งนั้น เชื่อกันว่าแร็พแบทเทิลในยุคแรกเริ่มต้นมาจากชาวฮิปฮอปฝั่ง East Coast ในปลายยุค 70s และมีลมหายใจอยู่ในวัฒนธรรมฮิปฮอปโลกมาเรื่อยๆ

ใครจะเชื่อล่ะว่า มันจะเป็นภาพเดียวกับที่ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ได้ไปเห็นมากับตาเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา The War is On Season 2 รอบ 8 คนสุดท้ายที่มีคนดูกว่าพันคน รวมถึงปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ที่ Rap is Now ได้ #รันวงการ ในรอบไฟนอลที่เปรียบเสมือนมหกรรมดนตรีฮิปฮอปสุดยิ่งใหญ่ที่รวบรวมวัฒนธรรมทุกอย่างของดนตรีแขนงนี้เอาไว้

ในที่สุดซีซั่นนี้ก็จบลงอย่างงดงามและน่าประทับใจ… และ REPAZE คือแรปเพอร์ที่คว้าตำแหน่งแชมป์ในปีนี้ไปครอง!

จากเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่เกิดที่จังหวัดพิษณุโลก ก่อนไปเติบโตและเรียนหนังสือที่อยุธยา โลกทั้งใบของเขามีเพียงบีทฮิปฮอปและการแร็พ เขาเริ่มต้นทำเพลงของตัวเองเพียงเหตุผลแค่ว่า “อยากทำ” แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นแรปเพอร์ที่ชาวฮิปฮอปทั่วทั้งประเทศให้ความสนใจ ด้วยสไตล์การแร็พที่ดุดัน เน้นการเล่นสัมผัสระยะสั้นๆ หรือที่เขาเรียกกันว่า “สาย Flip”

“ผมเติบโตมากับเพลง เสือกทำไม ของ Dajim แล้วก็ฟังมาเรื่อยๆ ทั้ง Thaitanium และกลุ่มก้านคอคลับ” REPAZE กล่าวย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในการทำความรู้จักกับโลกแห่งฮิปฮอป “หลังจากนั้นก็เริ่มดูจากในคลิป ฝึกแร็พเอง ลองแต่งเพลงเอง อัดกับไมค์ก้านธรรมดาๆ แล้วก็ปล่อยเพลงทางยูทูป ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่มีความฝันอะไรเลย แค่อยากทำ แค่อยากให้การแร็พมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมก็แค่นั้น” หนุ่มวัย 21 ปีที่ฝึกแร็พทุกวันจนเห็นอะไรก็สามารถแร็พขึ้นมาได้ในวินาทีนั้นเลยบอกกับเรา

จากจุดเริ่มต้นในรายการแร็พแบทเทิล ไทยกวี ครั้งที่ 2 เดินหน้าสู่ซีซั่นแรกของ The War is On ของ Rap is Now ด้วยความบังเอิญ “ตอนนั้นเป็นรอบ 16 คนสุดท้าย แต่มีแรปเพอร์มาแค่ 15 คน พี่หลุยส์กับพี่เอ็มซึ่งเป็น Host ของรายการก็เลยท้าว่า ใครกล้าขึ้นมาแบทเทิลสดๆ บ้าง ผมก็ขึ้นไปแบบไม่ได้คิดไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย เอามันอย่างเดียว สุดท้ายก็ตกรอบ 8 คนสุดท้าย”

S1-080 copy

แต่ความผิดหวังในครั้งนั้นไม่ได้บั่นทอนกำลังใจของ REPAZE แต่อย่างใด เขายังคงฝึกฝนทักษะในการแร็พ ทำเพลงและเริ่มตระเวนออกแข่งขัน จน The War is On Season 2 เริ่ม เขากลับมาแข่งขันในรายการนี้ด้วยความจริงจังที่มากขึ้น ไม่ได้แค่แร็พเอาสนุกเพียงอย่างเดียวแล้ว

“พอเริ่มเข้ารอบลึกขึ้นก็เริ่มตื่นเต้น กดดันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็ไม่เหมือนกับการที่เราออกไปแร็พโดยไม่คิดอะไรเลย เริ่มมีการวางแผนในการแบทเทิลมากขึ้น” แรปเพอร์ที่มาพร้อมฉายา โย่วน้า! กล่าวพร้อมเงยหน้าขึ้นมาสบตาเรา “ตอนรอบ 8 คนสุดท้าย พอลงจากเวทีผมถึงกับต้องไปนั่งพัก ขาผมสั่นไปหมด ไม่เคยแร็พท่ามกลางคนเยอะขนาดนั้นมาก่อนในชีวิต แต่พอเหลือแค่ 4 คนสุดท้าย ผมคิดว่าผมแพ้ไม่ได้แล้ว”

และเมื่อ Host ประจำรายการประกาศชื่อ REPAZE ว่าคือแชมป์ในซีซั่น 2 เขาบอกกับเราเพียงว่า “ดีใจ… ดีใจมาก” อาจเป็นเพราะเขาอธิบายความรู้สึกไม่ค่อยจะเก่งเหมือนชื่อเล่นจริงๆ ของเขาสักเท่าไหร่ และบางครั้งเขาก็ดูเป็นหนุ่มน้อยขี้อาย ไม่เหมือนคราวอยู่บนเวทีที่ใช้ภาษาเป็นอาวุธ กระแทกกระทั้นใส่คู่ต่อสู้แบบไม่กลัวใครหน้าไหน

อนาคตหลังจากนี้ REPAZE ยังไม่ได้วาดฝันอะไรไว้ชัดเจนนัก มีเพียงความฝันในระยะยาวที่อยากจะทำค่ายเพลงฮิปฮอปกับเพื่อนๆ รวมถึงความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ตามรอยไอดอลอย่าง แควนติน ทาแรนทิโน่ ของเขาก็ยังคงอยู่เช่นเดียวกัน

การสัมภาษณ์รอบนี้สิ้นสุดลง ถึงเวลาที่ REPAZE จะต้องสวมบทบาทการเป็นนายแบบชั่วคราวเพื่อให้ช่างภาพของเราเก็บภาพเท่ๆ มาลงนิตยสาร โดยที่เขายังไม่รู้ว่า ยังมีเซอร์ไพรส์รอเขาอยู่อีกเพียบ!

ระหว่างนั้นเรามีโอกาสพูดคุยกับแรปเพอร์จากเวที Rap is Now อีก 2 คนที่ผ่านเข้ารอบ 4 คนสุดท้ายด้วยเช่นกันนั่นก็คือ DARKFACE และ NIL LHOHITZ เสียดายที่แรปเพอร์มาดเท่ขวัญใจสาวๆ อย่าง MAIYARAP ป่วยกะทันหัน จึงไม่สามารถมาร่วมวงสนทนาในวันนั้นได้

“ผมเริ่มฟังฮิปฮอปจาก Southside เลยครับ รู้สึกว่าจะเป็นเพลง ต่อยกับเพื่อนกูมั้ย ฟังแล้วสะใจดี หยาบคายดี ตอนนั้นฟังแล้วรู้สึกว่ามันเฟี้ยวมาก” แรปเพอร์จากนครศรีธรรมราชอย่าง DARKFACE แนะนำตัวกับ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ด้วยสำเนียงปักษ์ใต้ขนานแท้ ซึ่งตอนนั้นเขาเพิ่งจะขึ้นมัธยมชั้นปีที่ 2 ก่อนที่จะเริ่มทำเพลงฮิปฮอปในห้องนอนของตัวเองด้วยไมค์ก้านราคาย่อมเยาเช่นเดียวกับ REPAZE

ในขณะที่ NIL LHOHITZ หรือที่หลายคนเรียกเขาว่า “เลือดดำ” ที่จำแนกตัวตนว่าเป็นแรปเพอร์สายปั่นประสาทกลับได้แรงบันดาลใจมาจากท่อนแร็พในเพลง ใจเย็น ผลงานของวง Pancake ในช่วงมัธยมต้นเช่นกัน หลังจากนั้น 3 ปีให้หลัง illslick ก็ทำให้เขาอยากเป็นแรปเพอร์อย่างจริงจัง

“ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า จะแร็พไม่ให้เหมือนคนอื่น พอมาฟังคนนั้นก็หยาบ คนนี้ก็หยาบ งั้นเราลองไม่หยาบดูไหม” NIL LHOHITZ กล่าวย้อนกลับไปสู่การแบทเทิลครั้งแรกในชีวิตผ่านคลิปเสียงที่แพ้ไม่เป็นท่า แต่กลายเป็นว่าเขากลับค้นเจอสไตล์ของตนเองที่พยายามจะใช้คำหยาบให้น้อยที่สุดในการแร็พแบทเทิล และทุกคนก็จดจำเขาได้จากสิ่งนั้น

ดูเหมือนว่าแรปเพอร์อันเดอร์กราวนด์สายเลือดใหม่จะมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันอยู่หลายสิ่ง ทั้งศิลปินฮิปฮอปในดวงใจที่พวกเขายกให้เป็นไอดอล เริ่มเขียนเพลงและทำเพลงด้วยสองมือของตัวเอง ฝึกแร็พด้วยริมฝีปากของพวกเขาเอง และแม้ว่าอันที่จริง DARKFACE จะอยากรับราชการเป็นครู หรือ NIL LHOHITZ ยอมรับว่าปีหน้าคงโฟกัสไปที่เรื่องเรียนให้จบเสียก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ฮิปฮอปคือชีวิตของพวกเขา และพวกเขาจะไม่มีวันหยุดทำเพลง

S8-158 copy

 

NEVER GIVE UP

ระหว่างที่ REPAZE กำลังทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ภายใต้แสงแฟลชในสตูดิโอ บรรดาศิลปินฮิปฮอปแถวหน้าของเมืองไทยต่างทยอยเดินทางสู่สตูดิโอย่านสุขุมวิท 71 เพื่อมาร่วมถ่ายปกกับ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ในครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ขันเงิน เนื้อนวล ตัวแทนจากสุดยอดวงฮิปฮอปเมืองไทยอย่าง Thaitanium, หัวหอกแรปเพอร์ใต้ดินอย่าง Dajim, ขุนพลดีเจอันดับหนึ่งจากก้านคอคลับ Spydamonkee รวมถึงฮิปฮอปสายเลือดใหม่มาแรงแห่งยุค Twopee แห่ง Southside

เราปล่อยให้ทุกคนพักผ่อนกันตามอัธยาศัยสักพัก ภาพที่เราเห็นเหมือนบรรดาเพื่อนเก่าที่หลงใหลในบีทเดียวกันได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุย ด้วยความสัตย์จริง มันเป็นบรรยากาศแห่งความอบอุ่นที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นบ่อยครั้งนัก ก่อนที่เราจะเรียกทุกคนมาล้อมวงพูดคุยถึงเรื่องราวของวงการฮิปฮอปบ้านเรา ณ ปัจจุบันกาลกันอย่างออกรส

“ฮิปฮอปมันกลับมาแล้ว” หนึ่งในสมาชิกวงฮิปฮอปเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทยอย่าง Thaitanium เอ่ยปาก “ฮิปฮอปบ้านเราเคยรุ่งเรืองสุดๆ ในช่วงปี 2006-2008 ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาของโลก ที่พอครบ 10 ปี อะไรๆ มันก็มักจะวนกลับมา” ขันเงิน ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในอาณาจักรฮิปฮอปของสยามประเทศมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกเริ่มต้นการแลกเปลี่ยนทรรศนะ ซึ่งถ้าจะให้นับกันจริงๆ Thaitanium ก็อยู่ในวงการนี้มาครบ 16 ปีพอดิบพอดี และพวกเขามีแพลนจะออกอัลบั้มใหม่ภายในปีนี้อีกด้วย

“ต้องให้เครดิตน้องๆ ที่ชุบชีวิตฮิปฮอปให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งอัลบั้มใหม่ของพวกเรามาออกในปีนี้ถือว่าเป็นเรื่องดีนะ เพราะมีซีนอันเดอร์กราวนด์จาก Rap is Now เรียกว่าพร้อมและลงตัวมากๆ” ซึ่งก็สอดคล้องกับซิงเกิ้ลที่ Thaitanium เพิ่งปล่อยออกมาให้เราฟังในช่วงก่อนสงกรานต์อย่าง MF WHAT!? ซึ่งฟังแล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปสู่ยุคมิกซ์เทปอันลือเลื่องของพวกเขาในยุคแรกไม่ผิดเพี้ยน

ในขณะที่รุ่นน้องในค่าย Thaitanium Entertainment อย่าง Twopee ที่นำพาวง Southside เดินทางไกลจากภูเก็ตเพื่อมาประกาศศักดาในดินแดนเมืองหลวงพร้อมกับเพื่อนซี้อย่าง Freddy V ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า “อย่างผมนี่เริ่มต้นจากแร็พแบทเทิลเลย มาถึงตอนนี้ก็ 10 ปีแล้ว ปีนี้มันกำลังจะกลับมาเหมือนตอนที่ผมเริ่ม คนเอ็นจอยกับแร็พแบทเทิล อารมณ์เหมือนเราเดินถนนแล้วเจอบีบอย มันต้องหยุดดู และมันจะดีมากถ้าสามารถพัฒนาจากแค่แร็พเป็นการทำเพลง เป็นศิลปิน เราเห็นฟรีสไตล์แรปเพอร์ที่เก่งมากมายจากเวที Rap is Now ต่อไปพวกเขาก็จะพัฒนาไปเป็นศิลปินที่ดี”

แต่สำหรับดีเจตัวพ่อแห่งวงการอย่าง Spydamonkee ที่เริ่มต้นจากความคลั่งไคล้ในดนตรีร็อค และผันตัวสู่แวดวงการสปินแผ่น จนกระทั่งตอนนี้เปิดโรงเรียนสอนดีเจที่ชื่อ The Beatlounge กลับมีมุมมองที่ต่างออกไปเล็กน้อย “ผมมองว่าวงการฮิปฮอปบ้านเรา ณ ตอนนี้มันมีข้อดีและข้อเสียอยู่ในเวลาเดียวกันนะ ข้อเสียคือความฉาบฉวย มาเร็วไปเร็ว ฟังแป๊บเดียวก็เบื่อแล้ว” ซึ่งเราเชื่อว่าสิ่งที่ Spydamonkee พูดถึงไม่ใช่แค่เรื่องดนตรี แต่มันครอบคลุมไปถึงวัฒนธรรมในการใช้ชีวิตของคนในยุคสมัยนี้ด้วยซ้ำ “แต่ข้อดีก็คือ พวกตัวจริงก็จะอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากขึ้น เพราะมีอยู่น้อย แล้วพวกงานอันเดอร์กราวนด์ งานสตรีทมันเจ๋งขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนที่เข้าใจก็จะมาทำงานด้วยกันมากขึ้น” แต่สิ่งที่เขาห่วงเป็นอย่างมากก็คือ คนที่ลงทุนจัดอีเวนต์หรือปาร์ตี้จะเลือกคนที่เข้าใจในวัฒนธรรมฮิปฮอปมารันงานหรือเป็นที่ปรึกษาหรือเปล่า เพราะบางครั้งบางงานที่เขาเจอเล่นใส่ธีมเพลงเป็น EDM โดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองอะไรใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนแรปเพอร์ตัวพ่อสายอันเดอร์กราวนด์ที่โด่งดังสุดๆ ในยุคหนึ่งอย่าง Dajim ก็เสริมต่อว่า “หลายปีที่ผ่านมากระแส EDM มันมาแรงมากด้วยแหละ หลายคนที่มองว่าวงการฮิปฮอปบ้านเราเงียบๆ แต่ผมไม่ได้มองแบบนั้น ใครที่ได้ไปสัมผัสกับบรรยากาศรอบ 4 คนสุดท้ายของ Rap is Now คงรู้ดี ศิลปินเบอร์ใหญ่ก็มีแค่ Southside และพี่ขัน Thaitanium ที่มาร่วมโชว์บนเวทีเท่านั้น ที่เหลือเป็นผู้ร่วมงานที่เข้ามาดูแร็พแบทเทิลจริงๆ ทั้งหมดเลย 4,000 กว่าคนเลยนะ มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วล่ะ”

ศิลปินทั้ง 4 คนที่เราสามารถเรียกพวกเขาว่าเป็น “ตำนาน” แห่งวงการฮิปฮอปเมืองไทยได้อย่างเต็มปาก ต่างหยิบยกซีนอันเดอร์กราวนด์จาก Rap is Now มาแสดงถึงบทบาทของดนตรีฮิปฮอปที่มีต่อวงการเพลงบ้านเราในขณะนี้ ซึ่งก็คงต้องยกความดีความชอบให้เหล่า Rap is Now CREW ที่ผนึกกำลังสร้างสิ่งที่ไม่มีใครคิดฝันมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้อย่างสวยหรู

S3-034 copy
S4-034 copy

NOW OR NEVER

สิ่งที่ Rap is Now ทำอยู่ ณ ขณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดายเพียงพริบตาเดียว พวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาว ความสุข ความทุกข์ มาหลายยุคหลายสมัย

หากจะให้เล่าย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาซบเซาอย่างหนักของวงการฮิปฮอปบ้านเรา ปัจจัยหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน… เว็บไซต์ siamhiphop.com ซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักของวงการได้ปิดตัวลงไป Dajim ขึ้นมาอยู่บนดินและทำเพลงค่ายใหญ่ Thaitanium เลิกทำมิกซ์เทป แนวเพลงก็มีความเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับตลาดมากขึ้น ก้านคอคลับก็หาสไตล์ Thai Rhythm ของพวกเขาเองเจอในที่สุด

แต่ในห้วงเวลาที่บีทเงียบงัน กลับมีชื่อของคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “Rap is Now” เสนอตัวเป็นปาร์ตี้ออร์แกไนเซอร์ที่ขอจัดงานปาร์ตี้ฮิปฮอปเพื่อสนองนีดของพวกเขาเอง และแม้ว่าปาร์ตี้ 2 ครั้งแรกภายใต้แบรนด์ Rap is Now จะมีคนมาร่วมงาน 300 และ 500 คนตามลำดับ แต่นั่นก็ถือว่าเยอะแล้วสำหรับยุคที่ฮิปฮอปซบเซาและเหงาสุดขีด

จนกระทั่งพวกเขาตัดสินใจขอรันวงการต่อด้วยรายการแร็พแบทเทิลแบบเต็มสูบอย่าง The War is On Season 1 ซึ่งเริ่มต้นซีซั่นแรกด้วยคนดูหลักสิบ แต่จบลงด้วยตัวเลขผู้ชมในรอบไฟนอลประมาณ 300 คน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ชื่อของ Rap is Now เริ่มเป็นที่จดจำ ทั้งในฐานะผู้จัดแร็พแบทเทิล และกลุ่มคนที่คอยผลักดันทุกแขนงของวงการฮิปฮอปในแฟนเพจ ทั้งเรื่องศิลปิน, ดนตรี, เสื้อผ้า และวัฒนธรรม

หลังจากนั้น The War is On Season 2 เริ่มต้นด้วยภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น แม้จะไม่ประสบความสำเร็จจากการหาสปอนเซอร์เท่าใดนัก แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ การที่พวกเขากลับมาทำรายการด้วยสองมือของตนเองอีกครั้ง โดยเริ่มต้นซีซั่นด้วยคลิปทีเซอร์ที่เหล่าแรปเพอร์ตระเวนไปแร็พกันสดๆ ทั้งที่อนุสาวรีย์ชัยฯ, ตลาดนัดสวนจตุจักร และถนนข้าวสาร ก่อเกิดเป็นไวรัลที่คนทั้งในและนอกวงการฮิปฮอปต่างเหลียวกลับมามอง รอบ 32 และ 16 คน ร้านเล็กๆ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานไม่สามารถปิดประตูร้านได้อีกต่อไป และในที่สุด ปรากฏการณ์ที่พวกเขาไม่คิดไม่ฝันมาก่อนก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ ในช่วงปลายปีที่แล้วก็เกิดการแชร์คลิปแร็พแบทเทิลในรายการไปกว่า 400,000 แชร์ในค่ำคืนเดียว และทุกคนคงได้เห็นแล้วว่า เกิดปรากฏการณ์อะไรกับวงการฮิปฮอปของประเทศไทยบ้างหลังจากนั้น

จากช่วงต้นปี 2015 ยอดไลค์เพจ Rap is Now อยู่ที่ตัวเลข 30,000 แต่ในขณะที่เรากำลังปั่นต้นฉบับอยู่นี้ ยอดไลค์พุ่งไปแตะเกือบ 700,000 ไลค์ หรือแม้แต่ยอดรวมวิวยูทูปที่ล่าสุดปาเข้าไปเกินร้อยล้านวิวเรียบร้อยแล้ว จากที่เคยมีเพียง 2 ล้านวิวในช่วงแรก

และไม่ใช่เพียงชีวิตของทีม Rap is Now จะเปลี่ยนไปเพียงชั่วข้ามคืน สิ่งที่เกิดขึ้นอีกอย่างก็คือ โลกของแรปเพอร์ที่มาร่วมรายการก็เปลี่ยนไปเช่นกัน แชมป์ซีซั่นแรกอย่าง MC KING ไปเคานต์ดาวน์ แต่มีคนมาต่อแถวขอถ่ายรูปร่วมร้อยคน รองแชมป์อย่าง 23Street เป็นแค่เซลส่งของ แต่ตอนนี้เขากลายเป็นเซเลบโดยไม่รู้ตัวตอนนี้แรปเพอร์ทุกคนใน The War is On กลายเป็นที่ต้องการตัว แรปเพอร์รุ่นใหม่อย่าง REPAZE, NIL LHOHITZ, MAIYARAP, ZO9 และอีกหลายคนกลายเป็นที่รู้จักมากมาย มีคนสนใจเอาไปออกรายการ ออกอีเวนต์ ทำแคมเปญต่างๆ ว่ากันตรงๆ พวกเขากลายเป็น Somebody ไปเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ Rap is Now เน้นย้ำมาตลอดคือ พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย มันเป็นวัฒนธรรมการแร็พแบทเทิลของเมืองนอกที่พวกเขาชอบแล้วก็ทำตาม ไม่ได้กระแดะว่าพวกเขาคิดทำในสิ่งใหม่ Rap is Now ไม่ใช่เจ้าแรกที่ทำแร็พแบทเทิล เพียงแต่พวกเขาทำให้มันมีมาตรฐานขึ้นมาแค่นั้น สร้างกฎกติกาขึ้นมาใหม่นั่นก็คือ ข้อแรก… จะมีบัตรโหวตสำหรับคนที่ไปดูที่งาน ข้อสอง… มีโพลออนไลน์ให้เข้ามาโหวตกัน และข้อสุดท้าย… หากยังหาผู้ชนะไม่ได้ Rap is Now CREW จะเป็นผู้ตัดสินในท้ายที่สุด รวมไปถึงวิธีการออร์แกไนซ์ตั้งแต่เริ่มต้นจบจบ การปล่อยคลิปทีเซอร์ การบิลท์ พวกเขาทำกันอย่างจริงจังมาก อีกทั้งพวกเขาอยากให้แรปเพอร์กลายเป็นอาชีพ สามารถทำรายได้ได้ ไม่ว่ามาแข่งหรือแค่มาโชว์ แรปเพอร์ต้องมีเงินกลับไปแม้จะเป็นแค่ค่ารถก็ตาม พวกเขาต้องการยกระดับและมาตรฐานของวงการนี้

Rap is Now ได้สร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างสู่วงการฮิปฮอปบ้านเราอย่างไม่มีข้อสงสัย พวกเขาทำให้ฮิปฮอปกลับมาอยู่ในจุดที่คนสนใจอีกครั้ง ง่ายๆ ก็คือ ถ้าจะนึกถึงฮิปฮอป ณ นาทีนี้ คนก็จะนึกถึง Rap is Now และอย่างที่เห็นๆ กัน ตอนนี้ศิลปินฮิปฮอปกลับมาทำเพลงกันเยอะขึ้น โปรดักชั่นก็แข็งแรงทั้งสายบนดินและใต้ดิน บางคนใช้ผู้กำกับเอ็มวีเป็นชาวต่างประเทศก็มี ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำก็อยู่ภายใต้แคมเปญ #รันวงการ และ #RESPECT ที่ Rap is Nowพยายามผลักดันมาโดยตลอด

S5-015 copy
S6-008 copy
S7-004 copy
S10-041 copy

 

THE FUTURE IS HERE

“เมื่อก่อนเขาจะพูดกันว่า มีฮิปฮอปบนดินและใต้ดิน บนดินก็จะมี โจอี้ บอย ฟักกลิ้งฮีโร่ ใต้ดินก็จะเป็น Thaitanium หรือ Dajim แต่เดี๋ยวนี้ฮิปฮอปมันคือฮิปฮอป ทุกคนเป็นฮิปฮอป ไม่มีการแบ่งแยก เพราะทุกคนมีสื่อในมือหมด” เอ็ม หรือ Nazesus หนึ่งใน Host ประจำทีม Rap is Now เคยกล่าวกับเราไว้

ย้อนกลับมาสู่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ศิลปินฮิปฮอประดับท็อปทั้ง 4 คนที่ล้วนแล้วมีประสบการณ์ในวงการมาพอสมควรต่างแชร์สิ่งที่พวกเขาคาดหวังจะได้เห็นในวงการฮิปฮอปบ้านเราในอนาคต…

“ผมอยากให้ทุกคนเอ็นจอยกับการฟังเพลงฮิปฮอป อันไหนฟังแล้วโดน เราจะรู้เอง ถ้าชอบจริงแล้วอยากทำ ก็หัดเขียนเลย การเริ่มต้นเป็นเรื่องตื่นเต้นและสนุก แต่ก็ต้องศึกษาย้อนหลัง เรียนรู้แบบลงลึกด้วย จะได้เป็นนักฟังที่ดี” Twopee Southside ซึ่งถือว่าเป็นน้องคนสุดท้องในวงสนทนาเริ่มกล่าวความรู้สึกเป็นคนแรก

ส่วน Dajim ซึ่งเคยนำพาวิถีการแร็พที่เต็มไปด้วยคำหยาบครองใจคอฮิปฮอปสายอันเดอร์กราวนด์ทั่วประเทศมาแล้วก็บอกกับเราว่า “อยากเห็นศิลปินฮิปฮอปหน้าใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าฮิปฮอปอันเดอร์กราวนด์ยุคนี้จะแตกต่างจากยุคก่อนเยอะ แต่มันก็มีทั้งข้อดีและไม่ดีปะปนกันไป เมื่อก่อนถ้าอยากฟังเพลงอันเดอร์กราวนด์ คุณต้องไปหาซื้อตามร้านขายเทป ศิลปินก็ไม่ได้ทำออกมาเยอะ มันเลยมีคุณค่า แต่ยุคนี้เป็นยุคโซเชียล บนดินใต้ดินมีค่าเท่ากัน ทำเสร็จก็ปล่อยลงยูทูป แต่ตอนที่ผมไปดู Rap is now รอบไฟนอลผมแอบน้ำตาซึมเลย ฮิปฮอปเมืองไทยควรเป็นแบบนี้ตั้งนานแล้ว”

ทางด้าน Spydamonkee กลับมีมุมมองความคาดหวังที่ดูเหมือนจะแตกต่างจากคนอื่นเล็กน้อย “ผมคาดหวังให้คน Materialistic น้อยลง เพราะลัทธิทุนนิยมเป็นสิ่งที่ทำลายความเป็นคนของคน การที่เราคิดว่า เรามีบางอย่างที่เป็นวัตถุ แล้วเราจะเหนือกว่าคนอื่น มันไม่ใช่ แล้วมันก็เกี่ยวข้องกับทุกอย่าง รวมถึงเรื่องดนตรีด้วย อยากเห็นคนเรามองที่การที่พวกเขามาถึงเส้นชัย มากกว่าการเห็นพวกเขาเข้าเส้นชัย ถ้าเป็นเช่นนั้น สังคมก็จะน่าอยู่มากขึ้น”

ในขณะที่ ขัน Thaitanium กล่าวปิดท้ายว่า “ทุกอย่างมันมียุคสมัยครับ ผมก็มองไปตามเนื้อผ้า แค่ทำในสิ่งที่รัก และเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ รุ่นใหม่ อย่างเมื่อก่อนเราก็ทำมิกซ์เทป เด็กยุค Rap is Now ก็มาจากมิกซ์เทปของเรา ฮิปฮอปเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือด เราก็หวังที่จะสร้างคอมมูนิตี้ในสิ่งที่พวกเรารักต่อไปได้เรื่อยๆ”

การสัมภาษณ์สิ้นสุดลง พวกเขามุ่งหน้าเข้าสตูดิโอ ตามไปสมทบกับแรปเพอร์รุ่นน้องอย่าง REPAZE ที่รอด้านในเรียบร้อยแล้วเพื่อทำการถ่ายปกที่เรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์แห่งวงการฮิปฮอปบ้านเราก็ว่าได้ ทุกคนมีจุดเริ่มต้น มีความโดดเด่นในแต่ละเส้นทางของตนเอง เพียงแต่จุดร่วมเดียวกันที่พวกเขาต่างมอบชีวิตและจิตวิญญาณให้ไปแล้วนั่นก็คือ ดนตรีฮิปฮอป นั่นเอง

เมื่อการถ่ายปกเสร็จสิ้น เราดึงตัว REPAZE มาสอบถามความรู้สึกอีกครั้ง หลังจากที่เห็นว่าเขา “เกร็ง” อย่างเห็นได้ชัดตอนอยู่ในสตูดิโอ “มันทั้งตื่นเต้น ดีใจ ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตว่าจะได้มาถ่ายรูปกับพวกพี่ๆ ขึ้นปกนิตยสาร” เขายังคงพูดน้อยเช่นเดิม แต่แววตากลับเอ่อล้นไปด้วยความปลื้มปิติอย่างเห็นได้ชัด

ในฐานะแรปเพอร์เจเนอเรชั่นล่าสุด REPAZE ก็มีมุมมองต่อวงการฮิปฮอปบ้านเราทุกวันนี้ที่ไม่ต่างไปจากรุ่นพี่ๆ เท่าใดนัก “มันกำลังจะโตขึ้น และมันจะโตไปมากกว่านี้ ตอนนี้มันเหมือนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง มันจะต้องมีอะไรที่ยิ่งใหญ่มากกว่านี้แน่ๆ เอาจริงๆ มันก็มีโอกาสซบเซาลงอีกครั้งแหละครับ แต่ถ้าทุกคนช่วยกัน วงการฮิปฮอปบ้านเรามันก็จะอยู่ได้”

และไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ฮิปฮอปก็ยังคงเป็นฮิปฮอป ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งจังหวะ นำเสนอสังคมแห่งความจริงผ่านคำพูดและบีทที่เราได้ยินได้ฟังมาตลอด เช่นเดียวกับ Thaitanium, Southside, Dajim, Spydamonkee, REPAZE รวมถึง Rap is Now กลุ่มคนที่ไม่เคยทิ้งความฝัน ไม่เคยหันหลังให้กับดนตรีฮิปฮอปและวิถีการแร็พแม้แต่วินาทีเดียว

 

Story by: Chanon B. & Srivigar S.
Photos by: Binn Buameanchol